LOGINภารกิจของเธอไม่ใช่การกู้โลก แต่คือการเยียวยาครอบครัวที่กำลังแตกสลายและเปลี่ยนแปลงอนาคตอันมืดมนของตัวเอง ทว่า... เมื่อย่าผู้เป็นที่รักต้องเผชิญหน้ากับความตายเพราะระบบการแพทย์ที่ล้าสมัยและเข้าไม่ถึง ปณิธานที่แท้จริงของเธอก็ได้ถูกจุดขึ้น... เธอจะต้องสร้างระบบการช่วยเหลือที่รวดเร็วและไปถึงทุกคนได้อย่างเท่าเทียม!
View Moreเมฆฝนสีดำทะมึนรวมตัวกันเป็นก้อนมหึมาบนน่านฟ้า กดทับแนวเทือกเขาจนบรรยากาศดูอึดอัดและน่าหวาดหวั่น ลมกระโชกแรงหอบเอาม่านฝนที่หนาทึบพัดกระหน่ำใส่ทุกสรรพสิ่ง
ท่ามกลางความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยรุ่นดัดแปลงพิเศษปีกวายุ 01 กำลังต่อสู้อย่างสุดกำลังเพื่อลอยตัวนิ่งอยู่เหนือหุบเขามรณะ
ภายในห้องโดยสารที่สั่นสะเทือนอย่างไม่หยุดหย่อน แพทย์หญิงหลินเว่ยนิ่งสงบมือข้างหนึ่งของเธอกดหูฟังวิทยุสื่อสารแนบกับหูแน่นขึ้น สมาธิทั้งหมดของเธอจดจ่ออยู่กับเสียงที่ดังแทรกคลื่นสัญญาณรบกวนเข้ามาจากหลายช่องสัญญาณพร้อม ๆ กัน
ซ่า... “ทีมบราโว่... พบผู้รอดชีวิตเพิ่มอีกสองราย... ขอกำลังสนับสนุน..” ซ่า... “ความรุนแรงระดับเหลือง... กำลังลำเลียงไปจุดรวมพล...” ซ่า...
เสียงที่สับสนวุ่นวายเหล่านี้เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ที่สมองของคุณหมอสาวกำลังประกอบขึ้นเป็นภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมดเบื้องล่าง
ทันใดนั้น เสียงที่ตึงเครียดและเร่งร้อนกว่าเสียงอื่นก็ดังแทรกเข้ามาในช่องสัญญาณหลัก
“ปีกวายุ...นี่ภาคพื้นดินทีมอัลฟ่า...ได้ยินไหม เปลี่ยน!”
“ปีกวายุ 01 ได้ยินชัดเจน ว่ามาทีมอัลฟ่า” หลินเว่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแฝงความเฉียบขาด
“เรามีผู้ป่วยรหัสแดงคนที่สาม...อาการสาหัส...ความดันตก... ย้ำ...ความดันกำลังดิ่งลง! ขอคำสั่งด้วย!” เสียงของเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเจือปนด้วยความเหนื่อยหอบและความตื่นตระหนก
หลินเว่ยหลับตาลงครู่หนึ่ง ประมวลผลข้อมูลทั้งหมดในหัว ก่อนจะสั่งการกลับไปทันที “ทีมอัลฟ่า เตรียมชุดให้สารน้ำแรงดันสูง[1]กับชุดเปิดทางเดินหายใจฉุกเฉิน! ฉันกำลังส่งพิกัดหย่อนตะกร้าพยาบาลชุดที่สองให้พวกคุณในอีกเก้าสิบวินาที ปฏิบัติ!”
นิ้วเรียวของเธอละจากหูฟังมาแตะที่หน้าจอเรดาร์เพื่อส่งสัญญาณพิกัด ทุกการกระทำของเธอนั้นเต็มไปด้วยความรวดเร็ว แม่นยำและไร้ซึ่งความลังเล...
แต่แล้ว...
ตู้ม!!!
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวจากด้านหลังของเฮลิคอปเตอร์ดังขึ้นอย่างรุนแรง แรงอัดอากาศมหาศาลพุ่งเข้าใส่ห้องโดยสารราวกับพายุโหมเข้ามา และมันได้กระชากร่างของหลินเว่ยให้ กระแทกผนังอย่างรุนแรง...
