LOGINขวดยาและผ้าสะอาดคือสิ่งที่ชุยซือจิ้งมีติดเรือนไว้เสมอ นับเป็นความเคยชินตั้งแต่เด็ก
นางยังเคยทำแผลให้หลิวเยี่ยนและพี่ใหญ่ตั้งหลายครั้งหลายหน
เพราะก่อนที่คุณชายชุยซืออวิ๋นจะมุ่งมั่นอ่านตำราสอบเป็นบัณฑิตหลวง เขาเคยมีความใฝ่ฝันจะเข้าร่วมกองทัพพิทักษ์แผ่นดินมาก่อน เด็กหนุ่มเลือดร้อนสองคนที่เติบโตมาด้วยกันจึงมักต่อยตีกันโดยอ้างว่าฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายจนได้เลือดอยู่บ่อยๆ
เมื่อได้สิ่งของที่จำเป็นแล้วชุยซือจิ้งมุ่งไปยังห้องหนังสือของพี่ชายและสั่งเสี่ยวตานให้กำชับสาวใช้คนอื่นช่วยกันสอดส่องดูแลความเรียบร้อยภายในเรือนหลักในช่วงที่นางวุ่นวายกับการ ‘จัดระเบียบตำรา’
ห้องหนังสือยามนี้สว่างไสวต่างจากยามเช้ามืด แต่คนที่เคยซ่อนตัวอยู่หลังชั้นหนังสือกลับไม่อยู่แล้ว
ร่างบางเดินผ่านฉากบังตาเข้าไปยังห้องเล็กด้านข้างก็ยังไม่พบคน มีเพียงตั่งกว้างและเครื่องนอนวางอยู่ บ่งบอกได้ดีว่าคืนที่ผ่านมาพี่ใหญ่ของนางอยู่ที่นี่ตลอด
จากนั้นความสนใจของนางมุ่งไปยังภาพเขียนอักษรขรึมขลังที่แขวนประดับบนผนังด้านข้าง
ชุยซือจิ้งเลื่อนภาพนั้นออกและใช้มือลูบไปตามผิวเรียบของผนังด้านหลังจนกระทั่งเจอรอยต่อเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าเกือบไม่เห็น นางสอดปลายเล็บลงในร่องไม้และงัดขึ้นเบาๆ ประตูห้องลับที่ซ่อนอยู่ก็เปิดออก
ที่จริงห้องนั้นมีพื้นที่เพียงพอให้คนสักสองสามคนนั่งเบียดกันได้ แต่หลิวเยี่ยนร่างสูงใหญ่นั่งเอนหลังพิงผนังด้านหนึ่งและเหยียดขาสองข้างออกมาก็ดูจะคับแน่นห้องเสียแล้ว
“ซืออวิ๋นไม่ปิดบังเรื่องนี้กับเจ้าสินะ”
หลิวเยี่ยนเอ่ยพร้อมหรี่ตาหลบแสงจากภายนอกที่ส่องเข้ามา
“อืม” ชุยซือจิ้งรับคำเสียงเนิบ “แต่มีอีกหลายเรื่องที่พี่ใหญ่ไม่เคยบอกข้า”
หลายเรื่องที่ว่ารวมถึงการที่คนตรงหน้ามาปรากฏตัวในเรือนสกุลชุยด้วยเช่นกัน
เมื่อถูกพาดพิง หลิวเยี่ยนยิ้มและยืนยันอย่างมั่นใจ
“ไม่ช้าก็เร็วเจ้าต้องได้รู้แน่”
ดวงตาคู่งามมองเขาเพียงแวบเดียวแต่ไม่มีถ้อยคำใดตามมา ท่าทีของชุยซือจิ้งราวกับไม่อยากรู้แม้แต่นิดเดียวว่าเหตุผลของการซ่อนคนไว้ในเรือนของพี่ใหญ่นางคืออะไร
“ท่านมาที่ตั่งนี่ได้หรือไม่”
ชุยซือจิ้งเรียงข้าวของที่ต้องใช้ในการทำแผลอย่างเป็นระเบียบและเตรียมพร้อม
หลิวเยี่ยนไม่ตอบแต่ลุกขึ้นมานั่งยังตำแหน่งที่นางชี้นิ้วเมื่อครู่ จากนั้นจึงคลายสายรัดเอวและปลดเสื้อตัวนอกตัวในลงมากองที่ช่วงเอวสอบแม้ว่าชุยซือจิ้งยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ
เมื่อร่างกายท่อนบนไร้สิ่งปกคลุมยิ่งเห็นบาดแผลเด่นชัด ทั้งแผลใหม่แผลเก่าพาดผ่านซ้อนกันไม่รู้กี่รอย แววตาของชุยซือจิ้งหม่นลงอย่างไม่รู้ตัว
ถึงกระนั้นคุณหนูใหญ่สกุลชุยก็ลงมืออย่างเด็ดขาดว่องไว ยาที่ใช้กับแผลเปิดนั้นแสบแทบขาดใจแต่หลิวเยี่ยนนั่งนิ่งหลังตรงอย่างไม่สะทกสะท้าน
จนกระทั่งชุยซือจิ้งเริ่มใช้ผ้าสะอาดพันแผลให้เขาใหม่ กล้ามเนื้อตึงแน่นของหลิวเยี่ยนถึงได้แข็งเกร็งขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
“ข้ามือหนักไปหรือ”
“ไม่...” หลิวเยี่ยนปฏิเสธด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“นั่นสิ” ชุยซือจิ้งพึมพำกับตัวเอง “ใช่ว่าจะไม่เคยสักหน่อย”
...ไม่ได้ทำแผลให้ใครมาหลายปี ฝีมือของนางคงยังไม่ตกหรอกกระมัง…
แม้ประโยคนั้นของชุยซือจิ้งจะแผ่วเบา แต่หลิวเยี่ยนได้ยินไม่ตกหล่นสักคำเดียว
...จะเหมือนกันได้อย่างไรเล่า... เขาคิดในใจก่อนหลับตาอย่างปลงๆ
วันวานที่คุณหนูใหญ่สกุลชุยเคยช่วยใส่ยาพันแผลให้ ‘พี่ใหญ่’ และ ‘พี่เยี่ยน’ ที่ต่อยตีแลกเปลี่ยนทักษะยุทธ์ห่างไกลจากยามนี้ราวกับผ่านพ้นไปแล้วหนึ่งชาติ
ยามนั้น ‘อาจิ้ง’ เป็นเพียงเด็กน้อยผอมบางไม่รู้ประสาอันใด มีเพียงน้ำใสใจจริงที่ห่วงใยพี่ชายทั้งสองคน เมื่อนางนึกอยากรับบทบาท ‘ท่านหมอ’ เขากับชุยซืออวิ๋นจะปฏิเสธได้อย่างไร
ต่างจากคุณหนูใหญ่ชุยซือจิ้งในวันนี้ที่เอวบางอ้อนแอ้น แถมเนื้อตัวยังหอมกรุ่น ผิวกายนุ่มนิ่มชุ่มฉ่ำเหมือนจะคั้นน้ำได้ น่ากัดชิมสักหลายคำ
ท่าทีระมัดระวังยามนางผ่อนน้ำหนักมือเพราะเกรงเขาจะเจ็บตัวเพิ่มชวนให้คันยุบยิบข้างในใจ และกรุ่นอายลมหายใจแผ่วที่รินรดกายแกร่งในทุกจังหวะที่นางโน้มตัวเข้าใกล้เพื่อพันผ้ารอบบาดแผลซึ่งล้วนอยู่ในจุดอ่อนไหวก็ยิ่งทำให้บรรยากาศคลุมเครือเข้าไปใหญ่
ถึงแม้หลิวเยี่ยนจะเก็บสีหน้าได้อย่างแนบเนียนเพียงไรก็ไม่อาจปิดบังปฏิกิริยาทางร่างกายที่ตอบสนองต่อความเย้ายวนเบื้องหน้าอย่างซื่อสัตย์ยิ่งกว่าคำพูด
เส้นเลือดข้างลำคอของหลิวเยี่ยนปูดนูนขึ้นมา เช่นเดียวกับมือสองข้างที่กำแน่นจนข้อนิ้วแทบซีดขาว ชุยซือจิ้งมัดปมเก็บปลายผ้าพันแผลเรียบร้อยจึงเพิ่งสังเกตเห็น
“ท่าน...เป็นอะไรหรือไม่”
นางเอ่ยถามอย่างลังเล อาการของหลิวเยี่ยนเหมือนคนที่กำลังทรมานและข่มกลั้นบางอย่าง
“อีกสักครู่น่าจะดีขึ้น” หลิวเยี่ยนตอบเสียงแหบพร่า
จวบจนชุยซือจิ้งมองเห็นลูกกระเดือกของหลิวเยี่ยนขยับขึ้นลงพร้อมอาการกลืนน้ำลาย จึงค่อยรู้สึกตัวว่านางเข้าใกล้ร่างสูงใหญ่มากเกินไปแล้ว ...เขาแผ่รังสีที่ให้ความรู้สึกอันตรายอย่างยิ่ง...
