LOGINพิธีปักปิ่นชุยซือจิ้งปีนั้นไม่ได้จัดใหญ่โต มีเพียงคนในครอบครัวและผู้ใหญ่ที่เคารพมาร่วมงาน
ฮูหยินแม่ทัพหลิวเป็นหนึ่งในผู้ให้เกียรติมาร่วมพิธีช่วงปักปิ่น ส่วนหลิวเยี่ยนติดตามแม่ทัพหลิวมาร่วมงานเลี้ยงซึ่งจัดขึ้นหลังจากนางรวบผมปักปิ่นแล้ว
ชุยซือจิ้งไม่ได้พบหน้าหลิวเยี่ยนนานนับปี เมื่อได้พบเขาอีกครั้งในงานเลี้ยงจึงนิ่งงันด้วยความคาดไม่ถึง
เหตุเพราะ ‘พี่เยี่ยน’ ในความทรงจำของชุยซือจิ้งคือเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาด ดวงตายาวรีคมปลาบมีรอยยิ้มเจืออยู่ในนั้นเสมอ
ทว่า ‘นายกองหลิวเยี่ยน’ ที่เพิ่งกลับจากชายแดนกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงกำยำ ผิวถูกบ่มด้วยไอแดด ทั้งยังแผ่กลิ่นอายเยียบเย็นผลักไสให้คนออกห่าง ยามสบตากันมองเห็นแต่ดวงตาสีดำเข้มที่คาดเดาอารมณ์ไม่ออก
หากเขาไม่ส่งยิ้มอ่อนโยนที่คุ้นตาให้กันก่อน ชุยซือจิ้งคงไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปทักทาย
หลังพิธีปักปิ่นของนาง หลิวเยี่ยนรั้งอยู่ในเมืองหลวงนานนับเดือน ทั้งยังแวะเวียนมาหาชุยซืออวิ๋นอยู่บ่อยๆ
ท่าทีของเขาที่มีต่อเด็กสาววัยปักปิ่นอย่างนางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาสงวนท่าทีและอยู่ห่างจากนางอย่างน้อยสองสามก้าวเสมอ
แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดหัวใจของชุยซือจิ้งจึงเต้นแรงกว่าทุกครั้งที่ได้ยินเสียงทุ้มของหลิวเยี่ยนดังขึ้นใกล้ๆ ตัว แม้เรื่องที่เขาเอ่ยกับพี่ชายจะไม่ได้มีอันใดเกี่ยวข้องกับตัวนางเลยสักนิดเดียวก็ตาม
หากชุยซือจิ้งยังไม่ทันได้รู้ใจตัวเองถ่องแท้ หลิวเยี่ยนก็ต้องกลับไปประจำการที่ชายแดนตามเดิมแล้ว ทั้งยังหายหน้าไปเป็นปีๆ อีกเช่นเคย
จนกระทั่งมารดาของชุยซือจิ้งมีอาการครรภ์เป็นพิษ เด็กในท้องเสียชีวิตตั้งแต่ยังไม่คลอด สุดท้ายมารดาก็จากไปด้วยกัน ชุยซืออวิ๋นแจ้งข่าวร้ายให้หลิวเยี่ยนรับรู้ ขุนพลหนุ่มจึงรีบรุดกลับเมืองหลวงเพื่อมาให้ทันเคารพศพมารดาของสหายเป็นครั้งสุดท้าย
ยามนั้นชุยซือจิ้งอายุสิบหกปีกว่าแล้ว กลายเป็นแม่นางน้อยซึ่งรู้ความอย่างยิ่ง ว่าง่ายอย่างยิ่ง เพราะนางได้รับการอบรมกล่อมเกลาด้วยหลักสี่คุณธรรมสามคล้อยตามเช่นเดียวกับกุลสตรีคนอื่นๆ ในเมืองหลวง