โลหะแข็งอัดเข้ากับแผ่นหลังของเธอจนรู้สึกเหมือนกระดูกจะแหลก ตามมาด้วยเปลวไฟปะทุจากหางเครื่องลามเลียเข้ามาอย่างไร้ความปรานี แสงสว่างเจิดจ้าแผดเผาทุกสิ่งผสม ผสานกับเสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมแทงหูกรีดร้องแข่งกับเสียงใบพัดที่เริ่มหมุนผิดจังหวะอย่างอันตราย
“ใบพัดหางขัดข้อง! ระบบไฮดรอลิกล้มเหลว! เรากำลังจะตก!” เสียงนักบินตะโกนโต้คลื่นความตื่นตระหนกภายในห้องโดยสาร
หลินเว่ยพยายามจะยกศีรษะขึ้น แต่อาการมึนจากแรงกระแทกทำให้ภาพตรงหน้าเริ่มเบลอ ใจกลางสายตาพร่ามัวของเธอคือเปลวเพลิงที่กำลังลามเลียเข้าหาตัวเอง พร้อมกับแผ่นดินที่พุ่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไร้ความเมตตา
แต่ทว่า... ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย จิตใจของคุณหมอสาวกลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด... (ถ้าจะต้องตาย...ก็ขอให้ตายในหน้าที่ก็แล้วกัน) และแล้วทุกอย่างในห้วงความคิดของเธอก็ดับวูบ... ก่อนจะตามมาด้วยเสียงแตกของโลหะ เหลือเพียงความมืดและความว่างเปล่า
โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า แม้ร่างกายของตนจะดับสูญ ทว่าจิตวิญญาณกลับได้เดินทางไปยังอีกโลกที่ไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์
ซ่า... ซ่า... เสียงฝนโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าไม่ขาดสาย ราวกับม่านน้ำอันหนักอึ้งที่บดบังโลกทั้งใบให้จมหายไปในความเปียกปอนและกำลังปลุกสติสัมปชัญญะของหลินเว่ยให้ กลับคืนมา
แต่แล้ว... ความรู้สึกแรกที่กลับมานั้นไม่ใช่ความเจ็บปวดจากแรงกระแทก แต่เป็นความหนาวเย็นที่กัดกินเข้าถึงกระดูกสันหลังจากสายฝนเย็นเฉียบราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงลงบนผิวเนื้อที่เปลือยเปล่าของเธอ
จมูกของหญิงสาวได้กลิ่นดิน กลิ่นโคลน และกลิ่นใบไม้ชื้นแฉะลอยคลุ้งอยู่ในอากาศจนน่าเวียนหัว
“ที่ไหน...” นี่คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นในความมืดมิดของเธอ ซึ่งเจ้าตัวยังไม่รู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของตนเองอีกต่อไปแล้ว ก่อนที่หลินเว่ยจะพยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก
กระนั้นเปลือกตาของเธอก็รู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยก้อนหิน จนเธอต้องรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อขยับเปลือกตาให้เปิดออกในที่สุด
ซึ่งภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าค่อนข้างพร่าเลือน แต่ก็พอจะจับภาพได้ว่าเป็นป่าทึบในคืนที่มืดสนิท ประกอบกับมีเสียงฟ้าร้องคำรามอยู่ไม่ไกล ที่ตามมาด้วยแสงฟ้าแลบสว่างวาบขึ้นเป็นครั้งคราว เผยให้เห็นลำต้นของต้นไม้สูงใหญ่และพงหญ้าที่เปียกลู่ไปตามแรงลมฝน
อีกทั้งสถานที่ตรงนี้ไม่มีซากเฮลิคอปเตอร์... (หรือว่าฉันรอดอย่างนั้นเหรอ? แล้วทีมงานคนอื่นล่ะ?) สมองของเธอครุ่นคิดและพยายามจะขยับตัวเพื่อสำรวจร่างกายตามสัญชาตญาณของแพทย์
แต่แล้วหญิงสาวก็ต้องตกใจกับสิ่งที่ค้นพบ เพราะร่างกายนี้... มันไม่ใช่ของเธอ เนื่องจากมันเล็กมากอีกทั้งยังผอมบางและอ่อนแอจนน่าใจหาย ราวกับกิ่งไม้ที่พร้อมจะหักได้ทุกเมื่อ
ส่วนเสื้อผ้าที่สวมอยู่ก็ไม่ใช่ชุดแพทย์กู้ภัยที่เธอคุ้นเคย แต่เป็นชุดนักเรียนมัธยมต้นสีฟ้าขาวที่เก่าและซีดจางเปียกโชกไปด้วยน้ำฝนและเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน
“นี่มันอะไรกัน” เธอถามกับตัวเองเมื่อมองดูมือทั้งสองข้างที่ก็ดูเล็กและบอบบาง ไม่มีร่องรอยของความกร้านจากการทำงานหนัก ไม่มีแผลเป็นจากการที่ได้มาจากการฝึกซ้อม
ทันใดนั้นเอง... ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอระลอกหนึ่งก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำหลาก
ภาพกระดาษข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ที่มีวงกลมสีแดงกากบาทอยู่หลายจุด คะแนนตัวแดงที่ต่ำจนน่าใจหาย...
