เข้าสู่ระบบยอดสตรีแห่งเมืองหลวงไม่คิดจะออกเรือน แต่แม่ทัพคลั่งรักกลับตามมายัดเยียดความเป็นสามีให้นาง!... “เจ้าเตรียมตัวแต่งเป็นภรรยาข้าเถิด” เขาเอ่ยเว้าวอนแนบชิดใบหูนาง “เรื่องที่แล้วมาต้องขออภัยด้วย ต่อไปจะไม่ทำให้เจ้าเสียน้ำตาอีกแล้ว”... ชุยซือจิ้งพยายามตั้งสติ แต่แผงอกร้อนรุ่มที่ทาบติดลำตัวบางและริมฝีปากชั่วร้ายที่แทะเล็มประทับจูบแผ่วเบาตรงนั้นทีตรงนี้ทีทำให้นางตัวสั่นสะท้าน ไม่อาจคิดไตร่ตรองได้ชัดเจน... แม้คุณหนูใหญ่สกุลชุยขึ้นชื่อเรื่องความสุขุมเยือกเย็น แต่คนใกล้ตัวต่างรู้ดีว่านางไม่อาจสุขุมเยือกเย็นได้ตลอดรอดฝั่งถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับหลิวเยี่ยน
ดูเพิ่มเติมกลางยามเหม่า อากาศเย็นเยียบ รอบตัวยังมืดมิด แต่แสงแรกของตะวันใกล้เบิกฟ้า
บ่าวเฝ้าเรือนหลักเข้ามารายงานความผิดปกติ ทำให้ ‘ชุยซือจิ้ง’ คุณหนูใหญ่ตระกูลชุย เริ่มร้อนใจว่าพี่ชายของนางอาจตื่นสายจนกระทบการประชุมขุนนางราชสำนักในวันนี้
แม้ในใจร้อนรน แต่ร่างบางก้าวเดินอย่างไม่ช้าไม่เร็วตรงไปยังห้องหนังสือของ ‘ชุยซืออวิ๋น’ พี่ชายคนโต เพราะบ่าวรับใช้แจ้งว่าเขาไม่ได้กลับไปที่เรือนของตัวเองตั้งแต่เมื่อคืน
เมื่อมาถึงหน้าประตูที่ยังปิดสนิท นางเอ่ยถามขึ้นเบาๆ “พี่ใหญ่ ท่านตื่นแล้วหรือไม่”
ท่ามกลางความเงียบยามค่อนรุ่ง เสียงใสของนางฟังอ่อนนุ่มคล้ายสายลมพัดผ่าน แต่กลับดังกังวานชัดเจน
“อืม” ชุยซืออวิ๋นขานรับขณะเปิดประตูออกมาเจอหน้าชุยซือจิ้ง “ข้าได้ตำราหายากมาเล่มหนึ่งจึงคร่ำเคร่งอยู่ทั้งคืน ทำให้เจ้าเป็นห่วงแล้ว”
ได้ยินพี่ชายบอกเหตุผล ชุยซือจิ้งพยักหน้ารับคำไม่พูดอะไร แต่สายตาลอบมองความเรียบร้อยของคนตรงหน้า
ชุดประจำตำแหน่งขุนนางอาลักษณ์ของพี่ชายเรียบร้อยดี ดูเหมือนเขาจะชำระล้างตัวและแต่งกายเองภายในห้องหนังสือ ไม่ได้เรียกบ่าวประจำตัวเข้ามาปรนนิบัติรับใช้
ดวงตารูปใบหลิวของชุยซืออวิ๋นดูลึกโหลกว่าปกติ อาจเพราะนอนไม่เพียงพอ แต่ไม่ได้กระทบความสุขุมคมคายบนดวงหน้านั้นแต่อย่างใด