ชุยซือจิ้งมีสีหน้าตื่นตระหนกและผงะถอยหลังแทบจะทันที ติดที่มือใหญ่ของหลิวเยี่ยนรวบกระชับบั้นเอวนางรั้งเข้าหาตัวเขาอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน
แววตาของหลิวเยี่ยนที่หลุบมองชุยซือจิ้งดูลึกล้ำดำมืดราวบ่อน้ำที่ไร้ก้นบึ้ง สะกดให้นางนิ่งงันไม่อาจขยับตัว ทำได้เพียงจ้องมองเขาอย่างทึ่มทื่อ
ใบหน้าที่ประทับในความทรงจำของชุยซือจิ้งโน้มต่ำลงมาหากันอย่างช้าๆ มือที่ตรึงลำตัวนางร้อนผ่าวราวกับจะลวกผิวเนื้ออ่อนๆ ใต้ชั้นเสื้อผ้าจนชุยซือจิ้งพลอยรู้สึกปากคอแห้งผากตามไปด้วย
“รู้หรือไม่” ลมหายใจของหลิวเยี่ยนหนักหน่วงขึ้นทุกที “ไม่มีวันใดที่ข้าไม่คิดถึงเจ้า”
คำว่า ‘คิดถึง’ ทำให้หน้ากากอันเย็นชาที่คุณหนูใหญ่สกุลชุยใช้ปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ เพราะสิ่งที่ได้ยินเหมือนค้อนทุบลงบนแผ่นน้ำแข็งซึ่งก่อตัวอย่างเบาบางบนผิวลำธารเมื่อแรกเริ่มฤดูหนาว
...แม้จะดูเยือกเย็นแหลมคม แต่หาได้แน่นหนามั่นคงอันใด...
ไอร้อนชื้นรื้นขึ้นมาในดวงตาเมล็ดซิ่ง หลิวเยี่ยนใช้ท้องนิ้วเกลี่ยน้ำตาหยดนั้นของนางจนเหือดแห้ง
“ท่าน...” พอเอ่ยปากชุยซือจิ้งก็หลุดเสียงสะอื้นออกมาด้วย “กล้าดีอย่างไร!”
…กล้าดีอย่างไรที่ทำเป็นไม่สนใจไยดีแล้วจู่ๆ ก็มาแสดงท่าทีอ่อนโยนจนข้ามีน้ำตาอีกครั้ง...
