LOGINชุยซือจิ้งมองเห็นเพลิงรัญจวนที่ยังไม่มอดสนิทในดวงตาของหลิวเยี่ยน
ไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ความกดดัน ไม่ต่างกับแววตาลุ่มลึกและมืดดำที่จับจ้องมองนิ่งๆ โดยไม่เอ่ยคำแต่สามารถปั่นป่วนกวนใจคนได้อย่างร้ายกาจ
วินาทีที่สบตากัน ชุยซือจิ้งลืมไปแล้วว่านางกำลังจะทำอะไรหรือควรทำตัวเช่นไร จนกระทั่งเสียงดังกังวานของเด็กสาวหน้าห้องหนังสือลอดผ่านบานประตูเข้ามาอีกครั้ง
“คุณหนูเจ้าขา ท่านอย่าได้หักโหมจนท้องกิ่วนะเจ้าคะ วันนี้โรงครัวทำอาหารที่ท่านชอบทั้งนั้นเลย”
“อื้ม...” ชุยซือจิ้งขานรับคำหนึ่งพลางเบือนหน้าหลบสายตาของหลิวเยี่ยน
“คุณหนูให้ข้าเข้าไปจัดสำรับให้ท่านเลยหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
แม้น้ำเสียงจะสงบมั่นคง แต่แววตื่นตระหนกวาบผ่านดวงตาชุยซือจิ้งทันทีที่ได้ยินคำถามของสาวใช้ตัวน้อย ทำให้หลิวเยี่ยนที่ยังจ้องมองนางไม่วางตาลอบยิ้มอย่างเอ็นดู
ระหว่างที่นางตอบโต้กับสาวใช้ประจำตัว หลิวเยี่ยนสวมเสื้อกลับคืนอย่างไม่รีบไม่ร้อน
“ยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะ” เสี่ยวตานกล่าวต่ออย่างฉาดฉาน “พี่เสี่ยวอวี่กลับมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่คุณชายใหญ่ส่งคนมาบอกให้นางไปทำธุระที่ร้านหนังสือ นางบอกว่าเสร็จเรื่องแล้วจะมาพบคุณหนูที่เรือนเจ้าค่ะ”
สิ่งที่ได้รับรายงานทำให้ชุยซือจิ้งนิ่วหน้าพลางครุ่นคิดว่าเหตุใดพี่ชายจึงไหว้วานเสี่ยวอวี่แทนที่จะสั่งการกับบ่าวประจำตัวของเขา
นางคาดเดาว่าคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำราหรืองานพิมพ์ เพราะเสี่ยวอวี่เป็นผู้ดูแลทั้งร้านหนังสือและโรงกระดาษซึ่งเป็นหนึ่งในกิจการของสกุลชุย จึงไม่ได้ซักถามเรื่องนี้ต่อ
“อืม ข้าทราบแล้ว ขอบใจเจ้ามาก”
เมื่อชุยซือจิ้งหันมองหลิวเยี่ยนอีกที ชายหนุ่มที่ตกอยู่ในห้วงเสน่หาเมื่อครู่กลับสู่สภาพขุนพลผู้น่าเกรงขามแล้ว
แม้หญิงสาวพยายามยืดตัวยืนตรงก็ยังสูงกว่าหลิวเยี่ยนที่นั่งบนตั่งไม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ร่างแบบบางของนางไม่อาจกดข่มบารมีของเขาได้เลย
ยิ่งนึกถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ทั้งใบหน้าและใบหูของชุยซือจิ้งก็ร้อนผ่าวขึ้นมา รู้สึกได้ว่าบริเวณหว่างขายังเปียกชุ่ม แต่นางข่มกลั้นความอายแสร้งวางท่าสุขุม เดินไปหยิบตะกร้าอาหารที่เสี่ยวตานวางไว้ให้ที่หน้าห้องหนังสือเข้ามายังห้องปีกข้าง
มือเรียวขาวผ่องค่อยๆ จัดวางอาหารลงบนโต๊ะทีละอย่างก่อนเอ่ยเรียกหลิวเยี่ยนเสียงเบา
