LOGINยอดสตรีแห่งเมืองหลวงไม่คิดจะออกเรือน แต่แม่ทัพคลั่งรักกลับตามมายัดเยียดความเป็นสามีให้นาง!... “เจ้าเตรียมตัวแต่งเป็นภรรยาข้าเถิด” เขาเอ่ยเว้าวอนแนบชิดใบหูนาง “เรื่องที่แล้วมาต้องขออภัยด้วย ต่อไปจะไม่ทำให้เจ้าเสียน้ำตาอีกแล้ว”... ชุยซือจิ้งพยายามตั้งสติ แต่แผงอกร้อนรุ่มที่ทาบติดลำตัวบางและริมฝีปากชั่วร้ายที่แทะเล็มประทับจูบแผ่วเบาตรงนั้นทีตรงนี้ทีทำให้นางตัวสั่นสะท้าน ไม่อาจคิดไตร่ตรองได้ชัดเจน... แม้คุณหนูใหญ่สกุลชุยขึ้นชื่อเรื่องความสุขุมเยือกเย็น แต่คนใกล้ตัวต่างรู้ดีว่านางไม่อาจสุขุมเยือกเย็นได้ตลอดรอดฝั่งถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับหลิวเยี่ยน
View Moreกลางยามเหม่า อากาศเย็นเยียบ รอบตัวยังมืดมิด แต่แสงแรกของตะวันใกล้เบิกฟ้า
บ่าวเฝ้าเรือนหลักเข้ามารายงานความผิดปกติ ทำให้ ‘ชุยซือจิ้ง’ คุณหนูใหญ่ตระกูลชุย เริ่มร้อนใจว่าพี่ชายของนางอาจตื่นสายจนกระทบการประชุมขุนนางราชสำนักในวันนี้
แม้ในใจร้อนรน แต่ร่างบางก้าวเดินอย่างไม่ช้าไม่เร็วตรงไปยังห้องหนังสือของ ‘ชุยซืออวิ๋น’ พี่ชายคนโต เพราะบ่าวรับใช้แจ้งว่าเขาไม่ได้กลับไปที่เรือนของตัวเองตั้งแต่เมื่อคืน
เมื่อมาถึงหน้าประตูที่ยังปิดสนิท นางเอ่ยถามขึ้นเบาๆ “พี่ใหญ่ ท่านตื่นแล้วหรือไม่”
ท่ามกลางความเงียบยามค่อนรุ่ง เสียงใสของนางฟังอ่อนนุ่มคล้ายสายลมพัดผ่าน แต่กลับดังกังวานชัดเจน
“อืม” ชุยซืออวิ๋นขานรับขณะเปิดประตูออกมาเจอหน้าชุยซือจิ้ง “ข้าได้ตำราหายากมาเล่มหนึ่งจึงคร่ำเคร่งอยู่ทั้งคืน ทำให้เจ้าเป็นห่วงแล้ว”
ได้ยินพี่ชายบอกเหตุผล ชุยซือจิ้งพยักหน้ารับคำไม่พูดอะไร แต่สายตาลอบมองความเรียบร้อยของคนตรงหน้า
ชุดประจำตำแหน่งขุนนางอาลักษณ์ของพี่ชายเรียบร้อยดี ดูเหมือนเขาจะชำระล้างตัวและแต่งกายเองภายในห้องหนังสือ ไม่ได้เรียกบ่าวประจำตัวเข้ามาปรนนิบัติรับใช้
ดวงตารูปใบหลิวของชุยซืออวิ๋นดูลึกโหลกว่าปกติ อาจเพราะนอนไม่เพียงพอ แต่ไม่ได้กระทบความสุขุมคมคายบนดวงหน้านั้นแต่อย่างใด
“รถม้ากับอาเฟิงประจำที่เรียบร้อยแล้ว”
ชุยซือจิ้งเอ่ยเสียงนุ่มนวลเช่นเดิม แต่ความหมายย้ำเตือนให้พี่ชายเร่งรีบสักหน่อย มิคาดว่าจะได้เห็นชุยซืออวิ๋นมีท่าทีลังเลเล็กน้อย
“ตำราในห้องข้า ฝากเจ้าดูแลด้วย อย่าให้ผู้ใดเข้าไปยุ่งวุ่นวาย”
เขากำชับทิ้งท้ายกับน้องสาวก่อนเดินจากไปโดยไม่รอคำตอบ
ชุยซือจิ้งไม่ได้ตามไปส่ง เพียงมองด้านหลังพี่ชายด้วยแววตาครุ่นคิด เมื่อร่างสูงลับไปแล้วนางจึงค่อยก้าวเข้าไปในห้องหนังสือของชุยซืออวิ๋น
“เจ้ารอข้าอยู่ด้านนอก”
คุณหนูใหญ่สกุลชุยหันไปบอกสาวใช้ตัวน้อย ฝ่ายนั้นขานรับอย่างว่าง่ายพลางค้อมตัวปิดประตูตามหลังร่างบางของผู้เป็นนาย
สายตาชุยซือจิ้งเหลือบมองโต๊ะอักษรซึ่งทำจากไม้เนื้อหนาเป็นอันดับแรก แสงนวลของเทียนไขเผยให้เห็นตำราสองสามเล่มวางอยู่บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ แท่นฝนหมึกและพู่กันจัดวางอย่างถูกต้องไร้ร่องรอยการใช้งาน
สิ่งผิดปกติคือถ้วยชาที่ใช้แล้วกลับมีสองใบ
ชุยซือจิ้งสาวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะหนังสือ มองผาดเดียวก็รู้ว่าตำราสองสามเล่มไม่ใช่ของหายาก จากนั้นจึงหยิบถ้วยชาใบหนึ่งมาประคองไว้ในมือ
...ถ้วยชานั้นว่างเปล่าและเย็นเฉียบเหมือนถูกปล่อยทิ้งไว้บนโต๊ะหลายชั่วยาม...
ชั่วขณะที่นางเตรียมขว้างถ้วยชาลงพื้นเพื่อเตือนให้สาวใช้ที่อยู่ด้านนอกรู้ตัว เงาดำสายหนึ่งก็ปราดเข้าประชิดอย่างรวดเร็ว
“อย่าทำเช่นนั้นเลย”
เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะชุยซือจิ้ง เพราะร่างของผู้บุกรุกสูงใหญ่กว่านางมาก
มือข้างที่ถือถ้วยชาถูกมือที่ใหญ่กว่ากอบกุมจนมิด ส่วนแขนอีกข้างของนางถูกตรึงติดลำตัวด้วยอ้อมแขนแข็งแรงของผู้เอ่ยถ้อยคำห้ามปราม
ไออุ่นจากกายบุรุษและน้ำเสียงคุ้นหูทำให้นางชะงักไปครู่หนึ่ง
“ท่าน...” ชุยซือจิ้งถอนใจและเอ่ยเสียงแข็งกว่าเดิม “ปล่อยข้า”
...นางรู้แล้วว่าผู้ที่ซ่อนตัวในห้องหนังสือของพี่ชายคือใคร...
“จะส่งเสียงเรียกใครเข้ามาอีกหรือไม่” คำถามนั้นมาพร้อมลมหายใจอุ่นๆ ที่ตกกระทบใบหน้าด้านข้างของชุยซือจิ้ง
แก้มนวลรู้สึกเห่อร้อน แต่นางทำได้เพียงยืนนิ่งและส่ายศีรษะแทนคำตอบ
ท่าทางของผู้บุกรุกและคุณหนูใหญ่ตระกูลชุยดูคลุมเครือ หากใครมีโอกาสมองเข้ามาในห้องคงนึกว่าคู่รักกำลังพร่ำพรอดคำหวานต่อกัน
ร่างสูงใหญ่ที่ยืนซ้อนด้านหลังโอบร่างเล็กแนบชิดอกกว้าง พลางก้มศีรษะลงต่ำเหมือนกำลังโน้มตัวกระซิบข้างหูเพื่อเอ่ยถ้อยคำหยอกเย้า
เมื่อคุณหนูใหญ่สกุลชุยส่ายหน้าปฏิเสธ สองมือใหญ่ของผู้บุกรุกกำรวบเอวบางอ้อนแอ้น จากนั้นร่างของนางก็ถูกยกจนตัวลอยเข้าสู่มุมมืดของห้องซึ่งถูกเงาดำของชั้นหนังสือปกคลุม
“ท่านคือ ตำราหายาก ที่ทำให้พี่ชายข้าเสียเวลาสินะ”
ชุยซือจิ้งเอ่ยด้วยสุ้มเสียงประชดประชันผิดวิสัยคุณหนูผู้เปี่ยมจรรยามารยาท
“ถูกต้อง” คนถูกถากถางด้วยน้ำเสียงรวนๆ ของชุยซือจิ้งก้มศีรษะรับคำโดยดี
ดวงตายาวรีคมปลาบที่จ้องมองคุณหนูใหญ่สกุลชุยไม่ปิดบังประกายความยินดี แต่ใบหน้าหล่อเหลาที่ชุยซือจิ้งคุ้นเคยแฝงความเหนื่อยล้าอยู่จางๆ และมีรอยเคราผุดขึ้นเป็นตอ
