ในที่สุด... เสียงออดเลิกเรียนก็ได้ดังขึ้น เป็นสัญญาณสิ้นสุดวันอันแสนยาวนานและวุ่นวาย บรรยากาศในห้องเรียนที่เคยตึงเครียดพลันคลายลง เด็กนักเรียนต่างเก็บข้าวของและทยอยกันเดินออกจากห้อง
ข่าวเรื่องที่ไป๋เหวินซีคนใหม่ทั้งปฐมพยาบาลเพื่อนด้วยสมุนไพรและแก้โจทย์คณิตศาสตร์สุดหินของอาจารย์หวังได้... ในตอนนี้กำลังแพร่กระจายไปทั่วโรงเรียนอย่างรวดเร็ว
จึงทำให้สายตาที่มองมาที่เธอในตอนเย็นจึงเปลี่ยนไปจากเมื่อเช้าอย่างสิ้นเชิง ที่แปรจากความดูแคลนและสงสาร กลายเป็นความประหลาดใจ ทั้งทึ่งและเคลือบแคลง
และในตอนนี้เองหลี่น่าที่ไม่ชอบหน้าของไป๋เหวินซีเท่าใดนักก็ได้เดินผ่านหน้าสองพี่น้องไป ก่อนที่หล่อนจะหยุดลงชั่วครู่แล้วปรายตามองมาที่ไป๋คนพี่อย่างไม่เป็นมิตรก่อนพร้อมกับสะบัดหน้าเดินห่างคนทั้งสองออกไปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งเด็กหญิงคนนั้นหารู้ไม่ว่าไป๋เหวินซีคนใหม่หาได้สนใจการกระทำที่เป็นเด็กเอาแต่ใจของหล่อนแต่อย่างใด “ไปกันเถอะ” เธอกล่าวชวนน้องชายที่อายุเท่ากัน
“พี่ พวกเราจะแวะไปดูจางเหว่ยหน่อยไหม ไม่รู้ว่าเขากลับไปหรือยัง”
ไป๋เหวินซีพยักหน้ารับ เพราะถึงยังไงจางเหว่ยคนนั้นหากจำไม่ผิดจากความทรงจำเขาก็เป็นเพื่อนบ้านที่ห่างออกไปไม่ไกล
และหลังจากสองพี่น้องเดินมาถึงห้องพยาบาลที่ค่อนข้างเล็กแห่งนี้ ไป๋เหวินซีก็ได้กลิ่นยาฆ่าเชื้อและแอลกอฮอล์ที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูกทันทีที่เปิดประตูเข้าไป
ภายในห้องพยาบาลนั้นเรียบง่ายเป็นอย่างมาก มีเพียงเตียงเหล็กสองสามเตียงกับตู้ยาเก่า ๆ โดยมีครูเหอ ครูพยาบาลวัยกลางคนที่ใจดีกำลังยืนจัดระเบียบสำลีและผ้าพันแผลอยู่พอดี และเมื่อเธอเห็นว่าใครเดินเข้ามาหล่อนก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม
“อ้าว ฝาแฝดตระกูลไป๋ มีอะไรเหรอจ๊ะ?”
“สวัสดีค่ะคุณครู” ไป๋เหวินซีเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ “พวกเรามาเยี่ยมจางเหว่ยค่ะ ไม่ทราบว่าอาการของเขาเป็นยังไงบ้างคะ?”
เหอซินอวี่ส่งยิ้มกว้างออกมา “พ่อของเขามารับกลับบ้านไปแล้วจ้ะ แผลไม่ลึกมากโดนเย็บไปสามเข็มก็เรียบร้อยแล้ว ครูต้องขอบใจหนูมากเลยนะไป๋เหวินซี การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่หนูทำน่ะยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะ...”
