LOGINบนเตียงไม้เก่าในเรือนหลังหนึ่ง
ร่างอรชรที่หมดสติไปสองวันกำลังเปิดเปลือกตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อปรับภาพตรงหน้าชัดเจนแล้ว คิ้วสวยก็เริ่มผูกกันเป็นปม “ที่นี่ที่ไหนกัน” หญิงสาวพึมพำแผ่วเบา จากนั้นจึงพยายามขยับลุกนั่งแล้วมองไปรอบห้อง “ไม่ใช่โรงพยาบาลเหรอ” คนเจ็บพร่ำเพ้ออย่างไม่เข้าใจ กระทั่งก้มลงสำรวจร่างกายตนเองซึ่งมันได้ทำให้เธอตกใจมาก บนตัวไม่พบบาดแผลจากคมกระสุน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเธอถูกยิงตั้งสี่นัด แต่ร่างกายกลับมีแค่แผลตรงช่วงเอว และแผลแตกตรงขมับด้านซ้ายเท่านั้น “แผลนี้ได้มายังไงนะ แล้วแผลถูกยิงมันหายไปไหน” ด้วยนิสัยเป็นคนตื่นตัวและรอบคอบอยู่เสมอ ฟูหลิงจึงรีบขยับลุกลงจากเตียง เพื่อสำรวจไปรอบห้อง และหาทางหนีทีไล่ เนื่องจากก่อนนี้ เธอถูกตามล่า เลยไม่อาจทำใจเย็นอยู่ได้ จากนั้นเธอก็เดินมาหยุดที่ริมหน้าต่าง เพื่อแง้มออกดูด้านนอก ภาพที่พบยังเป็นบรรยากาศของยุคจีนโบราณเหมือนที่เคยเห็นในซีรี่ย์ ทว่ามันดูสมจริงมากไม่เหมือนการตบแต่งในโรงถ่าย “ทำไมไม่มีสายไฟหรืออุปกรณ์เกี่ยวกับการถ่ายทำเหมือนที่เคยเห็นล่ะ ผู้คนด้านนอกก็เหมือนจะทำงานจริง ไม่เหมือนคนกำลังเข้าฉากแสดงเป็นบ่าวรับใช้เลย” เธอพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะก้มมองตัวเองที่สวมใส่ชุดจีนโบราณไม่ต่างจากคนด้านนอก “แกคงไม่ได้ตกน้ำแล้วทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณหรอกนะฟูหลิง นั่นมันนิยายที่แกเขียนนะ” เธอนึกขันกับความคิดตัวเอง ก่อนจะหยุดชะงักแล้วรีบมองหาของบางอย่าง เพื่อยืนยันความคิดที่ผุดขึ้นมาเมื่อครู่ “กระจก” พึมพำแล้วเธอก็ก้าวเดินมายังมุมโต๊ะที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะก้มลงส่องดูให้แน่ชัด ฟูหลิงนิ่งไปพักหนึ่ง ไม่นานเธอก็ทรุดนั่งลงบนตั่งอย่างไร้เรี่ยวแรง “มะ…ไม่จริง นะ…นี่เราอยู่ในร่างคนอื่นงั้นเหรอ งั้นก็แสดงว่าเราตายแล้วมาเกิดใหม่เหมือนนิยายที่เราแต่งน่ะสิ มะ…ไม่จริงมั้ง มันจะเป็นไปได้ยังไง” เสียงเธอติดขัดเป็นอย่างมาก “ฟูหลิง…หรือว่าแกกำลังฝันอยู่ ถ้าเป็นแบบนั้นก็ตื่นเถอะ” เธอยกมือขึ้นมาตีหน้าตนเอง หมายจะเรียกสติ ทว่าอาการตื่นตระหนกยังไม่ทันได้หายไป เสียงพูดคุยจากด้านนอกก็ทำให้หญิงสาวต้องรีบลุกแล้วเดินกลับไปที่เตียง ก่อนจะเอนตัวนอนเพื่อทำทีเป็นคนป่วยต่อ ฟูหลิงนอนนิ่งด้วยใจที่เต้นระทึก รอฟังคนเหล่านี้พูดคุยอย่างหวาดหวั่น นางอยากรู้ว่ามันจะเป็นอย่างที่ตนคิดหรือเปล่า และคำตอบมันก็ทำให้หญิงสาวต้องบีบมือตนที่อยู่ใต้ผ้าห่มแน่น “นางหลับมาสองวันแล้ว คาดว่าอีกไม่นานคงฟื้นพ่ะย่ะค่ะ” เสียงทุ้มอ่อนโยนเอ่ยก่อน ตามมาด้วยเสียงเรียบเย็นชาที่ต่างกัน “ดี เราจะได้เดินทางกันต่อเสียที” ‘แสดงว่าเราเข้าร่างนี้ตั้งแต่วันที่ลอยคออยู่ในแม่น้ำแล้วสินะ พอขึ้นจากน้ำแล้วหมดสติโจรก็มาจับตัวไป แล้วคนกลุ่มนี้ก็มาช่วยเรา พาเรามารักษา มิน่า… ตอนนั้นถึงเดินหาบ้านคนไม่เจอสักหลัง ที่แท้เราก็ตายแล้วมาเกิดใหม่ในยุคโบราณนี่เอง’ ฟูหลิงนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่ตนประสบพบมาก่อนที่จะหมดสติ ตอนนั้นเธอยังคิดว่าตัวเองถูกยิงตกน้ำ แล้วกระแสน้ำพัดพาออกนอกเมืองไหลมายังแถบถิ่นกันดาร ทว่าความเป็นจริง เธอกลับตายไปแล้ว และมาเกิดใหม่ในร่างนี้ต่างหาก ทว่าในขณะที่คิด เสียงเย็นเยียบก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ “แล้วโจรพวกนั้น” “ทหารฝังร่างพวกมันไว้ในหุบเขาหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ ภายหน้าพวกมันไม่มีโอกาสได้ออกมาสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่เดินทางสัญจรไปมาอีกแล้ว” เสียงจากชายอีกคนดังขึ้น “เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ต่อบ้านเมือง ต่อให้ส่งไปเป็นทหาร ภายหน้าพวกมันก็ต้องข่มเหงผู้อื่นอีก สู้ให้ดินกลบหน้า ตายไปเป็นอาหารต้นไม้ยังจะมีประโยชน์เสียกว่า” ‘คนคนนี้เป็นเชื้อพระวงศ์งั้นเหรอ คนที่พูดด้วยถึงใช้คำราชาศัพท์ จะว่าฮ่องเต้ก็ไม่น่าใช่เพราะเขาต้องอยู่ในวัง หรือว่าจะเป็นท่านอ๋อง องค์ชายอะไรเทือกนั้น…’ นางนึกในใจไปเรื่อย ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเพราะสัมผัสจากมือเรียวที่กุมข้อมือตนเอาไว้ “รู้สึกตัวแล้วก็ลืมตาขึ้นมาสิ คิดจะนอนฟังไปถึงเมื่อใดกัน คิดว่าข้าโง่ รู้ไม่ทันเจ้าหรือ” เสียงตำหนิดุดันนัก มิหนำซ้ำเขายังยอบกายนั่งลงบนเตียงและจ้องใบหน้างามเขม็ง “อ๊ะ! ตื่นแล้วค่ะ ตื่นแล้วค่ะ” ฟูหลิงรีบขยับลุกนั่ง ก่อนจะตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นคนตรงหน้าชัด ๆ เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง เพราะอีกฝ่ายมีหน้าตาที่หล่อเหลามาก ‘เทพบุตรชัด