“พอเลยหลิวเยี่ยน! ท่านอย่าได้คิดเพ้อเจ้อ!”เมื่อเห็นแววตาแฝงความนัยที่มองมา ชุยซือจิ้งพยายามเอ่ยเสียงแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ปลายเสียงยังคงสั่นไหวและเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา“ข้าคิดอะไรหรือ” หลิวเยี่ยนยิ้มอย่างยอกย้อน “อย่างไรที่เรียกว่าเพ้อเจ้อ”เพราะรู้ว่าพูดออกไปมีแต่จะเข้าเนื้อ ชุยซือจิ้งจึงเลือกตอบโต้ด้วยความเงียบสายตาของหลิวเยี่ยนที่มองมาเหมือนมีเปลวเพลิงขุมหนึ่งอยู่ข้างใน ชุยซือจิ้งถูกจ้องจนกระสับกระส่ายนั่งไม่ติด จึงคิดหาข้ออ้างในการจากไป“ไม่รบกวนท่านแล้วดีกว่า ข้าขอตัวไปจัดการเรื่องในเรือนก่อน แต่ข้าออกคำสั่งไม่ให้ใครเข้ามารบกวนห้องหนังสือแล้ว ท่านวางใจได้ พักผ่อนให้สบายเถอะ”“อืม” หลิวเยี่ยนพยักหน้ารับความห่วงใยแต่โดยดี “ขอบใจอาจิ้งมาก”แม้ข้างในใจยังร้อนรุ่มด้วยเพลิงปรารถนา แต่หลิวเยี่ยนยอมปล่อยให้ชุยซือจิ้งรอดตัวไปก่อนขุนพลหนุ่มรู้สึกได้ว่าตัวเองเหนื่อยล้าเต็มที ไม่เพียงแต่ต้องรีบเร่งเดินทางทั้งที่ยังไม่หายดี พอมาถึงเรือนตระกูลชุยก็ยังไม่มีโอกาสได้พักดีๆ เช่นกัน เพราะต้องพูดคุยเรื่องสำคัญกับชุยซืออวิ๋นให้ชัดเจนเสียก่อนแม้ไม่ได้พบหน้ากันนานเพราะเขากับชุยซืออวิ๋น
ชุยซือจิ้งไม่คิดว่าผ่านไปสามปีนางจะมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะอาหารกับหลิวเยี่ยนอีกครั้งหลังจากถูกเขาตัดรอนซึ่งหน้าในค่ายทหาร ชุยซือจิ้งซมซานคืนสู่ตระกูลชุยด้วยหัวใจแตกร้าวเมื่อต้องเสียน้ำตาหลายรอบและสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบงันไร้น้ำใจ นางก็เลิกตอแยเขา ไม่ส่งข้าวของใดไปให้หลิวเยี่ยนเป็นพิเศษอีกมีเพียงเสบียงอาหารกับหยูกยาจำเป็นที่ยังคงถูกส่งให้ทหารในกองทัพเหมือนเดิม ส่วนข่าวคราวเกี่ยวกับชายแดนหลังจากนั้นก็ไม่เรียกให้บ่าวสอดแนมมารายงานเป็นประจำเหมือนแต่ก่อนแต่แล้วหลิวเยี่ยนที่มีเลือดเนื้อก็มาปรากฏตัวตรงหน้าในวันที่นางละทิ้งความหวังไปไม่รู้ว่าสายตาของนางที่เหม่อมองเขาบ่งบอกความในใจ หรือหลิวเยี่ยนทำตัวเป็นพยาธิในท้องเดาใจนางได้อย่างถูกจังหวะ เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ หลังกินอาหารเสร็จและกลั้วปากด้วยชาหอมเรียบร้อยแล้ว“ยังจำวันที่ข้าส่งเจ้าออกจากค่ายได้หรือไม่”“วันใดหรือ” ชุยซือจิ้งเลิกคิ้วอย่างเสแสร้ง “ข้าจำไม่ได้แล้ว”หลิวเยี่ยนหัวเราะและเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า“วันที่เจ้ากินข้าวเคล้าน้ำตาต่อหน้าข้านั่นอย่างไร”“หึ!” ชุยซือจิ้งแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ก็บอกแล้วว่าข้าจำไม่ได้”“อืม ไม่เป็นไร