“ท่านมากินข้าวเถิด”
นางเตรียมน้ำสำหรับล้างมือให้เขาด้วยตัวเอง หลังจากนั้นก็ทำท่าจะผละจากไป แต่หลิวเยี่ยนคว้าข้อมือของนางเอาไว้เสียก่อน
“เจ้านั่งลง กินด้วยกันกับข้า”
“ไม่เป็นไร ข้ายังไม่หิว”
“ไม่หิวแต่ถึงเวลาที่ควรกินก็กินสักหน่อย”
หลิวเยี่ยนไม่ได้บังคับ สุ้มเสียงของเขาเจือความห่วงใย ชุยซือจิ้งจึงได้ยินยอมนั่งลง
กับข้าวบนโต๊ะมีจานเนื้อ จานผัก และน้ำแกงครบถ้วน แต่ปริมาณมากมายเหลือเฟือจนหลิวเยี่ยนเดาได้ทันทีว่านางตั้งใจเตรียมมาเผื่อเขา
รอยยิ้มปรากฏบนดวงหน้าคมคาย ทำให้แววตาคมกริบประดุจใบมีดในยามปกติดูอ่อนโยนกว่าที่เคย ในใจของขุนพลหนุ่มรู้สึกสงบสุขอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานานหลายปีแล้ว
ทว่าชุยซือจิ้งยังประหม่าไม่หายจึงนั่งเงียบอย่างอึดอัดใจ กลืนอะไรไม่ค่อยลง คนนั่งข้างจับสังเกตได้จึงเอ่ยเตือนเสียงอ่อน
“เจ้ากินให้มากกว่านี้หน่อย”
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ค่อยหิว” ชุยซือจิ้งแย้งเบาๆ “ท่านนั่นแหละ กินให้มากๆ หน่อย”
เมื่อพินิจมองหลิวเยี่ยนอย่างตั้งใจท่ามกลางแสงสว่างยามสาย ชุยซือจิ้งจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าใบหน้าของเขาซูบลงไปมากจากที่เคยเห็น
ในแววตาของหญิงสาวมีความสะทกสะท้อนใจผุดขึ้นมา ชายหนุ่มซึ่งถูกจ้องมองก็คาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรจึงเอ่ยอย่างเชื่อฟัง
“ได้…เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
มือใหญ่ของหลิวเยี่ยนขยับตะเกียบต่อไปอย่างกระตือรือร้น ชุยซือจิ้งเหม่อมองภาพตรงหน้าแล้วนึกย้อนไปถึงวันเวลาเก่าๆ อย่างห้ามใจไม่อยู่
ในอดีตนางเคยร่วมโต๊ะอาหารกับเขามาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เขาเคยแม้กระทั่งป้อนข้าวป้อนน้ำให้นางด้วยซ้ำ เพราะสกุลชุยและสกุลหลิวมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นยาวนาน
ตั้งแต่เริ่มจำความได้ นางรับรู้ว่าครอบครัวต้องโยกย้ายถิ่นฐานบ่อยๆ เพราะบ้านเมืองตกอยู่ในไฟสงคราม
แม้จะจำรายละเอียดการอพยพได้ไม่มากนัก แต่ภาพคนบาดเจ็บล้มตายตามรายทางกลับลืมเลือนได้ยาก
ระหว่างที่สกุลชุยร่วมขบวนผู้ลี้ภัยจากแดนเหนือสู่แดนใต้ โชคชะตาชักนำให้บิดามารดานางพบกับครอบครัวของแม่ทัพหลิวฉีซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต่อต้านกองกำลังชนเผ่าที่รุกรานจนราชวงศ์ปัจจุบันต้องถอยร่นลงมา