“รถม้ากับอาเฟิงประจำที่เรียบร้อยแล้ว”
ชุยซือจิ้งเอ่ยเสียงนุ่มนวลเช่นเดิม แต่ความหมายย้ำเตือนให้พี่ชายเร่งรีบสักหน่อย มิคาดว่าจะได้เห็นชุยซืออวิ๋นมีท่าทีลังเลเล็กน้อย
“ตำราในห้องข้า ฝากเจ้าดูแลด้วย อย่าให้ผู้ใดเข้าไปยุ่งวุ่นวาย”
เขากำชับทิ้งท้ายกับน้องสาวก่อนเดินจากไปโดยไม่รอคำตอบ
ชุยซือจิ้งไม่ได้ตามไปส่ง เพียงมองด้านหลังพี่ชายด้วยแววตาครุ่นคิด เมื่อร่างสูงลับไปแล้วนางจึงค่อยก้าวเข้าไปในห้องหนังสือของชุยซืออวิ๋น
“เจ้ารอข้าอยู่ด้านนอก”
คุณหนูใหญ่สกุลชุยหันไปบอกสาวใช้ตัวน้อย ฝ่ายนั้นขานรับอย่างว่าง่ายพลางค้อมตัวปิดประตูตามหลังร่างบางของผู้เป็นนาย
สายตาชุยซือจิ้งเหลือบมองโต๊ะอักษรซึ่งทำจากไม้เนื้อหนาเป็นอันดับแรก แสงนวลของเทียนไขเผยให้เห็นตำราสองสามเล่มวางอยู่บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ แท่นฝนหมึกและพู่กันจัดวางอย่างถูกต้องไร้ร่องรอยการใช้งาน
สิ่งผิดปกติคือถ้วยชาที่ใช้แล้วกลับมีสองใบ
ชุยซือจิ้งสาวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะหนังสือ มองผาดเดียวก็รู้ว่าตำราสองสามเล่มไม่ใช่ของหายาก จากนั้นจึงหยิบถ้วยชาใบหนึ่งมาประคองไว้ในมือ
...ถ้วยชานั้นว่างเปล่าและเย็นเฉียบเหมือนถูกปล่อยทิ้งไว้บนโต๊ะหลายชั่วยาม...
ชั่วขณะที่นางเตรียมขว้างถ้วยชาลงพื้นเพื่อเตือนให้สาวใช้ที่อยู่ด้านนอกรู้ตัว เงาดำสายหนึ่งก็ปราดเข้าประชิดอย่างรวดเร็ว
“อย่าทำเช่นนั้นเลย”
เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะชุยซือจิ้ง เพราะร่างของผู้บุกรุกสูงใหญ่กว่านางมาก
มือข้างที่ถือถ้วยชาถูกมือที่ใหญ่กว่ากอบกุมจนมิด ส่วนแขนอีกข้างของนางถูกตรึงติดลำตัวด้วยอ้อมแขนแข็งแรงของผู้เอ่ยถ้อยคำห้ามปราม
ไออุ่นจากกายบุรุษและน้ำเสียงคุ้นหูทำให้นางชะงักไปครู่หนึ่ง
“ท่าน...” ชุยซือจิ้งถอนใจและเอ่ยเสียงแข็งกว่าเดิม “ปล่อยข้า”
...นางรู้แล้วว่าผู้ที่ซ่อนตัวในห้องหนังสือของพี่ชายคือใคร...