เมื่อพบหน้ากันอีกครั้งนางจึงไม่ได้โถมตัวเข้าไปร้องไห้โวยวายให้ ‘พี่เยี่ยน’ ปลอบโยนเหมือนเมื่อครั้งยังเด็ก
ยิ่งผนวกรวมกับความเจ็บปวดและโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียมารดาผู้เป็นที่รักไปโดยไม่ทันตั้งตัว ชุยซือจิ้งคล้ายกับเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในเวลาเพียงข้ามคืน
ท่าทีของนางสงบสุขุมและจัดการกับธุระต่างๆ ในเรือนอย่างเรียบร้อยเป็นขั้นตอน ชวนให้ผู้คนที่พบเห็นทั้งชื่นชมและสงสารในเวลาเดียวกัน
ยามที่ชุยซือจิ้งเดินกลับเรือนช่วงค่ำด้วยหัวใจบอบช้ำและหลังไหล่หนักอึ้งเพราะภาระในเรือนหลังที่ต้องแบกรับ จึงได้เห็นว่าหลิวเยี่ยนยืนรออยู่กลางทาง ไม่ไกลจากเรือนของนางเท่าไรนัก
เสี่ยวอวี่ซึ่งเดินตามหลังมาไม่ห่างรีบก้าวขึ้นไปขวางระหว่างชุยซือจิ้งและหลิวเยี่ยน แต่แม่นางน้อยผู้รู้ความกลับไม่คำนึงถึงขนบธรรมเนียมหรือจรรยาอันดีงาม เอ่ยกับพี่สาวคนสนิทเพียงเบาๆ ว่า
“ไม่เป็นไร พี่เสี่ยวอวี่ ไปรอข้าที่เรือนเถอะ”
น้ำเสียงกึ่งสั่งกึ่งขอร้องทำให้เสี่ยวอวี่ละล้าละลัง แม้ไม่อยากปล่อยให้ชุยซือจิ้งอยู่ตามลำพังกับชายหนุ่มที่เปี่ยมล้นด้วยกลิ่นอายอันตรายแต่ก็ไม่กล้าขัดใจนาง จึงยืนรั้งรอขวางอยู่ตรงกลาง จนกระทั่งหลิวเยี่ยนออกคำสั่งอีกครั้งด้วยประโยคเดียวกันบ้าง
“อาอวี่ ไปรอที่เรือน”
เสี่ยวอวี่จึงเม้มปากเก็บแววตาไม่ยินยอมและจากไปในที่สุด
อันที่จริงตอนยังเด็กพวกนางล้วนนับถือหลิวเยี่ยนเป็นดั่งพี่ชาย เขาก็ไม่เคยถือตัวและเรียกขานทั้งสองคนด้วยสรรพนามที่บ่งชัดถึงความสนิทสนมเอ็นดู
แต่สถานะของชุยซือจิ้งกับเสี่ยวอวี่ไม่เหมือนกัน คนหนึ่งเป็นคุณหนู อีกคนเป็นเพียงบ่าวที่ตระกูลชุยช่วยชีวิตเอาไว้ในยามสงคราม ต่อให้เติบโตมาด้วยกันและเคยมีไมตรีต่อกันเพียงใดก็ต้องวางตัวให้เหมาะสมกับกาลเทศะ
คล้อยหลังเสี่ยวอวี่ได้ไม่นาน หลิวเยี่ยนก็ก้าวเข้ามาใกล้ชุยซือจิ้งในระยะหนึ่งก้าว
มือใหญ่แต่อบอุ่นของเขาวางลงบนกระหม่อมนาง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบโยน
“อย่าเสียใจมากเกินไป ท่านน้าไม่เจ็บปวดกับเรื่องใดแล้ว เจ้าปล่อยวางเถิด”
ลำคอของชุยซือจิ้งตีบตัน ความเยือกเย็นที่นางก่อขึ้นเป็นกำแพงบังตาผู้คนไม่ให้มองเห็นความเศร้าหมองในใจค่อยๆ พังทลายลงตามแรงมือที่ลูบศีรษะนางเบาๆ
“ข้า...” ชุยซือจิ้งเอ่ยได้คำเดียวก็สะอื้นฮัก “คิดถึงท่านแม่...”