ทุกครั้งที่เกิดการรบราฆ่าฟัน แม่ทัพตระกูลหลิวจะสั่งให้ทหารจำนวนหนึ่งคอยคุ้มกันชาวบ้านที่ต้องการอพยพโยกย้าย และครอบครัวสกุลชุยมักเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มผู้ได้รับการคุ้มครองอยู่เสมอ
แม้บิดาของนางจะเป็นขุนนางเล็กๆ แต่มีรากฐานของสกุลชุยซึ่งเป็นพ่อค้าวาณิชหนุนหลัง
สิ่งที่พ่อค้าตระกูลชุยมีมากมายคือทรัพย์สินเงินทอง จึงตอบแทนแม่ทัพหลิวฉีด้วยการจัดซื้อจัดหาเสบียงหยูกยาเท่าที่จะหาได้มามอบให้กองทัพและทหารผู้กล้า
เมื่อแรกอาจเป็นการคบค้าเพราะต้องการพึ่งพาอาศัย แต่หลังจากผ่านความโหดร้ายของสงครามมาหลายปี ทั้งสองตระกูลก็ร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายครั้งจนพิสูจน์ได้ถึงน้ำใสใจจริงระหว่างกัน
‘พี่เยี่ยน’ ไม่ได้เป็นเพียงสหายของพี่ใหญ่ แต่เขายังเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้แก่เด็กน้อยช่างสงสัยเช่นนางอีกด้วย
ยามต้องรอนแรมย้ายที่อยู่ไปยังเมืองโน้นเมืองนี้ สกุลหลิวและสกุลชุยมักหาที่พำนักอยู่ใกล้กัน
พี่ชายของนางกับหลิวเยี่ยนมักขลุกอยู่ด้วยกันเสมอ ส่วนนางกับเสี่ยวอวี่ก็จะคอยตามติดพี่ชายเหมือนหางที่งอกอยู่ด้านหลัง กลายเป็นภาระมีชีวิตที่ชุยซืออวิ๋นกับหลิวเยี่ยนต้องช่วยกันดูแล
จวบจนเมืองหลวงแห่งใหม่ถูกสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการ จวนแม่ทัพสกุลหลิวที่ได้รับพระราชทานตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ไม่ไกลจากวังหลวง แต่จวนขุนนางขั้นห้าสกุลชุยอยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือ ทำให้หลังจากนั้นชุยซือจิ้งไม่ค่อยได้เจอหน้า ‘พี่เยี่ยน’ สักเท่าไหร่
ชุยซืออวิ๋นและหลิวเยี่ยนต้องเริ่มเล่าเรียนศาสตร์ต่างๆ อีกครั้งหลังจากว่างเว้นไปนานช่วงสงคราม แต่ความผูกพันทั้งสองบ้านไม่ได้จืดจางลงไป
ตอนที่หลิวเยี่ยนจากบ้านไปเป็นทหารที่ชายแดน นางยังห่วงใยเขาในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง จึงมักส่งอาหารแห้งหรือไม่ก็เสื้อผ้ากันหนาวให้เขาเป็นประจำ
เขาหายหน้าไปนานนับปี ก่อนจะกลับมาเมืองหลวงครั้งหนึ่งเพื่อร่วมพิธีปักปิ่นของนาง
ไม่คาดคิดว่าการเจอกันครั้งนั้นกลับเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนางไปอย่างสิ้นเชิง
“พอเลยหลิวเยี่ยน! ท่านอย่าได้คิดเพ้อเจ้อ!”