เธอหยุดพูดแล้วมองมาที่เด็กหญิงด้วยแววตาใคร่รู้ “การใช้สมุนไพรจินอิ๋นฮวาพอกแผล... หนูไปเรียนเรื่องนี้มาจากไหนกัน? เพราะครูไม่เคยเห็นเด็กรุ่นใหม่สนใจเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย”
ไป๋เหวินซีทำเพียงยิ้มบาง พร้อมกับตอบสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ “พอดีหนูไปเจอตำราสมุนไพรเก่าของปู่ทวดในห้องเก็บของมาน่ะค่ะ เลยลองนำมาอ่านดูเพราะความสนใจ”
คำตอบของเธอทำให้ไป๋เหวินหยางมีสีหน้างุนงง กระนั้นเขาก็ไม่ได้แย้งพี่สาวออกไปทำเพียงเก็บเรื่องนี้เอาไว้ในใจอย่างเงียบงัน
“ดีแล้วละจ้ะ ความรู้รอบตัวแบบนี้มีประโยชน์มากนะ” เสียงของครูเหอเอ่ยชมอย่างจริงใจ และหลังจากที่ครูเหอซักถามเธอกับน้องชายอีกเล็กน้อยหล่อนก็รีบไล่ให้สองพี่น้องกลับบ้าน เนื่องจากตอนนี้เริ่มจะเย็นมากแล้วนั่นเอง
เมื่อสองพี่น้องเดินออกมาจากโรงเรียนจนพ้นสายตาผู้คน ไป๋เหวินหยางก็ไม่ได้เก็บสิ่งที่ตนสงสัยเอาไว้อีก
“พี่... ที่บ้านเรามีตำราที่พี่บอกครูเหอด้วยอย่างนั้นเหรอ” เขาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน
เท้าของไป๋เหวินซีหยุดเดินแล้วหันไปมองหน้าน้องชายฝาแฝดอย่างตรงไปตรงมา “ไม่มีหรอก พี่อ้างไปอย่างนั้นเอง”
“อ้าว...” เหวินหยางทำหน้าไม่ถูก
“แต่หากพี่บอกนายตามตรง... นายจะเชื่อไหม” คำพูดของคนเป็นพี่พร้อมกับแววตาที่ตรงมาถึงตนเองทำให้ไป๋เหวิน หยางนิ่งไปครู่หนึ่ง เนื่องจากเขาเห็นความจริงจังและความสับสนบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในแววตาของพี่สาว ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
“ไม่ว่าพี่จะพูดอะไร... ผมพร้อมจะเชื่อ”
ไป๋เหวินซีถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวของตนออกมาเพียงครึ่งเดียว
“ตอนที่พี่สลบไปในป่าเมื่อคืนนั้น... พี่รู้สึกเหมือนได้ล่องลอยไปยังสถานที่... ที่ไกลมาก ๆ และที่นั่น ทุกอย่างแตกต่างจากที่นี่โดยสิ้นเชิง ที่นั่นมีสิ่งที่ทันสมัยมากกว่าบ้านของเราและดูเหมือนว่าจะเป็นอีกหลายสิบปีต่อจากนี้” เธอเกริ่นก่อนจะเว้นจังหวะให้น้องชายได้ประมวลผล
“ที่นั่น... พี่ได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ มากมาย ทั้งการรักษาโรคด้วยเครื่องมือที่แปลกตาทันสมัย ความรู้เรื่องสมุนไพรต่าง ๆ และยังรวมถึงความรู้ในวิชาเรียนที่พวกเราเรียนกันอยู่ตอนนี้ด้วย”
หากว่าไป๋เหวินหยางไม่เห็นกับตา เด็กชายคงจะคิดว่าสิ่งที่ได้ยินมันคือความฝัน แต่จากวันนี้ที่เขาเห็นพี่สาวทำการปฐมพยาบาลเพื่อนร่วมชั้น อีกทั้งยังสามารถทำโจทย์เลขที่ซับซ้อนได้ เจ้าตัวก็เชื่อคำพูดนี้อย่างหมดหัวใจ
ในขณะเดียวกันไป๋เหวินซีก็ได้มองเข้าไปในแววตาของเขาที่กำลังมองมาทางตน จากนั้นเธอจึงได้ขยายความเพิ่ม
“ที่แห่งนั้นซึ่งเป็นในอนาคต ทุกคนจะมีแผ่นกระจกเล็ก ๆ สี่เหลี่ยมอยู่ในมือที่สามารถพูดคุยเห็นหน้ากันได้แม้อยู่คนละเมือง และยังสามารถค้นหาความรู้ทุกอย่างในโลกได้จากแผ่นกระจกนั่นในพริบตา
ซึ่งโลกที่นั่นมันเร็วกว่า และเชื่อมถึงกันมากกว่าที่นี่เยอะ สิ่งเหล่านั้นเรียกว่ามือถือบ้าง ไอแพดบ้าง หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์ก็ทันสมัยมากกว่าตอนนี้ ซึ่งมือถือของที่นั่นเองก็ไม่เหมือนมือถือแบบในยุคนี้ที่ทั้งใหญ่และหนักนะ ในอนาคตมันจะเล็กและเบามากสามารถพกใส่กระเป๋าเสื้อหรือใส่กระเป๋ากางเกงได้เลย”
ดูเหมือนว่าคราวนี้คำพูดของคนเป็นพี่ได้ทำให้ดวงตาของน้องชายเบิกกว้างขึ้นไปอีก
“แล้วพี่ก็ไปเรียนรู้ทุกอย่างมาจากที่นั่นเหรอ?”