“จะส่งเสียงเรียกใครเข้ามาอีกหรือไม่” คำถามนั้นมาพร้อมลมหายใจอุ่นๆ ที่ตกกระทบใบหน้าด้านข้างของชุยซือจิ้ง
แก้มนวลรู้สึกเห่อร้อน แต่นางทำได้เพียงยืนนิ่งและส่ายศีรษะแทนคำตอบ
ท่าทางของผู้บุกรุกและคุณหนูใหญ่ตระกูลชุยดูคลุมเครือ หากใครมีโอกาสมองเข้ามาในห้องคงนึกว่าคู่รักกำลังพร่ำพรอดคำหวานต่อกัน
ร่างสูงใหญ่ที่ยืนซ้อนด้านหลังโอบร่างเล็กแนบชิดอกกว้าง พลางก้มศีรษะลงต่ำเหมือนกำลังโน้มตัวกระซิบข้างหูเพื่อเอ่ยถ้อยคำหยอกเย้า
เมื่อคุณหนูใหญ่สกุลชุยส่ายหน้าปฏิเสธ สองมือใหญ่ของผู้บุกรุกกำรวบเอวบางอ้อนแอ้น จากนั้นร่างของนางก็ถูกยกจนตัวลอยเข้าสู่มุมมืดของห้องซึ่งถูกเงาดำของชั้นหนังสือปกคลุม
“ท่านคือ ตำราหายาก ที่ทำให้พี่ชายข้าเสียเวลาสินะ”
ชุยซือจิ้งเอ่ยด้วยสุ้มเสียงประชดประชันผิดวิสัยคุณหนูผู้เปี่ยมจรรยามารยาท
“ถูกต้อง” คนถูกถากถางด้วยน้ำเสียงรวนๆ ของชุยซือจิ้งก้มศีรษะรับคำโดยดี
ดวงตายาวรีคมปลาบที่จ้องมองคุณหนูใหญ่สกุลชุยไม่ปิดบังประกายความยินดี แต่ใบหน้าหล่อเหลาที่ชุยซือจิ้งคุ้นเคยแฝงความเหนื่อยล้าอยู่จางๆ และมีรอยเคราผุดขึ้นเป็นตอ
“ใต้เท้าหลิวหลบอยู่ในนี้ด้วยเรื่องอันใดไม่ทราบ”
ชุยซือจิ้งเอ่ยอย่างเย็นชากับ ‘หลิวเยี่ยน’ ผู้ดำรงตำแหน่งขุนพลสยบแดนไกล อานหย่วนเจียงจวิน สหายเก่าแก่ของพี่ชายนาง พลางแหงนหน้ามองสบตาคนตัวสูงอย่างท้าทาย
แม้จะถูกปล่อยพ้นอ้อมกอดแห่งพันธนาการเมื่อสักครู่แล้ว แต่ร่างที่เคยประชิดแผ่นหลังของนางย้ายมาอยู่เบื้องหน้าแทน
ชุยซือจิ้งถูกจับหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับหลิวเยี่ยน ร่างบางจึงถูกกักไว้ตรงกลางระหว่างชั้นหนังสือกับร่างแกร่งอีกทีหนึ่ง มิหนำซ้ำสองแขนของเขายังค้ำยันกับชั้นหนังสือข้างตัวนางทั้งซ้ายขวา เป็นดังกำแพงหนาคร่อมสกัดไม่ให้ขยับตัวไปไหน
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า”
รอยยิ้มของหลิวเยี่ยนหยักลึกกว่าเดิมขณะย้อนถาม
นางรู้จากพี่ชายว่าหลิวเยี่ยนถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่เขาช่างดีนัก ไม่เพียงมาถึงเมืองหลวงก่อนเวลา ยังไม่ยอมไปรายงานตัวที่วังหลวงเพื่อแสดงเจตนาว่าไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ กลับแล่นมาซ่อนตัวในเรือนสกุลชุย
ยิ่งได้เห็นท่าทีไร้ซึ่งความร้อนอกร้อนใจก็รู้ว่าคงจะไม่ได้คำตอบแน่ๆ
ชุยซือจิ้งถลึงตาใส่ขุนพลผู้โชกโชนศึกที่คนแทบทั้งเมืองหลวงโจษขานว่าเหี้ยมโหด จากนั้นจึงยกมือสองข้างออกแรงผลักคนตรงหน้า
ร่างสูงใหญ่ไม่ขยับเขยื้อนสักนิด รอยยิ้มรื่นรมย์ยังคงอยู่ มีเพียงคิ้วรูปดาบของหลิวเยี่ยนที่ขมวดมุ่นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น
ถึงกระนั้นแม่นางน้อยที่ละเอียดถี่ถ้วนอย่างชุยซือจิ้งก็รับรู้ความผิดปกติได้ทันที เพราะสัมผัสได้ว่ากล้ามเนื้อใต้ฝ่ามือกระตุกเกร็งเหมือนได้รับความเจ็บปวดกะทันหัน
“อย่าบอกนะว่าท่านบาดเจ็บ”
หลิวเยี่ยนหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงคาดคั้นและคำถามที่ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นถ้อยคำดักคอซึ่งบังเอิญตรงกับความเป็นจริงทุกประการ
“ถึงไม่บอกเจ้าก็เดาได้อยู่ดี”
“บาดเจ็บที่ใด ท่านบอกข้ามา”
“ตรงนี้”
มือใหญ่กุมมือเล็กของชุยซือจิ้งพลางชักนำให้ฝ่ามือนุ่มนิ่มของนางเคลื่อนไปหยุดที่เหนืออกด้านซ้ายของตัวเอง ตำแหน่งนั้นเฉียดหัวใจไปเพียงนิดเดียว
แววตาชุยซือจิ้งวูบไหวด้วยความกังวลห่วงใย แต่หลิวเยี่ยนกลับร้อนรุ่มด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ประดังเข้ามาจนเลือดสูบฉีดไปทั่วร่าง
ทั้งใจเต้น โหยกระหาย และตื่นเร้าจนต้องกัดฟันข่มปรามตัวเอง
...นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้พบหน้ากัน...