เสียงตัดพ้อของผู้เป็นแม่ “ทำไมลูกไม่ตั้งใจเหมือนน้องเขาบ้าง...แล้วจะสอบเข้าโรงเรียนดี ๆ ในเมืองได้ยังไง”
สายตาผิดหวังของผู้เป็นพ่อที่มองมาอย่างเงียบงันแต่กลับทิ่มแทงยิ่งกว่าคำพูด
ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ อับอาย และสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่จิตใจของหลินเว่ยอย่างรุนแรง นี่คือความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิม... ไป๋เหวินซี เด็กหญิงวัย 14 ปีที่วิ่งหนีออกจากบ้านมากลางสายฝนเพราะรับความผิดหวังเรื่องผลการเรียนไม่ไหว เธอวิ่งมาเรื่อย ๆ จนมาล้มลงที่นี่... และไม่ได้สติขึ้นมาอีกเลย
จนกระทั่งตอนนี้ที่ร่างวิญญาณได้แปรเปลี่ยนเป็นหลินเว่ยเข้ามาแทนที่... จิตวิญญาณของแพทย์สาวเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงก่อนที่เจ้าตัวจะหลับตาลงเพื่อพยายามจัดระเบียบข้อมูลที่ท่วมท้นอยู่ในหัว
“ฉันตายแล้ว... และดูเหมือนว่าวิญญาณของฉันจะเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กหญิงคนนี้ที่เพิ่งจะเสียชีวิตไปเพราะอาการช็อกและภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำเกินไป” เธอพึมพำอย่างไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองเผชิญอยู่นี้จะเป็นเรื่องจริง
และยังไม่ทันที่หลินเว่ยจะจับต้นชนปลายถูก... ฉับพลันก็ได้มีเสียงใส ๆ ทว่ากลับไร้ซึ่งอารมณ์ดังขึ้นในหัวของเธอ
ติ๊ง!
[กำลังเริ่มต้นระบบแพทย์อรุณรุ่ง ตรวจสอบสถานะร่างกายโฮสต์ปัจจุบัน: ไป๋เหวินซี อายุ 14 ปีสภาพร่างกาย: อ่อนแออย่างรุนแรงภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ คำแนะนำ: ต้องการความอบอุ่นและสารอาหารโดยด่วน!]
“ระบบ...งั้นเหรอ?” เธอพึมพำออกมาอีกครั้งอย่างไม่อยากเชื่อหู
ซึ่งยังไม่ทันที่เธอจะได้ประมวลผลเรื่องราวสุดประหลาดนี้ เสียงตะโกนที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความกังวลของชายคนหนึ่งก็ดังลอดผ่านม่านน้ำฝนมาแต่ไกล
“เหวินซี! เหวินซี! ลูกอยู่ไหน! ตอบพ่อหน่อยสิลูก!”