“ใต้เท้าหลิวหลบอยู่ในนี้ด้วยเรื่องอันใดไม่ทราบ”
ชุยซือจิ้งเอ่ยอย่างเย็นชากับ ‘หลิวเยี่ยน’ ผู้ดำรงตำแหน่งขุนพลสยบแดนไกล อานหย่วนเจียงจวิน สหายเก่าแก่ของพี่ชายนาง พลางแหงนหน้ามองสบตาคนตัวสูงอย่างท้าทาย
แม้จะถูกปล่อยพ้นอ้อมกอดแห่งพันธนาการเมื่อสักครู่แล้ว แต่ร่างที่เคยประชิดแผ่นหลังของนางย้ายมาอยู่เบื้องหน้าแทน
ชุยซือจิ้งถูกจับหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับหลิวเยี่ยน ร่างบางจึงถูกกักไว้ตรงกลางระหว่างชั้นหนังสือกับร่างแกร่งอีกทีหนึ่ง มิหนำซ้ำสองแขนของเขายังค้ำยันกับชั้นหนังสือข้างตัวนางทั้งซ้ายขวา เป็นดังกำแพงหนาคร่อมสกัดไม่ให้ขยับตัวไปไหน
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า”
รอยยิ้มของหลิวเยี่ยนหยักลึกกว่าเดิมขณะย้อนถาม
นางรู้จากพี่ชายว่าหลิวเยี่ยนถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่เขาช่างดีนัก ไม่เพียงมาถึงเมืองหลวงก่อนเวลา ยังไม่ยอมไปรายงานตัวที่วังหลวงเพื่อแสดงเจตนาว่าไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ กลับแล่นมาซ่อนตัวในเรือนสกุลชุย
ยิ่งได้เห็นท่าทีไร้ซึ่งความร้อนอกร้อนใจก็รู้ว่าคงจะไม่ได้คำตอบแน่ๆ
ชุยซือจิ้งถลึงตาใส่ขุนพลผู้โชกโชนศึกที่คนแทบทั้งเมืองหลวงโจษขานว่าเหี้ยมโหด จากนั้นจึงยกมือสองข้างออกแรงผลักคนตรงหน้า
ร่างสูงใหญ่ไม่ขยับเขยื้อนสักนิด รอยยิ้มรื่นรมย์ยังคงอยู่ มีเพียงคิ้วรูปดาบของหลิวเยี่ยนที่ขมวดมุ่นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น
ถึงกระนั้นแม่นางน้อยที่ละเอียดถี่ถ้วนอย่างชุยซือจิ้งก็รับรู้ความผิดปกติได้ทันที เพราะสัมผัสได้ว่ากล้ามเนื้อใต้ฝ่ามือกระตุกเกร็งเหมือนได้รับความเจ็บปวดกะทันหัน
“อย่าบอกนะว่าท่านบาดเจ็บ”
หลิวเยี่ยนหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงคาดคั้นและคำถามที่ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นถ้อยคำดักคอซึ่งบังเอิญตรงกับความเป็นจริงทุกประการ
“ถึงไม่บอกเจ้าก็เดาได้อยู่ดี”
“บาดเจ็บที่ใด ท่านบอกข้ามา”
“ตรงนี้”
มือใหญ่กุมมือเล็กของชุยซือจิ้งพลางชักนำให้ฝ่ามือนุ่มนิ่มของนางเคลื่อนไปหยุดที่เหนืออกด้านซ้ายของตัวเอง ตำแหน่งนั้นเฉียดหัวใจไปเพียงนิดเดียว
แววตาชุยซือจิ้งวูบไหวด้วยความกังวลห่วงใย แต่หลิวเยี่ยนกลับร้อนรุ่มด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ประดังเข้ามาจนเลือดสูบฉีดไปทั่วร่าง
ทั้งใจเต้น โหยกระหาย และตื่นเร้าจนต้องกัดฟันข่มปรามตัวเอง
...นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้พบหน้ากัน...