ๆ’ นึกในใจพร้อมกับเผลอยิ้ม ทว่าอีกฝ่ายกลับทำหน้าเคร่งขรึมใส่ ทำให้ริมฝีปากซีดเซียวต้องรีบหุบลง “ฟื้นแล้วก็ดี จะได้ออกเดินทาง” ฉินอ๋องออกคำสั่งทันที “ดะ… เดินทาง ไปไหนคะ ฉันยังรู้สึกมึนหัวอยู่เลยนะ ขอพักอีกวันสองวันไม่ได้เหรอ” คนเจ็บรีบค้าน เพราะตนเพิ่งจะตื่นขึ้นมาจริง ๆ พวกเขาไม่คิดจะให้ตั้งตัวกันก่อนหรือไง “เอ่อ…ไม่งั้น พวกคุณ…ไม่สิ พี่ชายทิ้งข้าไว้ที่นี่ก็ได้ เอาไว้ข้าหายดีแล้วจะตามไปเจ้าค่ะ” ฟูหลิงพยายามเปล่งวาจาให้เข้ากับยุคที่ตนอยู่มากที่สุด ยังดีที่เธอมีงานอดิเรกเป็นนักเขียนนิยายแนวจีนโบราณ มันเลยไม่ยากที่จะเรียนรู้ “พี่ชาย? ใครเป็นพี่ชายเจ้า” ฉินอ๋องดุเสียงดัง “มะ…ไม่ให้เรียกพี่ชายแล้วจะให้เรียกอะไรหรือเจ้าคะ ข้าเอ่อ คือข้าจำอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าพวกท่านเป็นใคร แล้วจะให้ข้านับญาติอย่างไรหรือเจ้าคะ” ฟูหลิงแสร้งเอ่ยไปเรื่อย ก็นางไม่รู้จริง ๆ ว่าเจ้าของร่างเป็นใคร และมีความสัมพันธ์ใดกับพวกเขา โดยเฉพาะคนตรงหน้าที่ดูไม่ค่อยพอใจนางเท่าใดนัก บุรุษทั้งสามนิ่งไปทันที พวกเขาต่างก็นึกไม่ถึงว่า ไป่ฮวาจะจำสิ่งใดมิได้แม้แต่นามของตนเอง ฉินอ๋องจึงหันมาหาสหายที่เป็นหมอรักษา อีกฝ่ายจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “คงเป็นเพราะศีรษะถูกกระแทกอย่างรุนแรงพ่ะย่ะค่ะ ความทรงจำบางส่วนเลยหายไป” หานเฉินอี้เอ่ยบอกเสียงทุ้มอ่อน ฉินอ๋องจึงหันกลับมาหาคนบนเตียงที่นั่งมองเขาตาแป๋ว เหมือนเด็กน้อยที่กำลังรอฟังคำตอบไม่มีผิด ถึงกระนั้นคนเย็นชา ก็ยังเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบเช่นเคย “อย่าเรื่องมาก เจ้าเป็นอนุของข้า สั่งสิ่งใดก็ควรต้องทำตาม หลี่โม่ไปเตรียมรถม้า” ภายในห้องเงียบงันไปทันที แม้แต่คนสนิทที่ควรต้องรับคำ ยังยืนมึนงงอย่างไม่เข้าใจ เพราะจู่ ๆ ผู้เป็นนายก็แอบอ้างว่าตนเป็นสามีของคนบนเตียงเสียอย่างนั้น ด้านฟูหลิงเมื่อตั้งสติได้ก็เอ่ยถามอีกรอบ “อนุ! ท่านหมายถึงอนุภรรยาน่ะหรือ ขะ…ข้าหรือเป็นอนุท่าน” นางถามย้ำอีกหน ก่อนจะมองไปยังบุรุษสองคนที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง ฉินอ๋องจึงหันมาจ้องทั้งคู่เขม็ง คนสนิทก็ไม่รอช้าที่จะเอ่ยตอบ “ใช่…แม่นางคืออนุของฉินอ๋อง พระอนุชาของฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์เจิ้งโจว” หลี่โม่กล่าวเสียงดังฟังชัด ‘คนคนนี้คือฉินอ๋องงั้นเหรอ แล้วเจ้าของร่างนี้ก็เป็นอนุเขาด้วย’ ฟูหลิงนิ่งงันไปทันที เพราะสิ่งที่ได้ยินมันช่างเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย แค่ตายแล้วเกิดใหม่ในร่างนี้ก็ว่ามหัศจรรย์แล้ว นี่นางยังกลายมาเป็นอนุของฉินอ๋อง พระอนุชาฮ่องเต้อีกหรือฟูหลิงนิ่งงันมองสามีที่ยังมีท่าทางของคนเมา ทว่ามันไม่มากเหมือนคราแรกที่ถูกพามา เพราะเท่าที่เห็นยามนี้เขาดูมีสติดี ไม่พร่ำไปเรื่อย และยังลุกขึ้นมาต่อว่าพระนัดดาตนอีก “เสแสร้งเก่งจริงนะเพคะ” นางเอ่ยเย้า ก่อนจะนั่งลงบนเตียง คนตัวโตจึงรีบขยับเข้ามาโอบเอว “หากไม่ทำเช่นนี้จะได้กอดเจ้าง่าย ๆ หรือ” เหยียนตี้ป้อนคำหวาน ก่อนจะเกยคางบนไหล่ชายารัก แล้วซุกใบหน้าลงที่ซอกคอขาว นำพาให้บ่าวที่คอยรับใช้ต้องรีบพากันออกไป “อื้อ...เจ้าเล่ห์เหลือเกินนะเพคะ” ฟูหลิงตำหนิไม่จริงจัง “พี่ทำเพื่อเจ้านะน้องหญิง” เหยียนตี้เอ่ยบอกเสียงพร่า ก่อนจะยกมือขึ้นมารั้งให้นางหันมาหากัน นัยน์ตาคมทอดมองใบหน้าอ่อนหวานที่อยู่ห่างแค่เพียงคืบ ก่อนจะค่อย ๆ ใช้นิ้วเกลี่ยแก้มเนียนที่เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อ ซึ่งมันน่ามองยิ่งนักสำหรับเหยียนตี้ “น้องหญิงเจ้ารู้หรือไม่ว่าแต่ละวันพี่คิดถึงเจ้ามากเพียงใด” ถ้อยคำหวานถูกเปล่งออกมาพร้อมสายตากรุ้มกริ่ม ฟูหลิงส่งเสียงหัวระเบา ๆ ให้กับท่าทางเจ้าชู้ของสามี ดูท่าที่เขาปากหวานได้ถึงเพียงนี้ คงเป็นฤทธิ์สุราขับกล่อมกระมัง “มากแค่ไหนหรือเพคะ” นางแสร้งเย้าเขา พร้อมกับขยับกายขึ้นมานั่งคร่อมผู้
ไม่นานนักความเงียบงันอันเปี่ยมสุขก็ถูกรบกวนด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ของเหล่าคนสนิท ตามด้วยเสียงกระซิบกระซาบถึงความอบอุ่นและความรักที่ฉินอ๋องมีต่อพระชายา เหยียนตี้จึงคลายริมฝีปากตนออก ก่อนจะเอ่ยตำหนิไม่จริงจังนัก “ขัดใจจริงคนพวกนี้ น่าลงโทษให้หลังลายจริง ๆ” “วันมงคลนะเพคะ อย่าทรงหงุดหงิดเลย เรารีบไปเข้าพิธีกันเถิดเพคะ” คนในอ้อมกอดส่งสายตามีเลศนัยให้ ผู้เป็นสามีจึงยิ้มกริ่ม ก่อนจะพาร่างอรชรของชายารักตนออกไป เหยียนตี้ก้าวเดินออกมาอย่างมั่นคง ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่กำลังจับจ้องเขาและคนในอ้อมกอด ซึ่งบัดนี้ใบหน้างามได้ซบลงที่ไหล่แกร่งอย่างมีความสุข ฟูหลิงกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาและเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในยามนี้ ซึ่งมันช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง จากชีวิตที่เคยยากลำบากมาตั้งแต่เป็นนักฆ่าในโลกปัจจุบัน จนมาเกิดใหม่ในโลกนิยายที่ตนเป็นผู้เขียนขึ้นมา ไม่มีช่วงเวลาที่ได้พบกับความสุขอย่างจริงจังเลย และนับจากนี้ หวังว่าบทสรุปตอนท้าย มันจะสมปรารถนาเสียที ในเมื่อพระเอกและนางร้ายรวมถึงตัวประกอบของเรื่องมีครอบครัวที่ผาสุกแล้ว เช่นนั้นต่อจากนี้ไป มันก็ควรเป็นเวลาของนางเอกแล้วมิใช่หรือ “คิดสิ่งใดอยู่ฮ
เวลาต่อมา หลังจากพูดคุยกันต่อพักใหญ่ ฟูหลิงก็ถูกเชิญไปพักที่จวนของตนเอง โดยมีสองพี่น้องตามมาส่ง และอยู่พูดคุยกันต่อพักหนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ และเมื่อไม่มีคนพูดคุยด้วย ฟูหลิงก็เริ่มรู้สึกอ้างว้างขึ้นมา แม้รอบตัวจะมีคนคุ้นหน้าอยู่ด้วยก็ตาม ทว่าสำหรับนางแล้ว ใครอยู่ด้วย มันก็ไม่เหมือนฉินอ๋อง ซึ่งมันก็เป็นปกติของสามีภรรยา “พระชายา เข้าบรรทมเถิดเพคะ” จินจูท้วงด้วยความเป็นห่วง เพราะนี่เลยเวลานอนมาพอสมควรแล้ว “จินจู ทำไมห้าวันมันถึงเหมือนห้าปีเช่นนี้ล่ะ ข้าคิดถึงท่านอ๋องมากเลย เขาจะคิดถึงข้าบ้างไหมนะ” ฟูหลิงรำพึงโดยไม่ได้หันกลับมามองผู้ที่ตนเอ่ยด้วยแม้แต่น้อย “คิดถึงสิ พี่คิดถึงเจ้าที่สุด” เสียงคุ้นหูดังขึ้น ทำให้ร่างอรชรที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างต้องรีบหันกลับมา “ยอดดวงใจของพี่” เหยียนตี้อ้าแขนรอภรรยาตัวน้อยที่โผเข้าหาตน “ท่านอ๋องมาได้อย่างไรเพคะ” “พี่คิดถึงเจ้าเลยลอบออกมา” ฟูหลิงรีบขยับถอยออก หมายจะตำหนิเขา ทว่าการเผยอปากของนาง กลับกลายเป็นการเปิดทางให้อีกฝ่ายได้สอดลิ้นอุ่นเข้ามา และใจที่โหยหาก็บอกให้นางคล้อยตาม อย่าได้ต่อต้านสัมผัสของสามีเป็นอันขาด และมันก็นำไปสู่บทรักในที่สุด ครึ่
ณ จวนโหว ฟูหลิงกำลังย่อกายให้ไท่ฮูหยิน ผู้ที่เคยเอ็นดูนางอย่างจริงใจ “ฟูหลิงคารวะไท่ฮูหยิน และต้องขออภัยที่คราวก่อนหลอกลวง หมายใช้ประโยชน์จากความเมตตาของไท่ฮูหยิน วันนี้ฟูหลิงสำนึกผิดแล้ว ขอเชิญไท่ฮูหยินลงโทษได้ตามสบายเจ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยโดยไม่กล้าเงยขึ้นมองหน้าผู้ที่นั่งหน้าขรึมเลยสักนิด ทว่าไม่นานใบหน้านี้กลับเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน และยังเผยยิ้มอ่อนให้ด้วย “เด็กดีมานี่เถิด ย่าแค่เย้าเจ้าเล่นเท่านั้น มานั่งนี่มา อินหลางเล่าให้ย่าฟังหมดแล้ว เจ้าอย่าได้รู้สึกผิดกับเรื่องเหล่านั้นเลย หากเจ้าเป็นคนชั่วช้าอย่างที่ว่า มีหรือสวรรค์จะเมตตาถึงเพียงนี้” คนแก่กล่าวอย่างมีเหตุผล “ใช่ ๆ หากอาสะใภ้เป็นคนชั่วจริง สวรรค์ไม่มีทางให้พระองค์ได้ครองคู่กับเสด็จอาฉินอ๋องเป็นแน่ ท่านย่าพูดถูกเจ้าค่ะ หลานเห็นด้วย” ตันหยางรีบสำทับคำ ตามด้วยเสียงของตันหยง “ก็จริงนะฟูหลิง ฉะนั้นเจ้าอย่าได้คิดว่าตนทำเรื่องไม่ดีเป็นเด็ดขาด ประเดี๋ยวมันจะส่งผลถึงเจ้าตัวน้อยในครรภ์ด้วย” “หา! อะไรนะ นะ…นี่ฟูหลิงตั้งครรภ์แล้วหรือ” ไท่ฮูหยินรีบหันมาถามหลานสะใภ้ตนที่นั่งอยู่ไม่ไกล “เจ้าค่ะ สองเดือนแล้ว” ตันหยงเอ่ยตอบ ที่นางรู้ เพราะ
เวลาต่อมา เมื่อทั้งคู่ทานอาหารเรียบร้อยแล้ว เหยียนตี้ก็พาภรรยารักตนออกมาเดินเล่น และท่าทางเขาดูใจเย็นมาก “ท่านอ๋อง เรื่องศึกสงครามเป็นอย่างไรบ้างเพคะ” ดวงตาคู่สวยกะพริบถี่ รอคำตอบจากเขาด้วยใจจดจ่อ “หลังจากช่วยเจ้าออกมาได้ พี่ก็นำทัพบุกโจมตีพวกมันทันที ฝ่ายนั้นสูญเสียไปมาก แม้จะมีทัพเสริมที่องค์หญิงใหญ่ส่งมาช่วย ก็ไม่อาจเอาชนะได้ สุดท้ายฝ่ายนั้นจึงยอมแพ้ ขอเจรจาสงบศึก โดยยอมส่งบรรณาการให้เราทุกปี รวมถึงเมืองที่เราตีมาได้เมื่อคืน แคว้นเหลียงก็ยินดียกให้ ขอเพียงเราไม่โจมตีอีกก็พอ” “หา! เพียงแค่คืนเดียว พระองค์ทรงกรีธาทัพบุกยึดเมืองมาได้เลยหรือเพคะ” ดวงตาคู่สวยโตเท่าไข่ห่านแล้วในยามนี้ “หึหึ ที่เราทำสำเร็จได้ก็เพราะอาวุธของเจ้าช่วยเอาไว้มาก ทหารของเราแทบไม่ต้องทำอันใดเลย ฝ่ายนั้นขี้ขลาดมาก พอได้ยินเสียงตูมตาม ก็พากันตื่นกลัวหนีหายไปหมด ก่อนหน้านี้ที่ทำเป็นเก่ง คงเป็นเพราะเห็นว่าฝ่ายตนเองมีอาวุธร้ายกระมัง” “เช่นนั้น เราก็ไม่ต้องทำสงครามแล้วใช่ไหมเพคะ” ฟูหลิง นึกหวั่น นางเกรงว่าฉินอ๋องจะใช้อาวุธที่ตนสร้าง แสวงหาผลประโยชน์ เพื่อขยายขอบเขตแผ่นดินในวันหน้า “เจ้าอย่ากังวลไปเลยนะ อาวุธที่เ
สายของวันใหม่… เปลือกตาเรียวงามก็ได้เปิดขึ้นมาอีกครั้ง คิ้วสวยผูกกันเป็นปมอย่างไม่เข้าใจ เพราะภาพตรงหน้าคือแผงอกแกร่งที่ดูคุ้นตา นางจึงค่อย ๆ ขยับใบหน้าขึ้นไปมองอย่างเชื่องช้า ‘นี่เรายังไม่ตายหรือ ถึงได้มาอยู่ในอ้อมกอดเขา’ ฟูหลิงนึกในใจ พร้อมกับยกมือขึ้นลูบแก้มสากที่มีหนวดขึ้นรำไร