“อืม...หากท่านน้ารู้เข้าก็คงดีใจที่เจ้าไม่ลืมนาง”
“แต่ข้าไม่อยาก...เสียท่านแม่...แบบนี้...แล้วยังมี...ยังมีน้องๆ ของข้าอีก”
ชุยซือจิ้งเสียงสั่นเครือ คำพูดคำจาขาดห้วงแทบไม่เป็นประโยค หลิวเยี่ยนจึงเปลี่ยนจากลูบศีรษะเป็นโอบร่างเล็กของนางเข้ามาในอ้อมกอด พลางตบหลังเบาๆ
“เจ้ายังมีบิดา มีซืออวิ๋น...” หลิวเยี่ยนเอ่ยเสียงทุ้ม “ยังมีข้า”
น้ำตาชุยซือจิ้งไหลพรั่งพรูเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น
นางปล่อยเสียงโฮออกมาอย่างไม่เก็บงำกิริยาอีก เขาเพียงยืนนิ่งๆ เป็นหลักให้นางซบหน้าร้องไห้ระบายความปวดร้าวที่เก็บกลั้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
หลิวเยี่ยนปล่อยให้ชุยซือจิ้งร้องไห้จนหมดแรงและหลับไปกับอก จากนั้นจึงค่อยอุ้มร่างบางของนางกลับไปยังเรือนนอนซึ่งมีเสี่ยวอวี่ยืนเฝ้าอยู่อย่างกระวนกระวาย
ทั้งเรือนมีเพียงเสี่ยวอวี่คนเดียว เพราะทุกครั้งที่เสี่ยวอวี่ยืนกรานจะ ‘ปรนนิบัติ’ ชุยซือจิ้งมักจะไล่สาวใช้คนอื่นไปจนหมดเนื่องจากไม่อยากให้เสี่ยวอวี่ถูกพวกนางมองว่าเป็นบ่าวไพร่ไม่ต่างกัน
ยามนี้ก็เป็นเช่นนั้น ต่อให้เสี่ยวอวี่ต้องการแย่งคุณหนูของนางมาดูแลเองก็ไม่มีทั้งเรี่ยวแรงและพรรคพวก
ยิ่งเจอสายตาตักเตือนของหลิวเยี่ยนมองมา นางทำได้เพียงชักสีหน้า ปล่อยให้เขาอุ้มชุยซือจิ้งไปวางถึงบนเตียง
“คุณชายรีบกลับเถิด ยามนี้ดึกแล้ว ใครมาเห็นเข้าจะไม่ดีกับคุณหนู”
เสี่ยวอวี่บอกเขาด้วยท่าทีนอบน้อม แต่ถ้อยคำและแววตาฉายชัดถึงความปกป้องหวงแหน หลิวเยี่ยนจึงยิ้มอย่างขบขันและเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย
“อาจิ้งกับซืออวิ๋นไม่เคยมองเจ้าเป็นบ่าว ไยต้องทำตัวเองให้ต่ำต้อยเพียงนี้?”
หลังไหล่ที่แข็งเกร็งและสีหน้าที่แข็งค้าง บ่งบอกได้ดีว่าประโยคนั้นมีผลต่อเสี่ยวอวี่มากแค่ไหน แต่หญิงสาวก้มหน้าค้อมคำนับหลิวเยี่ยนอย่างนอบน้อมแบบเดียวกับบ่าวในจวนคนอื่นๆ
“ยิ่งได้รับความเมตตายิ่งไม่ควรเหิมเกริมตีเสมอ”
น้ำเสียงทุ้มหวานนุ่มหูแต่ไม่อาจปิดบังความเย็นชา หลิวเยี่ยนจึงถอนใจและคิดจากไปเพราะไม่อยากตอแย แต่ก่อนไปอดไม่ได้ที่จะทิ้งท้ายให้อีกฝ่ายครุ่นคิดหนักๆ สักครั้ง
“ถ้าเจ้ายังเห็นแก่ความเมตตาก็ไปดูบ้างเถิดว่าซืออวิ๋นเป็นอย่างไร”
พูดจบหลิวเยี่ยนก็ก้าวยาวๆ ออกจากเรือนโดยไม่หันกลับมามองอีก จึงไม่เห็นว่าสีหน้าของเสี่ยวอวี่ซีดเผือดลงผิดกับท่าทีสงบนิ่งที่ได้เห็นเมื่อสักครู่ราวฟ้ากับเหว