ยังไม่ทันที่เธอจะตะโกนตอบว่าอยู่ตรงไหน ร่างกายอันอ่อนแอนี้ก็ได้ล้มพับลงไปนอนกองกับพื้นดินชื้นแฉะอีกคำรบ
แสงไฟจากไฟฉายและคบไฟหลายสิบดวงส่องสะเปะสะปะไปมาท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่า ชาวบ้านจากหมู่บ้านเหิงหลงแทบทั้งหมดออกมาช่วยกันตามหาเด็กหญิงที่หายตัวไป
“แบ่งกันไปทางนั้น! ตรวจดูแถวลำธารด้วย! ระวังลื่นกันด้วยล่ะ!” เสียงของหวังเทียนหัวหน้าหมู่บ้านดังขึ้นซึ่งเขาก็คือผู้นำของการค้นหาในครั้งนี้
ใกล้กันนั้นซ่งซูเฟินผู้เป็นแม่ของเด็กหญิงกำลังร้องไห้จนแทบจะขาดใจ โดยมีหม่าซุ่ยเพื่อนบ้านร่างท้วมคอยประคองและปลอบใจอยู่ไม่ห่าง
“ใจเย็น ๆ ก่อนนะแม่เจ้าแฝด เด็กมันก็มีน้อยใจเป็นธรรมดา เดี๋ยวก็เจออย่าคิดมากไปเลย”
ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น ไป๋กั๋วเฉียงผู้เป็นพ่อของเด็กหญิงไม่ได้พูดอะไรและเขาก็เอาแต่ตะโกนเรียกชื่อลูกสาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของความหวาดกลัว
เช่นเดียวกับไป๋เหวินหยางน้องชายฝาแฝดของไป๋เหวินซี ที่กำลังเดินลุยโคลนตามหาพี่สาวอย่างเงียบ ๆ ในมือของเขาเองก็ถือไฟฉายดวงเล็กที่กำลังส่องไปมา
ใบหน้าของเด็กชายซีดเผือด ริมฝีปากพึมพำเสียงแผ่ว “พี่...ผมขอโทษ...” เขารู้สึกผิดที่เป็นส่วนหนึ่งของแรงกดดันที่ทำให้พี่สาวต้องเตลิดหนีมาแบบนี้ ก่อนที่เจ้าตัวจะเห็นร่างตะคุ่มอันคุ้นเคยของพีสาวที่เกิดก่อนเพียงไม่กี่นาที
“เจอแล้ว! ทางนี้! พี่อยู่ทางนี้!”
เหวินหยางตะโกนขึ้นสุดเสียง ทุกคนรีบวิ่งตามเสียงของเขาไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ที่นั่นพวกเขาก็ได้พบกับร่างของไป๋เหวินซีที่นอนขดตัวสั่นเทาอยู่กับโคนต้นไม้ ใบหน้าของเธอซีดขาวราวกับกระดาษ
“เหวินซี! ลูกพ่อ!” ไป๋กั๋วเฉียงถลาเข้าไปช้อนร่างลูกสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของร่างกายที่เปียกปอน
ในอ้อมแขนอันสั่นเทาของผู้เป็นพ่อ ดวงตาของเด็กหญิงค่อย ๆ ปรือขึ้นอย่างช้า ๆ ทว่า... แววตาที่สบกลับไปนั้นไม่ใช่แววตาที่ว่างเปล่าและสิ้นหวังของเด็กหญิงที่ผิดหวังในชีวิตอีกต่อไป
เพราะตอนนี้แววตานั้นคือแววตาของแพทย์หญิงหลินเว่ย... ผู้สุขุม เฉียบคม และเต็มไปด้วยการวิเคราะห์ แม้จะอยู่ในร่างที่อ่อนแอและสั่นสะท้านจากความหนาวเย็นก็ตามที
การเปลี่ยนแปลง... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในคืนที่พายุโหมกระหน่ำภายในหมู่บ้านกลางหุบเขาอย่างเงียบเชียบ โดยที่ยังไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า... การตื่นขึ้นของเด็กหญิงคนนี้ จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้กับท้องฟ้าของประเทศนี้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[1] การให้สารน้ำแรงดันสูง (High-pressure fluid administration/ไฮ-เพรสเชอร์ ฟลูอิด แอดมินนิสเทรชัน) หมายถึงการทำให้สารน้ำเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยด้วยอัตราที่เร็วและแรงกว่าปกติ เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดหมุนเวียนอย่างเร่งด่วน เหมาะในสถานการณ์ที่ผู้ป่วยมีภาวะช็อก (shock) หรือเสียเลือดมาก (massive hemorrhage/แมสซิฟ เฮมอริจ) จนความดันโลหิตตก
บรรยากาศยามเย็นในห้องรับแขกของบ้านรองตระกูลจ้าวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพรจีนจาง ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบ้านหลังนี้...มู่ฉิงหรือสะใภ้รองของตระกูลจ้าวและเป็นมารดาบังเกิดเกล้าของจ้าวฟางเจี้ยน กำลังนั่งยิ้มแบบฝืดเฝื่อนอยู่บนโซฟาบุหนังราคาแพง โดยมีซานซานในชุดเดรสสีพาสเทลเรียบร้อยผิดหูผิดตา นั่งบีบนวดเอาใจอยู่ด้านข้าง“คุณอามู่คะ... ซานซานทำซุปไก่ตุ๋นโสมสูตรพิเศษของคุณย่ามาฝากค่ะ เห็นช่วงนี้พี่จวินอวี่ทำงานหนัก กลับดึกทุกวัน แถมต้องวิ่งวุ่นดูแลทั้งสองบ้าน ซานซานเป็นห่วงค่ะ” เธอส่งสายตาออดอ้อน น้ำเสียงหวานหยดราวกับน้ำผึ้ง“หนูซานซานนี่น่ารักจริง ๆ เลยนะ รู้จักเอาอกเอาใจผู้ใหญ่” มู่ฉิงเอ่ยชมตามมารยาท พลางยกชาขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อนความอึดอัดในใจความจริงแล้วมู่ฉิงเอ็นดูและชื่นชมไป๋เหวินซีว่าที่หลานสะใภ้คนนี้มาก เพราะไป๋เหวินซีเป็นทั้งคนเก่งมีความสามารถและยังเคยช่วยลูกชายเธอไม่ให้ผิดพลาดตอนที่เขาไปกับหลี่เหว่ย อีกทั้งทัศนวิสัยด้านธุรกิจก็เยี่ยมเหมาะสมกับจ้าวจวินอวี่อย่างที่สุดทุกประการแต่ที่เธอต้องยอมให้ซานซานเข้ามานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ในบ้านวันนี้ ก็
หลังจากการปะทะอันดุเดือดจบลง แม้ภารกิจจะสำเร็จและจับกุมหัวหน้าผู้ก่อการร้ายได้ แต่ร่องรอยความเสียหายทั้งทางกายและทางใจยังคงหลงเหลืออยู่ ฐานปฏิบัติการชั่วคราวกลับมาสงบลงอีกครั้ง แต่เต็มไปด้วยความวุ่นวายของการลำเลียงคนเจ็บและเชลยศึกไป๋เหวินซีนั่งให้พยาบาลทำแผลถลอกตามแขนขา ใบหน้าของเธอซีดเผือดเล็กน้อย แต่ยังคงยิ้มแย้มให้กำลังใจทุกคน“พี่ซีซี... แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร?” ไป๋เหวินหยางเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง สายตาจับจ้องไปที่ไหล่ซ้ายของพี่สาวที่ดูเหมือนเธอจะพยายามเลี่ยงการขยับ “ตอนที่โดนกระชากคอเสื้อ... ไหล่หลุดหรือเปล่า?”“ไม่หรอกน่า...” ไป๋เหวินซีรีบปฏิเสธ พยายามฝืนขยับแขนให้ดู “แค่เคล็ดนิดหน่อย ประคบเย็นก็หายแล้ว... นายไปดูคนไข้เตียง 4 เถอะ อาการยังไม่นิ่ง”ไป๋เหวินหยางมองอย่างไม่วางใจ แต่ก็ยอมผละไปทำงานต่อความจริงคือ... ไหล่ของเธอเจ็บแปลบทุกครั้งที่ขยับ และที่แย่กว่านั้นคือ แผลจากการถูกกระแทกที่สีข้างตอนทิ้งตัวลงพื้นมันเริ่มเขียวช้ำเป็นวงกว้าง แต่เธอเลือกที่จะเงียบไว้เพราะไม่อยากให้เป็นภาระของทีมในช่วงเวลาที่คนเจ็บล้นมือ และไม่อยากให้ข่าวไปถึงจ