ชุยซือจิ้งได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ตอนที่ชะโงกตัวเข้าไปใกล้คนตรงหน้ายิ่งกว่าเดิม นางไม่อาจห้ามตัวเองได้อีก สองมือคว้าสาบเสื้อของเขาเพื่อเปิดดูบาดแผลที่อยู่ข้างใน
“จะดีหรือแม่นางชุย...หญิงชายไม่ควรใกล้ชิด...”
เสียงทุ้มหยอกล้อข้างหู ชุยซือจิ้งกลับเอ่ยอย่างดุร้าย
“ท่านหุบปากไปเลย!”
...คิดรักษาธรรมเนียมตอนนี้สายเกินไปหรือไม่ คนเสแสร้ง!...
หลิวเยี่ยนพยายามกลั้นหัวเราะก่อนยืดตัวยืนนิ่งให้อีกฝ่ายสำรวจบาดแผลแต่โดยดี
วันที่หลี่หลันหลบหนีการอารักขาขององครักษ์ครั้งนั้น ทั้งเซี่ยอู่และข้าหลวงมู่ล้วนถูกลงโทษ ข้อหาไม่ดูแลพระชายาให้ดีๆแม้นางจะอ้อนวอนท่านอ๋องให้สั่งยกเลิกบทลงโทษ แต่เขาไม่ยอมฟัง ทำให้คนก่อเหตุอย่างนางรู้สึกผิดอย่างยิ่งแท้จริงจวิ้นอ๋องต้องการสั่งสอนคนใจอ่อนอย่างหลี่หลันให้หลาบจำ แต่การลงโทษตัวนางเองไม่ทำให้นางรู้สึกผิดเท่ากับลงโทษผู้อื่นอีกอย่าง...เขารักใคร่นางเพียงนี้ จะหักใจทำโทษนางได้อย่างไรหลังจากวันนั้นหลี่หลันไม่ทำตัวเกเรอีกเลย จวิ้นอ๋องก็เก็บไม้เก็บมือ ไม่เคยทำตัวรุ่มร่ามรังแกอันใดกับนางอีก...แต่นั่นอาจจะไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป...เมื่อถึงวันเกิดปีที่ยี่สิบของนาง จวิ้นอ๋องคล้ายพยัคฆ์ที่หิวโหยมานานถูกปล่อยออกจากกรงมาพบกวางสาวเนื้อนุ่มหอมผลคือนางถูกเขาขย้ำกลืนกินจนหมดเรี่ยวหมดแรงไม่มีส่วนไหนบนเรือนร่างที่ไม่ถูกเขาขบเม้มไล้เลีย ดอกไม้กลางกายถูกเขาดูดดุนเย้าแหย่จนร่างกายตอบสนองออกมาเป็นน้ำหวานที่ถั่งท้นออกมาราวกับขุดไปเจอตาน้ำยามเขาสอดแทรกเข้ามาในกาย ความรู้สึกแนบชิดสนิทสนมที่สุดในชีวิตทำให้หลี่หลันเกิดความรู้สึกตื้นตันท่วมท้นอย่างอธิบายไม่ได้เขาไม่อ่อนโยนนัก อาจเพราะข่มกลั้นมานาน
“ท่านสัญญาอะไรกับท่านปู่ท่านย่าของข้าหรือ”หลี่หลันนั่งตรงข้ามจวิ้นอ๋องในห้องหนังสือในเรือนด้านหน้ายามเอ่ยถามถึงเรื่องค้างคาใจ ท่าทางของนางสงบเสงี่ยมอย่างยิ่ง ไม่เหลือร่องรอยพระชายาผู้กล้าหาญที่หลบหนีองครักษ์ให้เห็นอีก“ท่านราชครูหลี่กับฮูหยินผู้เฒ่าเป็นห่วงที่เจ้าถูกดึงมาผูกติดกับข้าซึ่งเป็นคนในราชวงศ์ ข้าจึงส่งจดหมายไปถึงพวกท่านที่อิ๋นโจวหลังจากเรามาถึงเฉวียนโจว ข้าให้คำมั่นสัญญากับผู้อาวุโสว่าจะปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระทันทีที่อายุครบยี่สิบ...หลังจากนั้นเจ้าไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับวังหลวงอีก...”