“พอเลยหลิวเยี่ยน! ท่านอย่าได้คิดเพ้อเจ้อ!”เมื่อเห็นแววตาแฝงความนัยที่มองมา ชุยซือจิ้งพยายามเอ่ยเสียงแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ปลายเสียงยังคงสั่นไหวและเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา“ข้าคิดอะไรหรือ” หลิวเยี่ยนยิ้มอย่างยอกย้อน “อย่างไรที่เรียกว่าเพ้อเจ้อ”เพราะรู้ว่าพูดออกไปมีแต่จะเข้าเนื้อ ชุยซือจิ้งจึงเลือกตอบโต้ด้วยความเงียบสายตาของหลิวเยี่ยนที่มองมาเหมือนมีเปลวเพลิงขุมหนึ่งอยู่ข้างใน ชุยซือจิ้งถูกจ้องจนกระสับกระส่ายนั่งไม่ติด จึงคิดหาข้ออ้างในการจากไป“ไม่รบกวนท่านแล้วดีกว่า ข้าขอตัวไปจัดการเรื่องในเรือนก่อน แต่ข้าออกคำสั่งไม่ให้ใครเข้ามารบกวนห้องหนังสือแล้ว ท่านวางใจได้ พักผ่อนให้สบายเถอะ”“อืม” หลิวเยี่ยนพยักหน้ารับความห่วงใยแต่โดยดี “ขอบใจอาจิ้งมาก”แม้ข้างในใจยังร้อนรุ่มด้วยเพลิงปรารถนา แต่หลิวเยี่ยนยอมปล่อยให้ชุยซือจิ้งรอดตัวไปก่อนขุนพลหนุ่มรู้สึกได้ว่าตัวเองเหนื่อยล้าเต็มที ไม่เพียงแต่ต้องรีบเร่งเดินทางทั้งที่ยังไม่หายดี พอมาถึงเรือนตระกูลชุยก็ยังไม่มีโอกาสได้พักดีๆ เช่นกัน เพราะต้องพูดคุยเรื่องสำคัญกับชุยซืออวิ๋นให้ชัดเจนเสียก่อนแม้ไม่ได้พบหน้ากันนานเพราะเขากับชุยซืออวิ๋น
ชุยซือจิ้งไม่คิดว่าผ่านไปสามปีนางจะมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะอาหารกับหลิวเยี่ยนอีกครั้งหลังจากถูกเขาตัดรอนซึ่งหน้าในค่ายทหาร ชุยซือจิ้งซมซานคืนสู่ตระกูลชุยด้วยหัวใจแตกร้าวเมื่อต้องเสียน้ำตาหลายรอบและสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบงันไร้น้ำใจ นางก็เลิกตอแยเขา ไม่ส่งข้าวของใดไปให้หลิวเยี่ยนเป็นพิเศษอีกมีเพียงเสบียงอาหารกับหยูกยาจำเป็นที่ยังคงถูกส่งให้ทหารในกองทัพเหมือนเดิม ส่วนข่าวคราวเกี่ยวกับชายแดนหลังจากนั้นก็ไม่เรียกให้บ่าวสอดแนมมารายงานเป็นประจำเหมือนแต่ก่อนแต่แล้วหลิวเยี่ยนที่มีเลือดเนื้อก็มาปรากฏตัวตรงหน้าในวันที่นางละทิ้งความหวังไปไม่รู้ว่าสายตาของนางที่เหม่อมองเขาบ่งบอกความในใจ หรือหลิวเยี่ยนทำตัวเป็นพยาธิในท้องเดาใจนางได้อย่างถูกจังหวะ เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ หลังกินอาหารเสร็จและกลั้วปากด้วยชาหอมเรียบร้อยแล้ว“ยังจำวันที่ข้าส่งเจ้าออกจากค่ายได้หรือไม่”“วันใดหรือ” ชุยซือจิ้งเลิกคิ้วอย่างเสแสร้ง “ข้าจำไม่ได้แล้ว”หลิวเยี่ยนหัวเราะและเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า“วันที่เจ้ากินข้าวเคล้าน้ำตาต่อหน้าข้านั่นอย่างไร”“หึ!” ชุยซือจิ้งแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ก็บอกแล้วว่าข้าจำไม่ได้”“อืม ไม่เป็นไร
