Masukวันต่อมา…
ฟูหลิงยังคงใช้เวลาว่างไปกับการวาดภาพ เพราะมันช่วยให้นางผ่อนคลาย และเอาไว้หาเงินด้วย นางตั้งใจว่าจะวาดเอาไว้เยอะ ๆ แล้วค่อยเอาออกไปขายในคราวเดียว ถึงยามนั้นน่าจะมีเงินมากพอสำหรับหาหนทางหนี เพราะการเดินทางมันต้องใช้เงิน ยิ่งอยู่ในยุคที่ไร้ความเจริญ พาหนะแพงกว่าข้าวสารด้วยแล้ว นางยิ่งต้องหาเงินให้ได้มาก ๆ มิเช่นนั้นอาจไม่พ้นเงื้อมมือผู้มากอำนาจอย่างฉินอ๋อง หากจะหนี นางต้องไปให้ไกลที่สุด ออกนอกแคว้นได้ยิ่งดี และสถานที่ที่ฟูหลิงตั้งใจจะไปก็คือ แคว้นที่กำลังเป็นข้อพิพาทกับแคว้นหนานในยามนี้ เพราะมันยากที่คนของฉินอ๋องจะตามนาง ฟูหลิงได้สืบมาแล้วว่า มันอยู่ห่างออกไปเพียงแค่สองวันเท่านั้น ส่วนเรื่องออกจากจวนที่มีองครักษ์เฝ้าเกือบครึ่งร้อยแห่งนี้ มันง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากเลยก็ว่าได้ เพราะปกติในยามวิกาล นางมักจะปีนป่ายหนีออกไปเดินเที่ยวเล่นด้านนอกประจำ บัดนี้…ฟูหลิงที่อยู่ในชุดดำอำพรางตัว ก็กำลังนั่งดื่มสุราอยู่บนหลังคาโรงเตี๊ยมในเมือง ซึ่งนางขโมยมาเมื่อครู่นี้เอง “บรรยากาศค่ำคืนของยุคโบราณนี่มันสวยจริง ๆ” พึมพำแผ่วเบา ก่อนจะเอนตัวนอนมองท้องฟ้าและดวงดาวเบื้องบน แล้วนางก็เอ่ยขึ้นมาอีก “เห้อ! ฉันยังไม่ได้ใช้เงินจากการขายนิยายเลย อุตส่าห์ตั้งใจเขียนจนเลือดกำเดาไหลเชียวนะ อย่างน้อยให้ฉันอยู่ฉลองความสำเร็จก่อนก็ยังดี สวรรค์ใจร้าย” ตัดพ้อเสียงเครือ ริมฝีปากก็ยื่นออกมาเหมือนจะร้องไห้ แต่ไม่นานมันก็หุบลง “ช่างเถอะ อย่างน้อยการเกิดใหม่ในโลกใบนี้ เราก็ยังมีโอกาสใช้ชีวิตมากกว่าอยู่ในโลกปัจจุบันแหละ ไม่ต้องถูกฝังชิพติดตาม และยังได้ใช้ชีวิตอิสระด้วย” นางเผยยิ้มอย่างชื่นมื่น ก่อนจะชะงักเมื่อนึกถึงใบหน้าของใครบางคนขึ้นมา คนที่ทำให้ชีวิตนางขาดอิสระในโลกใบนี้ “ชิ! ขัดความสุขจริง ๆ” ก่นว่าอย่างเสียอารมณ์ จากนั้นนางก็หันมากระดกสุราจนหมด แล้วจึงปีนป่ายลงมาด้วยท่าทางคล่องแคล่ว แล้วกระโดดลงไปที่หลังโรงเตี๊ยม หายเข้าไปในความมืด สักพักก็มาโผล่ที่ตรอกของจวนรับรองที่ตนอาศัย แต่นางยังไม่ทันได้ปีนป่ายขึ้นไป เสียงเอะอะด้านในก็ทำให้ต้องหยุดชะงัก นางจึงรีบมาส่องดูที่ประตูข้าง แสงสว่างจ้ากำลังสาดส่องไปทั่วบริเวณ “ไฟไหม้เรือนพักของเราเหรอ อย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือหวังจินเยว่” เพราะก่อนหน้า นางได้ลงมือกับอีกฝ่าย หากมีคนคิดวางเพลิงเผาตนให้ตาย ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะต้องเป็นฝีมือคุณหนูผู้สูงส่งนางนั้นแน่ คิดได้ดังนั้น ฟูหลิงจึงรีบถอยออกมา ก่อนจะวิ่งตรงเข้าหากำแพง ใช้เท้ายันกับมุมประตู เพื่อดีดตัวส่งตนเองขึ้นไป เมื่ออยู่บนหลังคาแล้วนางก็นั่งนิ่งดูเหตุการณ์อย่างใจเย็น เหล่าองครักษ์มากมายกำลังช่วยกันดับไฟอย่างโกลาหล มีจินจูนั่งส่งเสียงร้องเรียกนางอย่างน่าสงสาร คราแรกฟูหลิงตั้งใจจะดีดตัวลงไป ทว่าความคิดหนึ่งกลับแล่นเข้ามา ทำให้นางชะงักเท้าหยุดเอาไว้ “หรือเราควรหายไปตั้งแต่ตอนนี้ดี ปล่อยให้ทุกคนคิดว่าเราตายในกองไฟไปเลย ต่อให้มีการตรวจหาศพ มันก็ยังต้องใช้เวลา กว่าจะมีคนรู้ เราก็น่าจะไปไกลแล้ว” ริมฝีปากอิ่มเผยยิ้มชอบใจ ก่อนจะหันเหเปลี่ยนทิศทาง แล้วดีดตัวลงมาจากหลังคากำแพง โดยมิรู้เลยว่า มีคนที่ยืนมองอยู่นานแล้ว “อ๊ะ! ฉินอ๋อง มาได้เยี่ยงไรเพคะ” นางถอยกรูดมายืนติดกำแพงทันที พร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะยิ้มแหยให้เขา “มานี่” เสียงกดต่ำดังขึ้น ร่างเล็กจึงก้าวเข้าไปหาเขาช้า ๆ “พระองค์มิได้อยู่ที่เมืองเป่ยหรือเพคะ” “ท่านอ๋องเสด็จมารับตัวอนุหลิงโดยเฉพาะ อย่ามัวชักช้าอยู่เลยขอรับ ขึ้นรถม้าเถิด” ท่านหมอเป็นผู้เอ่ยบอกเอง “ระ…รับ รับไปทำไมหรือเพคะ” “เจ้าไม่ได้มีหน้าที่ถาม” ฉินอ๋องก็ยังเป็นฉินอ๋อง ไม่มีเลยสักครั้งที่เขาจะเอ่ยวาจาดีดีกับคนตรงหน้า และยังเอื้อมมือออกมาลากแขนนางให้ออกเดิน เพราะอนุตัวน้อยพิรี้พิไรเหลือเกิน “ดะ… เดี๋ยวเพคะ ให้คนไปรับตัวจินจูไปด้วยได้ไหม นางนั่งร้องไห้น่าสงสารมากเลยเพคะ คงคิดว่าหม่อมฉัน…” “อย่ามาเรื่องมากกับข้า” เหยียนตี้หันมาดุทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามก้มลงพื้น เขาก็เอ่ยขึ้น ”อู่ถงเจ้าไปจัดการ” สิ้นคำ เขาก็ดันร่างเล็กให้ขึ้นไปบนรถม้า ก่อนจะตามขึ้นไปด้วย “จะ…จัดการ จัดการอันใดหรือหลี่โม่” คนสนิทผู้แสนซื่อเอ่ยถามสหายที่ยืนข้างกันอย่างมึนงง “ไปเอาตัวสาวใช้อนุหลิงมา” “อ๋อ! ข้าเข้าใจแล้ว” จากนั้นอู่ถงก็รีบปลีกตัวออกไป แม้จะงวยงงกับคำสั่งของผู้เป็นนายอยู่บ้าง เพราะปกติท่านอ๋องมิเคยแยแสที่จะเอาใจผู้ใด แต่เหตุไฉนยอมทำตามที่อนุหลิงขอกันเล่า แต่ก็นั่นแหละ สำหรับพวกเขา คำสั่งนายถือว่าเป็นประกาศิต ด้านฟูหลิง ตั้งแต่ขึ้นรถม้ามา นางก็นั่งนิ่งไม่ยอมขยับ ทว่าในใจกลับครุ่นคิดไปทั่ว โดยเฉพาะเรื่องที่ตนถูกจับได้ว่าแอบหนีออกไปข้างนอก และยังมีวิชาตัวเบาอีกด้วย