“เรื่องนั้นข้าก็บอกท่านปู่ท่านย่าตั้งแต่แรกแล้วเช่นกัน”“อืม” จวิ้นอ๋องรับคำด้วยรอยยิ้มจางๆ “แต่ข้าเปลี่ยนใจก่อนเจ้า”“หมายความว่า?”“หลังวันเกิดปีที่สิบแปดของเจ้า ข้าส่งจดหมายอีกฉบับถึงผู้อาวุโสทั้งสองแล้วสารภาพตามตรงว่าข้าอยากให้เจ้าชายาที่แท้จริง ไม่ใช่ชายาแต่เพียงในนามอีกต่อไป”“เช่นนั้นหรือ”หลี่หลันเบิกตาโต รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความเขินอาย ...ที่แท้เขาคิดเรื่องนี้ก่อนนางเสียอีก...“ท่านราชครูหลี่ตอบกลับมาว่าเรื่องนี้ให้เจ้าเป็นคนตัดสินใจ แต่มีข้อแม้ว่าข้าต้องรอให้เจ้าอายุครบยี่สิ
ชิวหนานคิดเอ่ยปากบอกจวิ้นอ๋องว่าพระชายากำลังอาบน้ำ แต่ท่านอ๋องมีท่าทีเกรี้ยวกราดอย่างยิ่ง คิ้วขมวดมุ่น ดวงตาวาวโรจน์ แรงกดดันที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านจนนางพูดอะไรไม่ออกจวิ้นอ๋องกำลังเดือดดาลจริงๆ เขาร้อนใจจนแทบคลั่ง!ตะโกนเสียงดังเพียงนี้แต่ไม่มีใครขานรับ ทั้งยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดเกิดขึ้นในเรือน“หึ!” เขาแค่นหัวเราะ คิดว่าหลี่หลันตั้งใจหลบหน้า ไม่ยอมออกมาพบ จึงผลักประตูเข้าไปทันที...วันนี้จะต้องสั่งสอนนางให้รู้จักเกรงกลัวอันตรายเสียบ้าง...ชิวหนานรู้ว่าพระชายาอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อยจึงปิดประตูตามหลัง ป้องกันไม่ให้บ่าวด้านนอกรู้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นในใจนางกำนัลภาวนาให้พระชายาเอาตัวรอดจากโทสะของท่านอ๋องได้อย่างปลอดภัยทว่าสถานการณ์ด้านในไม่เป็นอย่างที่ชิวหนานหวาดกลัวสักนิดจวิ้นอ๋องบุกเข้าไปในห้องอย่างมุ่งมั่นก็จริง แต่พอเหลือบไปเห็นชุดของสตรีพาดอยู่บนฉากกั้นซึ่งอยู่ระหว่างโถงส่วนกลางกับห้องนอน สติที่ถูกโทสะบดบังก็หวนคืนมายังไม่ทันเห็นตัวคน หัวใจของชายหนุ่มก็เต้นระรัวอย่างรุนแรงเขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งถึงได้ยินเสียงเหมือนคนโผล่ขึ้นจากน้ำ จึงเดินเข้าไปหลังฉากกั้นด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยวเป็น
หลี่หลันบอกข้าหลวงมู่ว่าจะออกไปข้างนอกแต่ไม่ต้องให้นางกำนัลติดตามไปเพราะนางจะขี่ม้าไปเอง...