ชุยซือจิ้งยังจำได้แม่นยำว่าวันนั้นตัวเองร้องไห้จนตาบวมแทบลืมไม่ขึ้นยามที่หลิวเยี่ยนจากไป เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองกันสักครั้งหน้าห้องมีเพียงเสี่ยวอวี่ที่นั่งรอนางอยู่อย่างอดทนและเป็นคนหยิบหมวกม่านแพรมาสวมให้นางเพื่อปิดบังดวงหน้าเปื้อนคราบน้ำตาตอนเดินออกไปขึ้นรถม้ากลับจวนเมื่อราวสองชั่วยามให้หลังหัวใจอ่อนไหวของเด็กสาวบอบช้ำเมื่อถูกชายหนุ่มที่นางเห็นเป็นดังแผ่นฟ้าปฏิเสธความหวังดี แต่ชุยซือจิ้งผ่านคืนวันอันเจ็บปวดเหล่านั้นไปได้ด้วยการทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลบิดา พี่ชาย และกิจการตระกูลชุยชุยซือจิ้งมอบสัญญาขายตัวเป็นบ่าวรับใช้คืนให้เสี่ยวอวี่นานแล้ว แต่พี่สาวคนดียังยืนยันจะปรนนิบัตินางต่อไปด้วยฐานะสาวใช้ ช่วงนี้เองที่นางค่อยๆ ผลักดันให้เสี่ยวอวี่จัดการกิจธุระและดูแลร้านค้าต่างๆ แทนวันเวลาสามปีแห่งการไว้ทุกข์ให้มารดาผ่านไปอย่างช้าๆพอออกทุกข์ได้ไม่นาน บรรดาแม่สื่อเริ่มเดินเข้าออกจวนตระกูลชุยหนาตา เพราะทั้งพี่ชายและตัวนางอยู่ในวัยที่ควรออกเรือนด้วยกันทั้งคู่อีกทั้งชุยซืออวิ๋นในยามนั้นสอบผ่านเป็นบัณฑิตทั่นฮวาได้แล้ว นับว่าการใช้เวลาไว้ทุกข์สามปีทบทวนตำราของพี่ชายไม่เสียเปล่า ส่วนชุยซ
เมื่อมารดาจากไป ชุยซือจิ้งต้องรับหน้าที่นายหญิงคนใหม่ของตระกูลชุยไปโดยปริยายนางเป็นคนเฉลียวฉลาด เรียนรู้ไว การดูแลจัดการเรือนให้บิดาผู้เป็นขุนนางขั้นห้าไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดูแลกิจการร้านค้าที่มารดาและบิดาได้รับสืบทอดจากตระกูลเดิมต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะไม่ได้มีแค่เรื่องร้านค้าที่นาเรือกสวนที่นางต้องดูแล แต่นางต้องรับรู้ความเป็นไปของเครือข่ายอำนาจและตระกูลผู้มีอิทธิพล รวมถึงทิศทางการทำการค้าในพื้นที่แต่ละแห่งที่มีกิจการของสกุลชุยตั้งอยู่ด้วยภาระหน้าที่นี้ทำให้ชุยซือจิ้งต้องรับรู้เรื่องราวมากมายที่คุณหนูในห้องหอไม่ควรรู้ก่อนเวลาอันควรหากเป็นเรื่องราวประเภทเรือนใดมีอนุคนใหม่แล้วถูกภรรยาเอกจัดการด้วยวิธีการต่างๆ ชุยซือจิ้งยังพอจะแสร้งรับฟังและปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆแต่เรื่องที่นางได้ยินแล้วตื่นตระหนกในใจคือข่าวคราวที่ฮูหยินแม่ทัพหลายคนต้องเก็บเนื้อเก็บตัวเพราะสามีของพวกนางถูกวังหลวงเพ่งเล็งแม้ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ แต่บิดาที่ต้องพักงานชั่วคราวและพี่ชายซึ่งกำลังเตรียมตัวสอบบัณฑิตทำให้จวนตระกูลชุยไม่อาจตัดขาดจากข่าวคราวภายนอกได้เมื่อบ่าวที่นางสั่งให้สอดแนมความเป็นไปในเมืองหลวงมาราย