ต่อไปวันหน้า เรื่องหลบหนีมันคงจะยากกว่าที่คิดเอาไว้แล้วกระมัง ขนาดเขาไม่รู้ว่านางเก่งกาจ รอบจวนยังมีองครักษ์เฝ้ากว่าครึ่งร้อย ดูท่าเรือนหลังใหม่ที่ตนต้องเข้าไปอยู่ มันอาจไม่ต่างจากคุกใต้ดินก็ได้ ‘แปลกแฮะ ทำไมเขาไม่ดุหรือถามอะไรเลย’ นางเหลือบตามองอีกฝ่ายที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ต่างจากรูปปั้น กระทั่งเสียงขององครักษ์คนสนิทเขาดังขึ้นมาที่มุมหน้าต่าง จึงได้กระจ่างใจ “ท่านอ๋อง พักที่โรงเตี๊ยมก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ เดินทางทั้งอย่างนี้ อาการของพระองค์อาจจะทรุดหนักได้” หลี่โม่รีบเตือนด้วยความเป็นห่วง ยามนี้เองที่ฉินอ๋องเปิดเปลือกตาขึ้น “เจ้าจัดการได้เลย” เสียงตอบกลับช่างแผ่วเบานัก ฟูหลิงจึงขยับมาเปิดม่านเอ่ยบอกคนด้านนอกแทน นางตั้งใจจะใช้โอกาสนี้หลบหนียามเมื่อทุกคนหลับใหล หากให้อีกฝ่ายพาไปถึงที่พัก มีหวังนางต้องถูกขังไว้ ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเป็นแน่ ฉะนั้นตนควรใช้โอกาสในตอนที่ยังอยู่ข้างนอกหลบหนี เพราะม้าก็มีและเงินก็น่าจะขโมยไม่ยาก แค่แสร้งทำดีกับคนตรงหน้าหน่อย แล้วค่อยจิ๊กมาตอนเขาหลับก็ได้แล้ว แต่เมื่อนางหันกลับมาหาผู้ที่นั่งนิ่ง ก็ได้เห็นถึงความผิดปกติของเขา คิ้วสวยเริ่มผูกกันเป็นปม ‘ไปโดนอะไรมา ถึงได้นิ่งเป็นรูปปั้นแบบนี้’ ความสงสัยมีมาก จึงรีบเปิดม่านโผล่หัวออกไปถามคนด้านนอก “นี่ท่านหมอ ท่านอ๋องป่วยหรือ” “ถูกพิษขอรับ” “ถูกพิษ!” ฟูหลิงอุทานเสียงหลง ก่อนจะหันกลับมาหาผู้ที่ยังคงนั่งนิ่ง มิรู้ตายหรือแค่หมดสติกันแน่ ‘มิน่าล่ะ ถูกพิษนี่เองถึงไม่มีแรงด่าเรา สม! โดนซะบ้าง’ นางนึกในใจพร้อมกับยกยิ้มแต่ไม่ถึงอึดใจมันก็หุบลง เพราะอีกฝ่ายเปิดเปลือกตาขึ้นมาแล้ว และเขาก็กำลังจ้องนางอยู่ “ยิ้มดีใจ คิดว่าข้าจะตายแล้วสินะ หรือในใจกำลังคิดหาวิธีสังหารข้า” น้ำเสียงเขาแผ่วเบานัก ทว่าร่างกายยังมีแรงยกมือขึ้นมาจับแขนนางไว้ แต่เท่าที่เห็นหากฟูหลิงสะบัดออก มันคงหลุดอย่างง่ายดาย เพราะท่าทางคนตรงหน้าดูไม่มีเรี่ยวแรงเลย “สภาพพระองค์ คงไม่ต้องถึงมือหม่อมฉันกระมังเพคะ จะอยู่พ้นคืนนี้หรือเปล่าเถอะ” ฟูหลิงเอ่ยไปตามจริง เพราะอีกฝ่ายดูเหมือนคนจะหมดลมหายใจเต็มที “เจ้านี่ยังปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะ” “พอเถิดเพคะ แค่พูดยังแทบไม่มีเสียง พระองค์จะมีแรงที่ไหนมาจัดการหม่อมฉัน” ฟูหลิงยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขา พร้อมกับยิ้มแป้นอย่างยียวน เพราะนี่คือโอกาสดีที่จะได้เอาคืน ทว่านางก็ปรามาสอีกฝ่ายนัก เพราะเหยียนตี้มิได้หมดแรงอย่างที่นางเข้าใจ เขาก็แค่เสแสร้งแกล้งทำเพื่อดูท่าทีนางเท่านั้น และเมื่ออนุตัวน้อยขยับเข้าใกล้ เขาก็ไม่รอช้าที่จะรั้งนางมากอด “อ๊ะ! นี่ท่าน” “มันสายไปแล้วเจ้ากวางน้อย ยามนี้เจ้าอยู่ในมือพรานแล้ว” สิ้นคำ มือเรียวก็รั้งท้ายทอยนางดันเข้ามาหา ก่อนที่เขาจะแนบริมฝีปากบดจูบความนุ่มหยุ่นที่เคยได้สัมผัสฟูหลิงนิ่งงันมองสามีที่ยังมีท่าทางของคนเมา ทว่ามันไม่มากเหมือนคราแรกที่ถูกพามา เพราะเท่าที่เห็นยามนี้เขาดูมีสติดี ไม่พร่ำไปเรื่อย และยังลุกขึ้นมาต่อว่าพระนัดดาตนอีก “เสแสร้งเก่งจริงนะเพคะ” นางเอ่ยเย้า ก่อนจะนั่งลงบนเตียง คนตัวโตจึงรีบขยับเข้ามาโอบเอว “หากไม่ทำเช่นนี้จะได้กอดเจ้าง่าย ๆ หรือ” เหยียนตี้ป้อนคำหวาน ก่อนจะเกยคางบนไหล่ชายารัก แล้วซุกใบหน้าลงที่ซอกคอขาว นำพาให้บ่าวที่คอยรับใช้ต้องรีบพากันออกไป “อื้อ...เจ้าเล่ห์เหลือเกินนะเพคะ” ฟูหลิงตำหนิไม่จริงจัง “พี่ทำเพื่อเจ้านะน้องหญิง” เหยียนตี้เอ่ยบอกเสียงพร่า ก่อนจะยกมือขึ้นมารั้งให้นางหันมาหากัน นัยน์ตาคมทอดมองใบหน้าอ่อนหวานที่อยู่ห่างแค่เพียงคืบ ก่อนจะค่อย ๆ ใช้นิ้วเกลี่ยแก้มเนียนที่เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อ ซึ่งมันน่ามองยิ่งนักสำหรับเหยียนตี้ “น้องหญิงเจ้ารู้หรือไม่ว่าแต่ละวันพี่คิดถึงเจ้ามากเพียงใด” ถ้อยคำหวานถูกเปล่งออกมาพร้อมสายตากรุ้มกริ่ม ฟูหลิงส่งเสียงหัวระเบา ๆ ให้กับท่าทางเจ้าชู้ของสามี ดูท่าที่เขาปากหวานได้ถึงเพียงนี้ คงเป็นฤทธิ์สุราขับกล่อมกระมัง “มากแค่ไหนหรือเพคะ” นางแสร้งเย้าเขา พร้อมกับขยับกายขึ้นมานั่งคร่อมผู้
ไม่นานนักความเงียบงันอันเปี่ยมสุขก็ถูกรบกวนด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ของเหล่าคนสนิท ตามด้วยเสียงกระซิบกระซาบถึงความอบอุ่นและความรักที่ฉินอ๋องมีต่อพระชายา เหยียนตี้จึงคลายริมฝีปากตนออก ก่อนจะเอ่ยตำหนิไม่จริงจังนัก “ขัดใจจริงคนพวกนี้ น่าลงโทษให้หลังลายจริง ๆ” “วันมงคลนะเพคะ อย่าทรงหงุดหงิดเลย เรารีบไปเข้าพิธีกันเถิดเพคะ” คนในอ้อมกอดส่งสายตามีเลศนัยให้ ผู้เป็นสามีจึงยิ้มกริ่ม ก่อนจะพาร่างอรชรของชายารักตนออกไป เหยียนตี้ก้าวเดินออกมาอย่างมั่นคง ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่กำลังจับจ้องเขาและคนในอ้อมกอด