ชุยซือจิ้งได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ตอนที่ชะโงกตัวเข้าไปใกล้คนตรงหน้ายิ่งกว่าเดิม นางไม่อาจห้ามตัวเองได้อีก สองมือคว้าสาบเสื้อของเขาเพื่อเปิดดูบาดแผลที่อยู่ข้างใน
“จะดีหรือแม่นางชุย...หญิงชายไม่ควรใกล้ชิด...”
เสียงทุ้มหยอกล้อข้างหู ชุยซือจิ้งกลับเอ่ยอย่างดุร้าย
“ท่านหุบปากไปเลย!”
...คิดรักษาธรรมเนียมตอนนี้สายเกินไปหรือไม่ คนเสแสร้ง!...
หลิวเยี่ยนพยายามกลั้นหัวเราะก่อนยืดตัวยืนนิ่งให้อีกฝ่ายสำรวจบาดแผลแต่โดยดี
“เจ้าต้มโจ๊กแปดเซียนหรือ” เสี่ยวชิงโผล่หน้าเข้ามาในครัวเล็กซึ่งอยู่ข้างเรือนคุณหนูใหญ่ “หอมมาก!”“อืม” เสี่ยวอวี่ละสายตาจากหม้อดินหันมาตอบสหาย “คุณหนูยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย ตอนนี้นางหลับอยู่ ถ้าตื่นมากลางดึกจะได้มีอะไรรองท้องเสียหน่อย แต่ข้าทำเผื่อพวกเราทั้งเรือนด้วย”“ดียิ่ง!” เสี่ยวชิงปรบมืออย่างยินดี “ข้าหิวแทบตายอยู่แล้ว”ยามที่เสี่ยวชิงรับโจ๊กไปจากเสี่ยวอวี่ก็เอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ “จะให้ข้านำโจ๊กไปส่งให้คุณชายด้วยหรือไม่”ของว่างยามดึกที่ส่งจากเรือนคุณหนูใหญ่ไปให้คุณชายเป็นฝีมือใคร เสี่ยวชิงซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ส่งของตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาย่อมรู้ดี“เจ้ายังกินไม่อิ่มเลยไม่ใช่หรือ ข้านำไปส่งเองก็ได้”“อื้ม!” เสี่ยวชิงพยักหน้าสนับสนุนทันที “เป็นเช่นนั้นได้ก็ดีมาก”ถึงแม้อาเฟิงจะไม่พูดอะไรเรื่องคุณชายกับเสี่ยวอวี่ แต่เสี่ยวชิงรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างระหว่างสองคนนี้ นางอยากให้เสี่ยวอวี่กับคุณชายปรับความเข้าใจกันเสียทีทว่าเสี่ยวอวี่ไปถึงหน้าห้องหนังสือของคุณชายใหญ่แล้วไม่พบใครเลยสักคน ได้แต่ยืนลังเลว่าจะทำอย่างไรดีบ่าวชายในเรือนหลักผู้หนึ่งเดินผ่านมา เสี่ยวอวี่จึงขอแรงเขานำโจ๊กไปส่งให
หลังจากอาเฟิงพาตัวเสี่ยวอวี่ไปพบชุยซืออวิ๋นที่เรือนเฉิงย่วนวันนั้น ชายหนุ่มไม่เคยเอ่ยชื่อของนางให้ใครได้ยินอีกคุณชายใหญ่สกุลชุยพักอยู่ที่เรือนเฉิงย่วนต่อไปอีกหลายเดือน จวบจนใกล้ถึงวันสิ้นปีถึงได้กลับจวนไปฉลองวันส่งท้ายปีกับครอบครัวบิดามารดาที่ไม่ได้พบหน้าบุตรชายหลายเดือนถึงกับออกปากด้วยความตกใจ“เหตุใดเจ้าซูบผอมไปเพียงนี้”ร่างสูงโปร่งของคุณชายใหญ่สกุลชุยหยัดตรงคล้ายต้นสนดังเดิม