ราวกับต้องการจะดูให้แน่ชัดว่าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือเรื่องจริงหรือไม่ “เด็กดี ตื่นแล้วหรือ” เหยียนตี้เอ่ยพร้อมกับขยับขึ้นมาคร่อมร่างที่ตนกอด ก่อนจะเผยยิ้มอ่อนเอ็นดูผู้ที่มองตนตาแป๋ว “ท่านอ๋อง หม่อมฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเพคะ” “พี่พาเจ้ากลับมาเอง ทำไมหรือ” เหยียนตี้เอ่ยพร้อมกับยกมือเรียวขึ้นมาเกลี่ยแก้มเนียนแผ่วเบา แววตาที่เผยออกมาช่างกรุ้มกริ่มนัก และท่าทางเจ้าชู้นี้เขาไม่เคยทำให้นางเห็นมาก่อน ฟูหลิงจึงรีบหันหนี ในใจครุ่นคิดถึงการกระทำของเขา ที่ดูอ่อนโยนมากกว่าแต่ก่อนนัก ‘นี่เขาไม่โกรธที่เราพูดเช่นนั้นหรือ’ นางนึกถึงเรื่องเมื่อวานก่อนที่ตนจะจากไป ฟูหลิงได้เอ่ยตัดสัมพันธ์กับเขา นางย้ำถึงสองคราว่าตนมิได้มีใจให้ ที่ทำดีก็เพื่อหาทางรอดให้กับตนเอง ทุกอย่างแค่เรื่องหลอกลวง แต่ความจริงแล้ว ที่ฟูหลิงเอ่ยเช่
แม้จะเป็นเช่นนั้น ฉินอ๋องก็หาได้อ่อนโยน เมื่อแก่นกายถูกฝังลงไปจนมิด ร่างกำยำก็เริ่มขยับเอวสอบของตน เพื่อสร้างความคุ้นชิน ซึ่งมันก็ยากนัก เพราะร่องรักด้านล่างนี้ยังใหม่ และที่สำคัญ เขาไม่ได้เล้าโลมนางให้เกิดกำหนัดก่อนทำ การเคลื่อนตัวมันจึงยากลำบาก แม้แต่ตัวเขาเองยังต้องกัดฟันทนกับความทรมานที่มันคับแ
ด้านฟูหลิง นางมิได้ใส่ใจที่จะหันไปมองผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีสักนิด ก็แน่ล่ะ… นางกับเขาก็เหมือนคนแปลกหน้า ไหนเลยอนุที่จำสิ่งใดมิได้อย่างตน จะแยแสสามีใจร้ายที่อยู่กับหญิงอื่น บัดนี้สิ่งที่ฟูหลิงต้องการคืออาหารต่างหาก ซึ่งนางกำลังตั้งหน้าตั้งตากินเพื่อเพิ่มพลัง กระทั่งอิ่ม นางก็ออกมานั่งเล่นที่ลำธา
ฟูหลิงพยักหน้ารับอย่างจำยอม มิเช่นนั้นอีกฝ่ายคงรังแกนางมากกว่านี้เป็นแน่ และเมื่อเขาปล่อยมือ นางก็รีบขยับหมายจะกลับไปนั่งที่เดิม แต่ยังไม่ทันไร เอวขอดก็ถูกมือเรียวรั้งให้หยุดนิ่งอีกหน ตามมาด้วยเสียงกดต่ำบังคับอย่างชัดเจน “แผลบนหัวยังไม่ได้ใส่ยา” กล่าวพร้อมกับดึงนางมาใกล้ ก่อนจะแกะปมเชือกเพื่อเอามั
ฟูหลิงยังคงนิ่งงันและรู้สึกว่ามันไม่ค่อยสมเหตุสมผล หากนางเป็นอนุของฉินอ๋องจริง ไยเขาถึงมองนางเหมือนเป็นศัตรู “ขะ…ข้าเป็นอนุของท่านจริงหรือเจ้าคะ” “พูดจาให้มันดีดี หม่อมฉัน พระองค์ เพคะ มิใช่เอาวาจาบ้านเกิดตนเองมาใช้กับข้าเช่นนี้” คนตรงหน้าตำหนิเสียงเรียบ ‘เป็นอ๋องที่บ้าอำนาจซะด้วย เสียทีที่เกิดม