เมื่อเห็นแววตาแฝงความนัยที่มองมา ชุยซือจิ้งพยายามเอ่ยเสียงแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ปลายเสียงยังคงสั่นไหวและเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา“ข้าคิดอะไรหรือ” หลิวเยี่ยนยิ้มอย่างยอกย้อน “อย่างไรที่เรียกว่าเพ้อเจ้อ”เพราะรู้ว่าพูดออกไปมีแต่จะเข้าเนื้อ ชุยซือจิ้งจึงเลือกตอบโต้ด้วยความเงียบสายตาของหลิวเยี่ยนที่มองมาเหมือนมีเปลวเพลิงขุมหนึ่งอยู่ข้างใน ชุยซือจิ้งถูกจ้องจนกระสับกระส่ายนั่งไม่ติด จึงคิดหาข้ออ้างในการจากไป“ไม่รบกวนท่านแล้วดีกว่า ข้าขอตัวไปจัดการเรื่องในเรือนก่อน แต่ข้าออกคำสั่งไม่ให้ใครเข้ามารบกวนห้องหนังสือแล้ว ท่านวางใจได้ พักผ่อนให้สบายเถอะ”“อืม” หลิวเยี่ยนพยักหน้ารับความห่วงใยแต่โดยดี “ขอบใจอาจิ้งมาก”แม้ข้างในใจยังร้อนรุ่มด้วยเพลิงปรารถนา แต่หลิวเยี่ยนยอมปล่อยให้ชุยซือจิ้งรอดตัวไปก่อนขุนพลหนุ่มรู้สึกได้ว่าตัวเองเหนื่อยล้าเต็มที ไม่เพียงแต่ต้องรีบเร่งเดินทางทั้งที่ยังไม่หายดี พอมาถึงเรือนตระกูลชุยก็ยังไม่มีโอกาสได้พักดีๆ เช่นกัน เพราะต้องพูดคุยเรื่องสำคัญกับชุยซืออวิ๋นให้ชัดเจนเสียก่อนแม้ไม่ได้พบหน้ากันนานเพราะเขากับชุยซืออวิ๋น
ชุยซือจิ้งไม่คิดว่าผ่านไปสามปีนางจะมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะอาหารกับหลิวเยี่ยนอีกครั้งหลังจากถูกเขาตัดรอนซึ่งหน้าในค่ายทหาร ชุยซือจิ้งซมซานคืนสู่ตระกูลชุยด้วยหัวใจแตกร้าวเมื่อต้องเสียน้ำตาหลายรอบและสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบงันไร้น้ำใจ นางก็เลิกตอแยเขา ไม่ส่งข้าวของใดไปให้หลิวเยี่ยนเป็นพิเศษอีกมีเพียงเสบียงอาหารกับหยูกยาจำเป็นที่ยังคงถูกส่งให้ทหารในกองทัพเหมือนเดิม ส่วนข่าวคราวเกี่ยวกับชายแดนหลังจากนั้นก็ไม่เรียกให้บ่าวสอดแนมมารายงานเป็นประจำเหมือนแต่ก่อนแต่แล้วหลิวเยี่ยนที่มีเลือดเนื้อก็มาปรากฏตัวตรงหน้าในวันที่นางละทิ้งความหวังไปไม่รู้ว่าสายตาของนางที่เหม่อมองเขาบ่งบอกความในใจ หรือหลิวเยี่ยนทำตัวเป็นพยาธิในท้องเดาใจนางได้อย่างถูกจังหวะ เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ หลังกินอาหารเสร็จและกลั้วปากด้วยชาหอมเรียบร้อยแล้ว“ยังจำวันที่ข้าส่งเจ้าออกจากค่ายได้หรือไม่”“วันใดหรือ” ชุยซือจิ้งเลิกคิ้วอย่างเสแสร้ง “ข้าจำไม่ได้แล้ว”หลิวเยี่ยนหัวเราะและเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า“วันที่เจ้ากินข้าวเคล้าน้ำตาต่อหน้าข้านั่นอย่างไร”“หึ!” ชุยซือจิ้งแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ก็บอกแล้วว่าข้าจำไม่ได้”“อืม ไม่เป็นไร