แต่ใบหน้าและเรือนกายที่เคยสมส่วนกลับผ่ายผอมลงไม่น้อยแววตาที่เคยอ่อนโยนราวสายลมยามวสันต์มีประกายคมกริบลุ่มลึกยิ่งขึ้น แผ่กลิ่นอายของบุรุษเต็มตัวชุยซืออวิ๋นยิ้มปลอบโยนบิดามารดาด้วยการบอกว่าเขาคร่ำเคร่งกับการอ่านตำรามากเกินไปหน่อยจนกระทั่งถูกมารดาเรียกพบตามลำพังและถามไถ่เรื่องที่เขาเคยเอ่ยปากเรื่องเสี่ยวอวี่ ชุยซืออวิ๋นจึงบอกว่าเขาล้มเลิกความคิดที่จะรับเสี่ยวอวี่เป็นภรรยาแล้วยามที่บุตรชายบอกว่าคนที่มีใจไม่ได้คิดอันใดกับเขา ฮูหยินสกุลชุยได้แต่มองเขาด้วยความรักใคร่สงสารทว่าอีกใจนางก็นึกขอบคุณเสี่ยวอวี่ที่รู้ความอย่างยิ่ง เป็นฝ่ายเอ่ยปากให้บุตรชายตัดใจด้วยตัวเองฮูหยินสกุลชุยคิดว่าบุตรชายไม่ได้ใกล้ชิดกับสตรีค
“นางถึงกับกล้าสาบานให้ตัวเองไม่ตายดี?”ชุยซืออวิ๋นทบทวนคำพูดที่ได้ยินด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ“ขอรับ” อาเฟิงพยักหน้า พยายามเก็บอาการไม่ให้หลุดหัวเราะออกมา “เสี่ยวชิงบอกข้าว่าผู้ที่พูดจาให้ร้ายท่านกับเสี่ยวอวี่คือ สาวใช้ขั้นสองในเรือนนายท่านกับฮูหยิน ชื่อว่าเสี่ยวชุ่ย”“เจ้าไปจัดการให้นางหุบปากทีเถิด” ชุยซืออวิ๋นนวดขมับตัวเองอย่างอ่อนใจ “หากนางไม่ยอมหยุดระรานอาอวี่ก็ขายทิ้งไปเสีย อย่าเก็บไว้ให้รกหูรกตา”อาเฟิงมองคุณชายด้วยสายตาเห็นใจและรับคำสั่งแต่โดยดี ไม่มีท่าทีเอ้อระเหยลอยชายเหมือนปกติเขารู้ว่าคุณชายย้ายตัวเองมาอยู่เรือนเฉิงย่วนไม่ใช่แค่ต้องการท่องตำราอย่างสงบ แต่เป็นเพราะต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับท่านฮูหยินว่าจะอยู่ห่างจากเสี่ยวอวี่จนกว่าการสอบบัณฑิตจะบรรลุผลตามเป้าหมายราชสำนักจะจัดสอบบัณฑิตและสอบวัดความรู้ขุนนางในอีกสองปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการจัดสอบครั้งแรกนับจากที่เกาจงฮ่องเต้สถาปนาเมืองหลวงอย่างเป็นทางการนั่นหมายความว่าชุยซืออวิ๋นยังต้องอดทนรออย่างน้อยสองปีชายหนุ่มไม่หวั่นไหวกับเวลาแค่สองปี เมื่อถึงเวลานั้นเขาจะพ้นวัยสวมกวานที่เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่พอดี ใน ขณะที่เส
เสี่ยวอวี่ไม่ได้กลับไปหาชุยซือจิ้งที่เรือนทันที นางแวะไปหาอู๋มามาที่ห้องพักของนางเพื่อบอกเล่าสิ่งที่เพิ่งรับรู้จากคุณชายใหญ่เมื่อเล่าเรื่องจนจบเสี่ยวอวี่ก็ซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดของอู๋มามาด้วยท่าทางซึมเซาหดหู่“เจ้าหักห้ามใจเสียเถิด อย่ายึดติดกับเรื่องในอดีตอีกเลย”นับตั้งแต่เสี่ยวอวี่เข้ามาอยู่ในเรือนสกุลชุย