ซึ่งบัดนี้ใบหน้างามได้ซบลงที่ไหล่แกร่งอย่างมีความสุข ฟูหลิงกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาและเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในยามนี้ ซึ่งมันช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง จากชีวิตที่เคยยากลำบากมาตั้งแต่เป็นนักฆ่าในโลกปัจจุบัน จนมาเกิดใหม่ในโลกนิยายที่ตนเป็นผู้เขียนขึ้นมา ไม่มีช่วงเวลาที่ได้พบกับความสุขอย่างจริงจังเลย และนับจากนี้ หวังว่าบทสรุปตอนท้าย มันจะสมปรารถนาเสียที ในเมื่อพระเอกและนางร้ายรวมถึงตัวประกอบของเรื่องมีครอบครัวที่ผาสุกแล้ว เช่นนั้นต่อจากนี้ไป มันก็ควรเป็นเวลาของนางเอกแล้วมิใช่หรือ “คิดสิ่งใดอยู่ฮ
เวลาต่อมา หลังจากพูดคุยกันต่อพักใหญ่ ฟูหลิงก็ถูกเชิญไปพักที่จวนของตนเอง โดยมีสองพี่น้องตามมาส่ง และอยู่พูดคุยกันต่อพักหนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ และเมื่อไม่มีคนพูดคุยด้วย ฟูหลิงก็เริ่มรู้สึกอ้างว้างขึ้นมา แม้รอบตัวจะมีคนคุ้นหน้าอยู่ด้วยก็ตาม ทว่าสำหรับนางแล้ว ใครอยู่ด้วย มันก็ไม่เหมือนฉินอ๋อง ซึ่งมันก็เป็นปกติของสามีภรรยา “พระชายา เข้าบรรทมเถิดเพคะ” จินจูท้วงด้วยความเป็นห่วง เพราะนี่เลยเวลานอนมาพอสมควรแล้ว “จินจู ทำไมห้าวันมันถึงเหมือนห้าปีเช่นนี้ล่ะ ข้าคิดถึงท่านอ๋องมากเลย เขาจะคิดถึงข้าบ้างไหมนะ” ฟูหลิงรำพึงโดยไม่ได้หันกลับมามองผู้ที่ตนเอ่ยด้วยแม้แต่น้อย “คิดถึงสิ พี่คิดถึงเจ้าที่สุด” เสียงคุ้นหูดังขึ้น ทำให้ร่างอรชรที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างต้องรีบหันกลับมา “ยอดดวงใจของพี่” เหยียนตี้อ้าแขนรอภรรยาตัวน้อยที่โผเข้าหาตน “ท่านอ๋องมาได้อย่างไรเพคะ” “พี่คิดถึงเจ้าเลยลอบออกมา” ฟูหลิงรีบขยับถอยออก หมายจะตำหนิเขา ทว่าการเผยอปากของนาง กลับกลายเป็นการเปิดทางให้อีกฝ่ายได้สอดลิ้นอุ่นเข้ามา และใจที่โหยหาก็บอกให้นางคล้อยตาม อย่าได้ต่อต้านสัมผัสของสามีเป็นอันขาด และมันก็นำไปสู่บทรักในที่สุด ครึ่
ณ จวนโหว ฟูหลิงกำลังย่อกายให้ไท่ฮูหยิน ผู้ที่เคยเอ็นดูนางอย่างจริงใจ “ฟูหลิงคารวะไท่ฮูหยิน และต้องขออภัยที่คราวก่อนหลอกลวง หมายใช้ประโยชน์จากความเมตตาของไท่ฮูหยิน วันนี้ฟูหลิงสำนึกผิดแล้ว ขอเชิญไท่ฮูหยินลงโทษได้ตามสบายเจ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยโดยไม่กล้าเงยขึ้นมองหน้าผู้ที่นั่งหน้าขรึมเลยสักนิด