ชุยซือจิ้งยังจำได้แม่นยำว่าวันนั้นตัวเองร้องไห้จนตาบวมแทบลืมไม่ขึ้นยามที่หลิวเยี่ยนจากไป เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองกันสักครั้งหน้าห้องมีเพียงเสี่ยวอวี่ที่นั่งรอนางอยู่อย่างอดทนและเป็นคนหยิบหมวกม่านแพรมาสวมให้นางเพื่อปิดบังดวงหน้าเปื้อนคราบน้ำตาตอนเดินออกไปขึ้นรถม้ากลับจวนเมื่อราวสองชั่วยามให้หลังหัวใจอ่อนไหวของเด็กสาวบอบช้ำเมื่อถูกชายหนุ่มที่นางเห็นเป็นดังแผ่นฟ้าปฏิเสธความหวังดี แต่ชุยซือจิ้งผ่านคืนวันอันเจ็บปวดเหล่านั้นไปได้ด้วยการทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลบิดา พี่ชาย และกิจการตระกูลชุยชุยซือจิ้งมอบสัญญาขายตัวเป็นบ่าวรับใช้คืนให้เสี่ยวอวี่นานแล้ว แต่พี่สาวคนดียังยืนยันจะปรนนิบัตินางต่อไปด้วยฐานะสาวใช้ ช่วงนี้เองที่นางค่อยๆ ผลักดันให้เสี่ยวอวี่จัดการกิจธุระและดูแลร้านค้าต่างๆ แทนวันเวลาสามปีแห่งการไว้ทุกข์ให้มารดาผ่านไปอย่างช้าๆพอออกทุกข์ได้ไม่นาน บรรดาแม่สื่อเริ่มเดินเข้าออกจวนตระกูลชุยหนาตา เพราะทั้งพี่ชายและตัวนางอยู่ในวัยที่ควรออกเรือนด้วยกันทั้งคู่อีกทั้งชุยซืออวิ๋นในยามนั้นสอบผ่านเป็นบัณฑิตทั่นฮวาได้แล้ว นับว่าการใช้เวลาไว้ทุกข์สามปีทบทวนตำราของพี่ชายไม่เสียเปล่า ส่วนชุยซ
เมื่อมารดาจากไป ชุยซือจิ้งต้องรับหน้าที่นายหญิงคนใหม่ของตระกูลชุยไปโดยปริยายนางเป็นคนเฉลียวฉลาด เรียนรู้ไว การดูแลจัดการเรือนให้บิดาผู้เป็นขุนนางขั้นห้าไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดูแลกิจการร้านค้าที่มารดาและบิดาได้รับสืบทอดจากตระกูลเดิมต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะไม่ได้มีแค่เรื่องร้านค้าที่นาเรือกสวนที่นางต้องดูแล แต่นางต้องรับรู้ความเป็นไปของเครือข่ายอำนาจและตระกูลผู้มีอิทธิพล รวมถึงทิศทางการทำการค้าในพื้นที่แต่ละแห่งที่มีกิจการของสกุลชุยตั้งอยู่ด้วยภาระหน้าที่นี้ทำให้ชุยซือจิ้งต้องรับรู้เรื่องราวมากมายที่คุณหนูในห้องหอไม่ควรรู้ก่อนเวลาอันควรหากเป็นเรื่องราวประเภทเรือนใดมีอนุคนใหม่แล้วถูกภรรยาเอกจัดการด้วยวิธีการต่างๆ ชุยซือจิ้งยังพอจะแสร้งรับฟังและปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆแต่เรื่องที่นางได้ยินแล้วตื่นตระหนกในใจคือข่าวคราวที่ฮูหยินแม่ทัพหลายคนต้องเก็บเนื้อเก็บตัวเพราะสามีของพวกนางถูกวังหลวงเพ่งเล็งแม้ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ แต่บิดาที่ต้องพักงานชั่วคราวและพี่ชายซึ่งกำลังเตรียมตัวสอบบัณฑิตทำให้จวนตระกูลชุยไม่อาจตัดขาดจากข่าวคราวภายนอกได้เมื่อบ่าวที่นางสั่งให้สอดแนมความเป็นไปในเมืองหลวงมาราย