ชุยซือจิ้งยังจำได้แม่นยำว่าวันนั้นตัวเองร้องไห้จนตาบวมแทบลืมไม่ขึ้นยามที่หลิวเยี่ยนจากไป เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองกันสักครั้งหน้าห้องมีเพียงเสี่ยวอวี่ที่นั่งรอนางอยู่อย่างอดทนและเป็นคนหยิบหมวกม่านแพรมาสวมให้นางเพื่อปิดบังดวงหน้าเปื้อนคราบน้ำตาตอนเดินออกไปขึ้นรถม้ากลับจวนเมื่อราวสองชั่วยามให้หลังหัวใจอ่อนไหวของเด็กสาวบอบช้ำเมื่อถูกชายหนุ่มที่นางเห็นเป็นดังแผ่นฟ้าปฏิเสธความหวังดี แต่ชุยซือจิ้งผ่านคืนวันอันเจ็บปวดเหล่านั้นไปได้ด้วยการทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลบิดา พี่ชาย และกิจการตระกูลชุยชุยซือจิ้งมอบสัญญาขายตัวเป็นบ่าวรับใช้คืนให้เสี่ยวอวี่นานแล้ว แต่พี่สาวคนดียังยืนยันจะปรนนิบัตินางต่อไปด้วยฐานะสาวใช้ ช่วงนี้เองที่นางค่อยๆ ผลักดันให้เสี่ยวอวี่จัดการกิจธุระและดูแลร้านค้าต่างๆ แทนวันเวลาสามปีแห่งการไว้ทุกข์ให้มารดาผ่านไปอย่างช้าๆพอออกทุกข์ได้ไม่นาน บรรดาแม่สื่อเริ่มเดินเข้าออกจวนตระกูลชุยหนาตา เพราะทั้งพี่ชายและตัวนางอยู่ในวัยที่ควรออกเรือนด้วยกันทั้งคู่อีกทั้งชุยซืออวิ๋นในยามนั้นสอบผ่านเป็นบัณฑิตทั่นฮวาได้แล้ว นับว่าการใช้เวลาไว้ทุกข์สามปีทบทวนตำราของพี่ชายไม่เสียเปล่า ส่วนชุยซ
เมื่อมารดาจากไป ชุยซือจิ้งต้องรับหน้าที่นายหญิงคนใหม่ของตระกูลชุยไปโดยปริยายนางเป็นคนเฉลียวฉลาด เรียนรู้ไว การดูแลจัดการเรือนให้บิดาผู้เป็นขุนนางขั้นห้าไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดูแลกิจการร้านค้าที่มารดาและบิดาได้รับสืบทอดจากตระกูลเดิมต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะไม่ได้มีแค่เรื่องร้านค้าที่นาเรือกสวนที่นางต้องดูแล แต่นางต้องรับรู้ความเป็นไปของเครือข่ายอำนาจและตระกูลผู้มีอิทธิพล รวมถึงทิศทางการทำการค้าในพื้นที่แต่ละแห่งที่มีกิจการของสกุลชุยตั้งอยู่ด้วยภาระหน้าที่นี้ทำให้ชุยซือจิ้งต้องรับรู้เรื่องราวมากมายที่คุณหนูในห้องหอไม่ควรรู้ก่อนเวลาอันควรหากเป็นเรื่องราวประเภทเรือนใดมีอนุคนใหม่แล้วถูกภรรยาเอกจัดการด้วยวิธีการต่างๆ ชุยซือจิ้งยังพอจะแสร้งรับฟังและปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆแต่เรื่องที่นางได้ยินแล้วตื่นตระหนกในใจคือข่าวคราวที่ฮูหยินแม่ทัพหลายคนต้องเก็บเนื้อเก็บตัวเพราะสามีของพวกนางถูกวังหลวงเพ่งเล็งแม้ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ แต่บิดาที่ต้องพักงานชั่วคราวและพี่ชายซึ่งกำลังเตรียมตัวสอบบัณฑิตทำให้จวนตระกูลชุยไม่อาจตัดขาดจากข่าวคราวภายนอกได้เมื่อบ่าวที่นางสั่งให้สอดแนมความเป็นไปในเมืองหลวงมาราย