ทว่าไม่นานใบหน้านี้กลับเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน และยังเผยยิ้มอ่อนให้ด้วย “เด็กดีมานี่เถิด ย่าแค่เย้าเจ้าเล่นเท่านั้น มานั่งนี่มา อินหลางเล่าให้ย่าฟังหมดแล้ว เจ้าอย่าได้รู้สึกผิดกับเรื่องเหล่านั้นเลย หากเจ้าเป็นคนชั่วช้าอย่างที่ว่า มีหรือสวรรค์จะเมตตาถึงเพียงนี้” คนแก่กล่าวอย่างมีเหตุผล “ใช่ ๆ หากอาสะใภ้เป็นคนชั่วจริง สวรรค์ไม่มีทางให้พระองค์ได้ครองคู่กับเสด็จอาฉินอ๋องเป็นแน่ ท่านย่าพูดถูกเจ้าค่ะ หลานเห็นด้วย” ตันหยางรีบสำทับคำ ตามด้วยเสียงของตันหยง “ก็จริงนะฟูหลิง ฉะนั้นเจ้าอย่าได้คิดว่าตนทำเรื่องไม่ดีเป็นเด็ดขาด ประเดี๋ยวมันจะส่งผลถึงเจ้าตัวน้อยในครรภ์ด้วย” “หา! อะไรนะ นะ…นี่ฟูหลิงตั้งครรภ์แล้วหรือ” ไท่ฮูหยินรีบหันมาถามหลานสะใภ้ตนที่นั่งอยู่ไม่ไกล “เจ้าค่ะ สองเดือนแล้ว” ตันหยงเอ่ยตอบ ที่นางรู้ เพราะ
เวลาต่อมา เมื่อทั้งคู่ทานอาหารเรียบร้อยแล้ว เหยียนตี้ก็พาภรรยารักตนออกมาเดินเล่น และท่าทางเขาดูใจเย็นมาก “ท่านอ๋อง เรื่องศึกสงครามเป็นอย่างไรบ้างเพคะ” ดวงตาคู่สวยกะพริบถี่ รอคำตอบจากเขาด้วยใจจดจ่อ “หลังจากช่วยเจ้าออกมาได้ พี่ก็นำทัพบุกโจมตีพวกมันทันที ฝ่ายนั้นสูญเสียไปมาก แม้จะมีทัพเสริมที่องค์หญิงใหญ่ส่งมาช่วย ก็ไม่อาจเอาชนะได้ สุดท้ายฝ่ายนั้นจึงยอมแพ้ ขอเจรจาสงบศึก โดยยอมส่งบรรณาการให้เราทุกปี รวมถึงเมืองที่เราตีมาได้เมื่อคืน แคว้นเหลียงก็ยินดียกให้ ขอเพียงเราไม่โจมตีอีกก็พอ” “หา! เพียงแค่คืนเดียว พระองค์ทรงกรีธาทัพบุกยึดเมืองมาได้เลยหรือเพคะ” ดวงตาคู่สวยโตเท่าไข่ห่านแล้วในยามนี้ “หึหึ ที่เราทำสำเร็จได้ก็เพราะอาวุธของเจ้าช่วยเอาไว้มาก ทหารของเราแทบไม่ต้องทำอันใดเลย ฝ่ายนั้นขี้ขลาดมาก พอได้ยินเสียงตูมตาม ก็พากันตื่นกลัวหนีหายไปหมด ก่อนหน้านี้ที่ทำเป็นเก่ง คงเป็นเพราะเห็นว่าฝ่ายตนเองมีอาวุธร้ายกระมัง” “เช่นนั้น เราก็ไม่ต้องทำสงครามแล้วใช่ไหมเพคะ” ฟูหลิง นึกหวั่น นางเกรงว่าฉินอ๋องจะใช้อาวุธที่ตนสร้าง แสวงหาผลประโยชน์ เพื่อขยายขอบเขตแผ่นดินในวันหน้า “เจ้าอย่ากังวลไปเลยนะ อาวุธที่เ