คนที่ดูแลเคี่ยวเข็ญอบรมสั่งสอนนางมากที่สุดก็คืออู๋มามาเสี่ยวอวี่ยึดถือแม่นมผู้นี้เป็นญาติผู้ใหญ่คนสำคัญ อู๋มามาซึ่งไม่มีครอบครัวของตัวเองก็รักใคร่เอ็นดูเสี่ยวอวี่ราวกับบุตรหลานเช่นเดียวกัน“เจ้ายังต้องไปปรนนิบัติคุณหนูอีก ล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อยแล้วค่อยไปที่เรือนโน้นเถิด”หลังจากอู๋มามาปล่อยให้เสี่ยวอวี่ซุกตัวในอ้อมกอดอย่างเงียบๆ และลูบศีรษะปลอบโยนอยู่ครู่ใหญ่ ดวงตาแดงช้ำของนางก็แห้งเหือด ไม่มีน้ำตาร่วงรินลงมาอีกผู้อาวุโสทำใจแข็งดันตัวเสี่ยวอวี่ออกห่างและเตือนให้นางนึกถึงหน้าที่และคุณหนูซึ่งยังคงรอนางอยู่ที่เรือนเสี่ยวอวี่ได้แต่กล้ำกลืนความผิดหวังและความจริงที่ทำให้ใจแตกสลายลงท้องไป ไม่เอ่ยอะไรฟูมฟายให้คนอื่นลำบากใจอีกหลังจากวันนั้น เสี่ยวอวี่คล้ายเติบโตขึ้นอย่างฉับพลันนางเค
การเดินทางโดยเรือถึงหลินอานใช้เวลาเพียงสองวันครึ่ง ทั้งยังไม่มีนักฆ่าติดตามมาขัดขวางแล้ว ขบวนของชุยซืออวิ๋นจึงมาถึงท่าเรือโดยปลอดภัยขบวนรถม้าที่แยกกันเดินทางเมื่อออกจากเมืองเซ่าซิงก็มารอรับพวกเขากับลู่เหิงตามที่นัดหมาย ทั้งสองคนจึงไม่รอช้า เข้าวังไปพบฮ่องเต้พร้อมนำหลักฐานที่ได้มาไปถวายทันที ส่วนทห
ชุยซือจิ้งยอมเปิดประตูให้ลู่เหิงเข้ามาในห้องเพราะม่านเตียงของเสี่ยวอวี่ถูกปลดลงมาแล้ว ต่อให้ตั้งใจมองลอดเข้าไปก็จะเห็นเพียงเงาเลือนรางเท่านั้นนางดูออกว่าหัวหน้าองครักษ์ผู้นี้ห่วงใยเสี่ยวอวี่จากใจจริงหลังออกจากค่ายต้าซานกวน ชุยซือจิ้งไม่มีหลิวเยี่ยนคอยดึงดูดความสนใจแล้ว นางจึงค่อยๆ มองเห็นความเป็น
แสงโคมภายในห้องหนังสือของเรือนหลักตระกูลชุยดูนวลตา ตกกระทบบนเงาร่างของคนสองคนร่างหนึ่งสูงโปร่งผ่าเผยดุจต้นไผ่ อีกร่างงามระหงนุ่มนวลดุจต้นหลิว แต่บรรยากาศรอบตัวคนทั้งคู่กลับดูเคร่งขรึมและเย็นชาราวกับเป็นปฏิปักษ์ต่อกันคนแรกคือชุยซืออวิ๋นผู้สงบนิ่ง อีกคนคือเสี่ยวอวี่ซึ่งค้อมศีรษะก้มหน้า หลบซ่อนแววตา
เสี่ยวอวี่และชุยซือจิ้งจ้องมองกันด้วยสายตาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงคนหนึ่งใช้สายตาพินิจพิเคราะห์ราวกับมีความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัว อีกคนสายตาหลุกหลิกผิดปกติ แถมยังใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุเสี่ยวอวี่นึกถึงบุรุษเพียงคนเดียวที่สามารถทำให้คุณหนูใหญ่สกุลชุยมีอาการแบบนี้ได้ ชุยซือจิ้งก็คิด












reviews