“ใช่! มันเหมือนกับว่าพี่ได้เข้าไปอยู่ในห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้อ่านตำราทุกเล่ม ได้เห็นการรักษาที่ล้ำสมัย... แล้วความรู้ทั้งหมดนั้นมันก็ติดอยู่ในหัวของพี่”
ในตอนนี้ไป๋เหวินหยางชักเริ่มจะอิจฉาพี่สาวขึ้นมานิด ๆ อย่างไม่รู้ตัว แต่พอเขาคิดดูอีกทีเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกันพี่สาวของตนจะได้ไม่ต้องเป็นคนคิดมากอีก
“เสี่ยวหยาง นายเชื่อเรื่องที่ฟังดูเหมือนเป็นความฝันแบบนี้ไหม” หลังสิ้นคำถามนี้ จิตวิญญาณของคุณหมอสาวยุคอนาคตก็ดูเหมือนว่าจะหายใจไม่ทั่วท้องทีเดียว
“พี่ผมบอกไปแล้วไงครับ... ว่าพี่พูดอะไรผมก็เชื่อ” เขากล่าวด้วยท่าทางแสดงความจริงจัง “เพราะพวกเราเป็นพี่น้องกัน ไม่ว่าจะตอนนี้หรืออนาคตไม่ว่าพี่พูดอะไรผมก็จะเชื่อฟังทุกอย่าง”
และดูเหมือนว่าคำพูดนี้ของเขาได้ทำให้กำแพงในใจของไป๋เหวินซีผู้มีจิตวิญญาณมาจากอนาคตได้พังทลายลง พร้อมกับความรู้สึกโดดเดี่ยวในโลกใบใหม่นี้ก็พลันหายไปจนหมดสิ้น
“ดีมากน้องชาย...” วิญญาณของคุณหมอสาวยกมือขึ้นตบบ่าของเขาเบา ๆ พูดพร้อมกับรอยยิ้มที่แสดงถึงความจริงใจอย่างที่สุด ก่อนที่เธอจะถามคำถามต่อมาที่ไป๋เหวินหยางผู้รักการเรียนจะพลาดได้เช่นไร
“แล้วนายอยากเรียนรู้เหมือนฉันไหม? ความรู้ทั้งหมดที่มี... ฉันจะสอนให้นายด้วย”
ดวงตาของไป๋เหวินหยางเบิกกว้างขึ้นทันที ความตื่นเต้นฉายชัดออกมาอย่างไม่ปิดบัง เขาแทบจะกระโดดโลดเต้นอยู่ตรงนั้นเลยทีเดียว
“จริงเหรอพี่! พี่จะสอนผมจริง ๆ เหรอ?” เขาถามย้ำอย่างไม่อยากเชื่อหู “แล้วเรื่องแผ่นกระจกนั่น...มือถือ...พี่ก็สอนได้เหรอ? รวมถึงเรื่องการแพทย์แล้วก็วิชาคณิตศาสตร์ด้วยใช่ไหม”
ไป๋เหวินซีหัวเราะออกมาเบา ๆ ซึ่งนับได้ว่าเป็นเสียงหัวเราะที่สดใสเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาในร่างนี้
“ใจเย็น ๆ สิ... เอาทีละเรื่อง”
เธอพูดพร้อมกับหยุดเดินแล้วหันไปเผชิญหน้ากับเขาตามตรง...แสงแดดยามเย็นสีทองส่องกระทบใบหน้าของคนทั้งคู่จึงทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นเป็นพิเศษ
“เรื่องมือถือมันเป็นอุปกรณ์สื่อสารอีกไม่กี่ปีนายก็ได้ใช้ ส่วนเรื่องเรียน...” คนเป็นพี่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
“เราจะเริ่มจากวิชาคณิตศาสตร์กับฟิสิกส์ก่อน ความรู้จากอนาคตจะช่วยให้เราเข้าใจหลักการพื้นฐานได้เร็วกว่าคนอื่นมาก ถ้านายเข้าใจแก่นของมันแล้ว ต่อไปไม่ว่าโจทย์จะพลิกแพลงแค่ไหนนายก็จะทำได้สบายมาก”
เหวินหยางพยักหน้ารับอย่างตั้งใจฟัง ดวงตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ
“ส่วนเรื่องสมุนไพร...” ไป๋เหวินซีเว้นจังหวะลงเล็กน้อย “พรุ่งนี้วันหยุด เราจะเริ่มบทเรียนแรกกันในป่าท้ายหมู่บ้าน ฉันจะสอนนายให้รู้จักแยกแยะพืชมีพิษกับพืชที่เป็นยา”
“สุดยอดไปเลยพี่!” นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋เหวินหยางกล้าแสดงอารมณ์ของตนออกมา
“แต่มีข้อแม้ที่สำคัญที่สุดข้อนึงนะเหวินหยาง” น้ำเสียงของเด็กหญิงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที
“เรื่องทั้งหมดที่พี่เล่าให้นายฟัง และเรื่องที่เราจะเรียนรู้กันต่อไปนี้ ต้องเป็นความลับระหว่างเราสองคนเท่านั้น ห้ามบอกพ่อแม่หรือแม้แต่ย่าเด็ดขาด นายทำได้ไหม?”
ความสนุกสนานบนใบหน้าของเหวินหยางจางลง ถูกแทนที่ด้วยความจริงจังเช่นกัน เขาเข้าใจได้ในทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
“ผมเข้าใจแล้วพี่... ผมสัญญาว่าจะไม่บอกใครเด็ดขาด นี่จะเป็นความลับของเราสองคน”
“ดีมาก” จิตวิญญาณของคุณหมอสาวคลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกของการมีคู่หูและคนวงในที่ไว้ใจได้มันดีแบบนี้นี่เอง
หลังจากนั้นสองพี่น้องก็ได้เดินคุยกันถึงแผนการเรียนรู้ต่าง ๆ ตลอดทางกลับบ้าน... ซึ่งบรรยากาศระหว่างพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความหวังในอนาคต จนกระทั่งมาถึงหน้าบ้าน
ภาพที่เห็นคือพ่อกับแม่กำลังช่วยกันเก็บของอยู่หน้าบ้าน ส่วนย่านั่งอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่มองมาที่เด็กทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน ไป๋เหวินซีคิดว่าท่านคงสังเกตเห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไประหว่างหลานแฝดทั้งคู่
“กลับมาแล้วเหรอลูก” คนเป็นแม่เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือความกังวลอยู่เล็กน้อย
“ครับ/ค่ะ” เขาตอบพร้อมกัน
“พี่! พรุ่งนี้อย่าลืมนะ!” เหวินหยางไม่ลืมกระซิบเตือนพี่สาวออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปช่วยพ่อทำงาน
ไป๋เหวินซียิ้มให้น้องชายแล้วพยักหน้ารับ พร้อมกับเดินเข้าไปนั่งเคียงข้างกับย่าผู้ใจดี ก่อนที่หญิงวัยกลางคนจะยกมือหยาบกร้านจากการทำงานหนักของตนขึ้นมาลูบหัวหลานสาวอย่างเอ็นดู
“ดูมีความสุขขึ้นนะวันนี้”
“ค่ะย่า” เด็กหญิงตอบรับอย่างว่าง่าย
“มีอะไรก็คุยกับน้องเขาเยอะ ๆ ล่ะ เป็นพี่น้องต้องช่วยเหลือกัน” แม้น้ำเสียงของท่านจะราบเรียบ แต่ไป๋เหวินซีรู้ดีว่าท่านมองออกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างหลานทั้งคู่
ในที่สุดวันแรกของการเปลี่ยนแปลงก็ได้สิ้นสุดลง พร้อมกับพันธสัญญาของสองพี่น้องที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และอนาคตที่ยังไม่มีใครล่วงรู้... กำลังรอพวกเขาอยู่เบื้องหน้า