สายของวันใหม่… เปลือกตาเรียวงามก็ได้เปิดขึ้นมาอีกครั้ง คิ้วสวยผูกกันเป็นปมอย่างไม่เข้าใจ เพราะภาพตรงหน้าคือแผงอกแกร่งที่ดูคุ้นตา นางจึงค่อย ๆ ขยับใบหน้าขึ้นไปมองอย่างเชื่องช้า ‘นี่เรายังไม่ตายหรือ ถึงได้มาอยู่ในอ้อมกอดเขา’ ฟูหลิงนึกในใจ พร้อมกับยกมือขึ้นลูบแก้มสากที่มีหนวดขึ้นรำไร ราวกับต้องการจะดูให้แน่ชัดว่าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือเรื่องจริงหรือไม่ “เด็กดี ตื่นแล้วหรือ” เหยียนตี้เอ่ยพร้อมกับขยับขึ้นมาคร่อมร่างที่ตนกอด ก่อนจะเผยยิ้มอ่อนเอ็นดูผู้ที่มองตนตาแป๋ว “ท่านอ๋อง หม่อมฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเพคะ” “พี่พาเจ้ากลับมาเอง ทำไมหรือ” เหยียนตี้เอ่ยพร้อมกับยกมือเรียวขึ้นมาเกลี่ยแก้มเนียนแผ่วเบา แววตาที่เผยออกมาช่างกรุ้มกริ่มนัก และท่าทางเจ้าชู้นี้เขาไม่เคยทำให้นางเห็นมาก่อน ฟูหลิงจึงรีบหันหนี ในใจครุ่นคิดถึงการกระทำของเขา ที่ดูอ่อนโยนมากกว่าแต่ก่อนนัก ‘นี่เขาไม่โกรธที่เราพูดเช่นนั้นหรือ’ นางนึกถึงเรื่องเมื่อวานก่อนที่ตนจะจากไป ฟูหลิงได้เอ่ยตัดสัมพันธ์กับเขา นางย้ำถึงสองคราว่าตนมิได้มีใจให้ ที่ทำดีก็เพื่อหาทางรอดให้กับตนเอง ทุกอย่างแค่เรื่องหลอกลวง แต่ความจริงแล้ว ที่ฟูหลิงเอ่ยเช่
ด้านฟูหลิง นางมิได้ใส่ใจที่จะหันไปมองผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีสักนิด ก็แน่ล่ะ… นางกับเขาก็เหมือนคนแปลกหน้า ไหนเลยอนุที่จำสิ่งใดมิได้อย่างตน จะแยแสสามีใจร้ายที่อยู่กับหญิงอื่น บัดนี้สิ่งที่ฟูหลิงต้องการคืออาหารต่างหาก ซึ่งนางกำลังตั้งหน้าตั้งตากินเพื่อเพิ่มพลัง กระทั่งอิ่ม นางก็ออกมานั่งเล่นที่ลำธา
ฟูหลิงพยักหน้ารับอย่างจำยอม มิเช่นนั้นอีกฝ่ายคงรังแกนางมากกว่านี้เป็นแน่ และเมื่อเขาปล่อยมือ นางก็รีบขยับหมายจะกลับไปนั่งที่เดิม แต่ยังไม่ทันไร เอวขอดก็ถูกมือเรียวรั้งให้หยุดนิ่งอีกหน ตามมาด้วยเสียงกดต่ำบังคับอย่างชัดเจน “แผลบนหัวยังไม่ได้ใส่ยา” กล่าวพร้อมกับดึงนางมาใกล้ ก่อนจะแกะปมเชือกเพื่อเอามั
ฟูหลิงยังคงนิ่งงันและรู้สึกว่ามันไม่ค่อยสมเหตุสมผล หากนางเป็นอนุของฉินอ๋องจริง ไยเขาถึงมองนางเหมือนเป็นศัตรู “ขะ…ข้าเป็นอนุของท่านจริงหรือเจ้าคะ” “พูดจาให้มันดีดี หม่อมฉัน พระองค์ เพคะ มิใช่เอาวาจาบ้านเกิดตนเองมาใช้กับข้าเช่นนี้” คนตรงหน้าตำหนิเสียงเรียบ ‘เป็นอ๋องที่บ้าอำนาจซะด้วย เสียทีที่เกิดม
บนเตียงไม้เก่าในเรือนหลังหนึ่ง ร่างอรชรที่หมดสติไปสองวันกำลังเปิดเปลือกตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อปรับภาพตรงหน้าชัดเจนแล้ว คิ้วสวยก็เริ่มผูกกันเป็นปม “ที่นี่ที่ไหนกัน” หญิงสาวพึมพำแผ่วเบา จากนั้นจึงพยายามขยับลุกนั่งแล้วมองไปรอบห้อง “ไม่ใช่โรงพยาบาลเหรอ” คนเจ็บพร่ำเพ้ออย่างไม่เข้าใจ กระทั่งก้มลงสำรวจร