พิธีปักปิ่นชุยซือจิ้งปีนั้นไม่ได้จัดใหญ่โต มีเพียงคนในครอบครัวและผู้ใหญ่ที่เคารพมาร่วมงานฮูหยินแม่ทัพหลิวเป็นหนึ่งในผู้ให้เกียรติมาร่วมพิธีช่วงปักปิ่น ส่วนหลิวเยี่ยนติดตามแม่ทัพหลิวมาร่วมงานเลี้ยงซึ่งจัดขึ้นหลังจากนางรวบผมปักปิ่นแล้วชุยซือจิ้งไม่ได้พบหน้าหลิวเยี่ยนนานนับปี เมื่อได้พบเขาอีกครั้งในงานเลี้ยงจึงนิ่งงันด้วยความคาดไม่ถึงเหตุเพราะ ‘พี่เยี่ยน’ ในความทรงจำของชุยซือจิ้งคือเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาด ดวงตายาวรีคมปลาบมีรอยยิ้มเจืออยู่ในนั้นเสมอทว่า ‘นายกองหลิวเยี่ยน’ ที่เพิ่งกลับจากชายแดนกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงกำยำ ผิวถูกบ่มด้วยไอแดด ทั้งยังแผ่กลิ่นอายเยียบเย็นผลักไสให้คนออกห่าง ยามสบตากันมองเห็นแต่ดวงตาสีดำเข้มที่คาดเดาอารมณ์ไม่ออกหากเขาไม่ส่งยิ้มอ่อนโยนที่คุ้นตาให้กันก่อน ชุยซือจิ้งคงไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปทักทายหลังพิธีปักปิ่นของนาง หลิวเยี่ยนรั้งอยู่ในเมืองหลวงนานนับเดือน ทั้งยังแวะเวียนมาหาชุยซืออวิ๋นอยู่บ่อยๆท่าทีของเขาที่มีต่อเด็กสาววัยปักปิ่นอย่างนางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาสงวนท่าทีและอยู่ห่างจากนางอย่างน้อยสองสามก้าวเสมอแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดหัวใจของชุยซือจิ้
ชุยซือจิ้งมองเห็นเพลิงรัญจวนที่ยังไม่มอดสนิทในดวงตาของหลิวเยี่ยนไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ความกดดัน ไม่ต่างกับแววตาลุ่มลึกและมืดดำที่จับจ้องมองนิ่งๆ โดยไม่เอ่ยคำแต่สามารถปั่นป่วนกวนใจคนได้อย่างร้ายกาจวินาทีที่สบตากัน ชุยซือจิ้งลืมไปแล้วว่านางกำลังจะทำอะไรหรือควรทำตัวเช่นไร จนกระทั่งเสียงดังกังวานของเด็กสาวหน้าห้องหนังสือลอดผ่านบานประตูเข้ามาอีกครั้ง“คุณหนูเจ้าขา ท่านอย่าได้หักโหมจนท้องกิ่วนะเจ้าคะ วันนี้โรงครัวทำอาหารที่ท่านชอบทั้งนั้นเลย”“อื้ม...” ชุยซือจิ้งขานรับคำหนึ่งพลางเบือนหน้าหลบสายตาของหลิวเยี่ยน“คุณหนูให้ข้าเข้าไปจัดสำรับให้ท่านเลยหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวข้าจัดการเอง”แม้น้ำเสียงจะสงบมั่นคง แต่แววตื่นตระหนกวาบผ่านดวงตาชุยซือจิ้งทันทีที่ได้ยินคำถามของสาวใช้ตัวน้อย ทำให้หลิวเยี่ยนที่ยังจ้องมองนางไม่วางตาลอบยิ้มอย่างเอ็นดูระหว่างที่นางตอบโต้กับสาวใช้ประจำตัว หลิวเยี่ยนสวมเสื้อกลับคืนอย่างไม่รีบไม่ร้อน“ยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะ” เสี่ยวตานกล่าวต่ออย่างฉาดฉาน “พี่เสี่ยวอวี่กลับมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่คุณชายใหญ่ส่งคนมาบอกให้นางไปทำธุระที่ร้านหนังสือ นางบอกว่าเสร็จเรื่