เรื่องนี้ไม่แปลก... ตั้งแต่จวิ้นอ๋องมอบม้าเหงื่อโลหิตให้ นางก็มักจะเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ด้วยม้าคู่ใจเสมอการออกจากจวนด้วยวิธีนี้มีเพียงองครักษ์ที่จวิ้นอ๋องสั่งให้อารักขาพระชายาติดตามไปเท่านั้นม้าของหลี่หลันไปหยุดลงหน้าร้านเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเฉวียนโจวก่อนเข้าไปในร้านนางหันมาบอกองครักษ์ด้วยสีหน้าร่าเริงอย่างยิ่ง“วันนี้วันเกิดข้า ท่านอ๋องตกรางวัลให้เลือกของที่ถูกใจได้เต็มที่ ข้าอาจใช้เวลานานสักหน่อย พวกเจ้าไปรอที่โรงน้ำชาฝั่งตรงข้ามเถิด”“เชิญพระชายาตามสบาย พวกข้าจะรอที่นี่ขอรับ”หัวหน้าองครักษ์เป็นคนตอบด้วยท่าทีเป็นการเป็นงาน หลี่หลันเพียงยิ้มแล้วพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรหลี่หลันรู้ว่าเหล่าองครักษ์ไม่มีทางอยู่ห่างจากนางเกินสามจั้ง แต่ที่พูดไปอย่างนั้นเพราะไม่อยากให้พวกเขารู้ตัวเร็วเกินไปร่างบางของหลี่หลันหายเข้าไปในห้องรับรองส่วนตัวที่มีไว้สำหรับลูกค้ารายใหญ่โดยเฉพาะนางเป็นชายาอ๋องที่เป็นผู้บัญชาการกองทัพในเฉวียนโจว เกรงว่าจะไม่มีใครเป็นลูกค้ารายใหญ่กว่านางอีกแล้วในยามนี้เจ้า
เสี่ยวอวี่และชุยซือจิ้งจ้องมองกันด้วยสายตาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงคนหนึ่งใช้สายตาพินิจพิเคราะห์ราวกับมีความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัว อีกคนสายตาหลุกหลิกผิดปกติ แถมยังใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุเสี่ยวอวี่นึกถึงบุรุษเพียงคนเดียวที่สามารถทำให้คุณหนูใหญ่สกุลชุยมีอาการแบบนี้ได้ ชุยซือจิ้งก็คิด
การเดินทางโดยเรือถึงหลินอานใช้เวลาเพียงสองวันครึ่ง ทั้งยังไม่มีนักฆ่าติดตามมาขัดขวางแล้ว ขบวนของชุยซืออวิ๋นจึงมาถึงท่าเรือโดยปลอดภัยขบวนรถม้าที่แยกกันเดินทางเมื่อออกจากเมืองเซ่าซิงก็มารอรับพวกเขากับลู่เหิงตามที่นัดหมาย ทั้งสองคนจึงไม่รอช้า เข้าวังไปพบฮ่องเต้พร้อมนำหลักฐานที่ได้มาไปถวายทันที ส่วนทห
ระหว่างอยู่บนเรือ ชุยซืออวิ๋นใช้เวลานอกเหนือจากที่อยู่บนเตียงกับเสี่ยวอวี่เรียบเรียงรายชื่อของผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าเกลือและขนย้ายอาวุธเถื่อนในเมืองเฉิงกวนจนเสร็จเรียบร้อยยามเข้าเฝ้าเกาจงฮ่องเต้ในยามนี้จึงสามารถถวายรายงานที่เขาสรุปไว้แล้วไปพร้อมกับหลักฐานตัวจริงที่หาพบในจวนนายอำเ
ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว เอื้อมมือไปดึงกางเกงซับในของนางลงมากองที่หน้าขาชุยซือจิ้งให้ความร่วมมือด้วยการชันตัวให้เขาปลดเปลื้องอาภรณ์ที่ขวางกั้นความแนบชิด ทั้งยังล้วงมือน้อยเข้าไปรวบกำแก่นกายของเขาแล้วดึงมันออกมาจากใต้ร่มผ้าอย่างกล้าหาญสะโพกสอบของหลิวเยี่ยนกระตุกอย่างแรงเมื่อมือนุ่มสัมผัสกับท่อนลำกลาง












ความคิดเห็น