พิธีปักปิ่นชุยซือจิ้งปีนั้นไม่ได้จัดใหญ่โต มีเพียงคนในครอบครัวและผู้ใหญ่ที่เคารพมาร่วมงานฮูหยินแม่ทัพหลิวเป็นหนึ่งในผู้ให้เกียรติมาร่วมพิธีช่วงปักปิ่น ส่วนหลิวเยี่ยนติดตามแม่ทัพหลิวมาร่วมงานเลี้ยงซึ่งจัดขึ้นหลังจากนางรวบผมปักปิ่นแล้วชุยซือจิ้งไม่ได้พบหน้าหลิวเยี่ยนนานนับปี เมื่อได้พบเขาอีกครั้งในงานเลี้ยงจึงนิ่งงันด้วยความคาดไม่ถึงเหตุเพราะ ‘พี่เยี่ยน’ ในความทรงจำของชุยซือจิ้งคือเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาด ดวงตายาวรีคมปลาบมีรอยยิ้มเจืออยู่ในนั้นเสมอทว่า ‘นายกองหลิวเยี่ยน’ ที่เพิ่งกลับจากชายแดนกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงกำยำ ผิวถูกบ่มด้วยไอแดด ทั้งยังแผ่กลิ่นอายเยียบเย็นผลักไสให้คนออกห่าง ยามสบตากันมองเห็นแต่ดวงตาสีดำเข้มที่คาดเดาอารมณ์ไม่ออกหากเขาไม่ส่งยิ้มอ่อนโยนที่คุ้นตาให้กันก่อน ชุยซือจิ้งคงไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปทักทายหลังพิธีปักปิ่นของนาง หลิวเยี่ยนรั้งอยู่ในเมืองหลวงนานนับเดือน ทั้งยังแวะเวียนมาหาชุยซืออวิ๋นอยู่บ่อยๆท่าทีของเขาที่มีต่อเด็กสาววัยปักปิ่นอย่างนางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาสงวนท่าทีและอยู่ห่างจากนางอย่างน้อยสองสามก้าวเสมอแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดหัวใจของชุยซือจิ้
ชุยซือจิ้งมองเห็นเพลิงรัญจวนที่ยังไม่มอดสนิทในดวงตาของหลิวเยี่ยนไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ความกดดัน ไม่ต่างกับแววตาลุ่มลึกและมืดดำที่จับจ้องมองนิ่งๆ โดยไม่เอ่ยคำแต่สามารถปั่นป่วนกวนใจคนได้อย่างร้ายกาจวินาทีที่สบตากัน ชุยซือจิ้งลืมไปแล้วว่านางกำลังจะทำอะไรหรือควรทำตัวเช่นไร จนกระทั่งเสียงดังกังวานของเด็กสาวหน้าห้องหนังสือลอดผ่านบานประตูเข้ามาอีกครั้ง“คุณหนูเจ้าขา ท่านอย่าได้หักโหมจนท้องกิ่วนะเจ้าคะ วันนี้โรงครัวทำอาหารที่ท่านชอบทั้งนั้นเลย”“อื้ม...” ชุยซือจิ้งขานรับคำหนึ่งพลางเบือนหน้าหลบสายตาของหลิวเยี่ยน“คุณหนูให้ข้าเข้าไปจัดสำรับให้ท่านเลยหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวข้าจัดการเอง”แม้น้ำเสียงจะสงบมั่นคง แต่แววตื่นตระหนกวาบผ่านดวงตาชุยซือจิ้งทันทีที่ได้ยินคำถามของสาวใช้ตัวน้อย ทำให้หลิวเยี่ยนที่ยังจ้องมองนางไม่วางตาลอบยิ้มอย่างเอ็นดูระหว่างที่นางตอบโต้กับสาวใช้ประจำตัว หลิวเยี่ยนสวมเสื้อกลับคืนอย่างไม่รีบไม่ร้อน“ยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะ” เสี่ยวตานกล่าวต่ออย่างฉาดฉาน “พี่เสี่ยวอวี่กลับมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่คุณชายใหญ่ส่งคนมาบอกให้นางไปทำธุระที่ร้านหนังสือ นางบอกว่าเสร็จเรื่