พิธีปักปิ่นชุยซือจิ้งปีนั้นไม่ได้จัดใหญ่โต มีเพียงคนในครอบครัวและผู้ใหญ่ที่เคารพมาร่วมงานฮูหยินแม่ทัพหลิวเป็นหนึ่งในผู้ให้เกียรติมาร่วมพิธีช่วงปักปิ่น ส่วนหลิวเยี่ยนติดตามแม่ทัพหลิวมาร่วมงานเลี้ยงซึ่งจัดขึ้นหลังจากนางรวบผมปักปิ่นแล้วชุยซือจิ้งไม่ได้พบหน้าหลิวเยี่ยนนานนับปี เมื่อได้พบเขาอีกครั้งในงานเลี้ยงจึงนิ่งงันด้วยความคาดไม่ถึงเหตุเพราะ ‘พี่เยี่ยน’ ในความทรงจำของชุยซือจิ้งคือเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาด ดวงตายาวรีคมปลาบมีรอยยิ้มเจืออยู่ในนั้นเสมอทว่า ‘นายกองหลิวเยี่ยน’ ที่เพิ่งกลับจากชายแดนกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงกำยำ ผิวถูกบ่มด้วยไอแดด ทั้งยังแผ่กลิ่นอายเยียบเย็นผลักไสให้คนออกห่าง ยามสบตากันมองเห็นแต่ดวงตาสีดำเข้มที่คาดเดาอารมณ์ไม่ออกหากเขาไม่ส่งยิ้มอ่อนโยนที่คุ้นตาให้กันก่อน ชุยซือจิ้งคงไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปทักทายหลังพิธีปักปิ่นของนาง หลิวเยี่ยนรั้งอยู่ในเมืองหลวงนานนับเดือน ทั้งยังแวะเวียนมาหาชุยซืออวิ๋นอยู่บ่อยๆท่าทีของเขาที่มีต่อเด็กสาววัยปักปิ่นอย่างนางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาสงวนท่าทีและอยู่ห่างจากนางอย่างน้อยสองสามก้าวเสมอแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดหัวใจของชุยซือจิ้
ชุยซือจิ้งมองเห็นเพลิงรัญจวนที่ยังไม่มอดสนิทในดวงตาของหลิวเยี่ยนไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ความกดดัน ไม่ต่างกับแววตาลุ่มลึกและมืดดำที่จับจ้องมองนิ่งๆ โดยไม่เอ่ยคำแต่สามารถปั่นป่วนกวนใจคนได้อย่างร้ายกาจวินาทีที่สบตากัน ชุยซือจิ้งลืมไปแล้วว่านางกำลังจะทำอะไรหรือควรทำตัวเช่นไร จนกระทั่งเสียงดังกังวานของเด็กสาวหน้าห้องหนังสือลอดผ่านบานประตูเข้ามาอีกครั้ง“คุณหนูเจ้าขา ท่านอย่าได้หักโหมจนท้องกิ่วนะเจ้าคะ วันนี้โรงครัวทำอาหารที่ท่านชอบทั้งนั้นเลย”“อื้ม...” ชุยซือจิ้งขานรับคำหนึ่งพลางเบือนหน้าหลบสายตาของหลิวเยี่ยน“คุณหนูให้ข้าเข้าไปจัดสำรับให้ท่านเลยหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวข้าจัดการเอง”แม้น้ำเสียงจะสงบมั่นคง แต่แววตื่นตระหนกวาบผ่านดวงตาชุยซือจิ้งทันทีที่ได้ยินคำถามของสาวใช้ตัวน้อย ทำให้หลิวเยี่ยนที่ยังจ้องมองนางไม่วางตาลอบยิ้มอย่างเอ็นดูระหว่างที่นางตอบโต้กับสาวใช้ประจำตัว หลิวเยี่ยนสวมเสื้อกลับคืนอย่างไม่รีบไม่ร้อน“ยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะ” เสี่ยวตานกล่าวต่ออย่างฉาดฉาน “พี่เสี่ยวอวี่กลับมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่คุณชายใหญ่ส่งคนมาบอกให้นางไปทำธุระที่ร้านหนังสือ นางบอกว่าเสร็จเรื่