หลังจากส่งไป๋เหวินซีขึ้นเครื่องไปเรียบร้อย จ้าวจวินอวี่ก็มาเข้าบริษัทต่อเพื่อทำการประชุม... บรรยากาศภายในห้องประชุมผู้บริหารระดับสูงเต็มไปด้วยความตึงเครียด... และเงียบกริบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานจ้าวจวินอวี่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าเรียบเฉย แววตาคมกริบจ้องมองตัวเลขบนหน้าจอโปรเจกเตอร์อย่างพินิจพิเคราะห์ เขากำลังฟังรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดอย่างตั้งใจ“ยอดขายในไตรมาสนี้ถือว่าน่าพอใจครับท่านประธาน แต่...” ผู้จัดการฝ่ายการตลาดชะงักคำพูดลงกลางคัน เมื่อประตูห้องประชุมถูกเปิดออกโดยไม่มีการเคาะขออนุญาตร่างระหงของหญิงสาวในชุดเดรสรัดรูปสีแดงสดที่ดูไม่เข้ากับกาลเทศะเดินเข้ามาพร้อมแก้วกาแฟแบรนด์หรูในมือ รอยยิ้มหวานหยดย้อยปรากฏบนใบหน้า“ขอโทษที่ขัดจังหวะนะคะทุกคน ซานซานเห็นว่าประชุมกันนานแล้ว เลยซื้อกาแฟมาฝากพี่จวินอวี่กับทุกคนค่ะ”ซานซานหรือคุณหนูหลิวเดินนวยนาดเข้ามาอย่างมั่นใจ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงและเสียงซุบซิบของพนักงานที่รู้ดีว่าท่านประธานเกลียดการรบกวนการประชุมที่สุดจ้าวจวินอวี่ปรายตามองหญิงสาวเพียงแวบเดียวด้วยสายตาที่
ในขณะที่จ้าวจวินอวี่กำลังยืนรอฟังข่าวอยู่ที่ข้างเครื่องบินด้วยใจเต้นไม่เป็นส่ำอยู่ ทันใดนั้น... โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น เป็นสายจากซูจิงเหิง“อาอวี่! ข่าวดี!” เสียงของเขาแสดงความตื่นเต้น “รัฐบาลซานาลยอมเปิดช่องทางมนุษยธรรมทางอากาศเหนือน่านฟ้าของเขาให้เราเป็นเวลา 2 ชั่วโมง! พวกเขาจะหยุดยิงขีปนาวุธชั่วคราวและนำทางเครื่องบินของเราไปลงจอดที่สนามบินร้างใกล้ค่ายคาร์ยา!”“เยี่ยมมากครับอา!” จ้าวจวินอวี่กำหมัดแน่น “แต่มีข้อแม้เดียวนะ...” ซูจิงเหิงเสียงเครียดลงนิดหน่อย “ต้องเป็นเครื่องบินพลเรือนที่ไม่มีอาวุธ และต้องมีสัญลักษณ์กาชาดชัดเจน... และห้ามมีทหารติดอาวุธไปเด็ดขาด!”“ไม่มีปัญหาครับ ผมไปในนามทีมแพทย์อาสา” จ้าวจวินอวี่ ตอบรับ “กัปตันชิง! เตรียมออกเดินทาง!”อดีตนักบินกองทัพอากาศที่ผันตัวมาเป็นหัวหน้านักบินประจำตระกูลจ้าว พยักหน้ารับคำสั่ง“เครื่องพร้อมครับนายท่าน เส้นทางการบินถูกอัปโหลดเรียบร้อยแล้ว เราจะบินที่ระดับความสูงปกติเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ”ไม่นาน... หลังจากจ้าวจวินอวี่วางสายของซูจิงเหิง เครื่องบินลำเลียง Y-9 ที่มีสัญลัก





