INICIAR SESIÓN...เบญรดารู้สึกตกใจกับคำพูดของเขา เธอก้มหน้าใช้ปลายนิ้วนวดเปลือกตา ใจเริ่มร้อนรน อยากให้มองเห็นเคลียร์ๆ ชัดๆ อยากเห็นว่าคนที่ตามมาคือใคร และที่สำคัญคือรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังพาเขาเข้าสู่อันตรายที่เขาไม่รู้หรอกว่าอันตรายมากและยากแค่ไหน
“จอดรถเถอะค่ะ!! จอดเลยๆ นะๆ!!” ...เธอรีบพูดแกมขอร้องพร้อมกับเอื้อมมือไปจับต้นแขนเขาเพื่อเร่งเร้าให้เขาจอดรถ (ต่อให้ตาบอดฉันก็จะไม่ให้คนอื่นเข้ามาในแผนการปราบปรามที่สุ่มเสี่ยงต่อชีวิตเด็ดขาด) “อะไรกัน!! จะให้จอดรถ!! จอดแล้วไง!! พวกนั้นกำลังตามมา!! คุณบอกความจริงผมมาเหอะ!! ว่าคุณไปทำอะไรมา!! สถานการณ์แบบนี้อาจต้องหลอกล่อกันหน่อยแล้วล่ะ!!” ...เขาสวนกลับมาเป็นชุดๆ “คุณโอมจอดรถเหอะ!! นะคะ!!! ฉันขอร้อง!! มันต้องการชีวิตฉัน ไม่ใช่คุณ!!! ฉันพาคุณมาเสี่ยงแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!! จอดรถเถอะ!!” “คุณพูดอะไรของคุณ!! เสี่ยงเรื่องอะไร!! เรื่องยาใช่มั้ย!! คุณไปเบี้ยวค่าของพวกนั้นใช่มั้ย!! คุณวิทบอกผมว่าตอนคุณอยู่กรุงเทพคุณก็เกเรมากเพราะเรื่องยานี่แหละถึงได้หนีหัวซุกหัวซุนมาหลบที่เชียงใหม่ แล้วคุณก็มาเข้าวงจรเดิมอีกใช่มั้ย?!!” ...น้ำเสียงโมโหที่กระแทกกลับมาทำเอาคนเจ็บเอ๋ออีกแล้ว นี่รอบที่สามพันแล้วละมั้งที่ต้องเอ๋อๆ เหวอๆ กับคำพูดเขา ใจก็คิดถึงคำพูดพี่ชายที่บอกเขา (อะไรนะ!! พี่วิทบอกเขาว่าเราเกเรเพราะยาเสพติดอย่างนั้นเหรอ!! และการมาเชียงใหม่คือการหนีจากแก๊งค้ายาที่กรุงเทพงั้นเหรอ!! โอ๊ยมิน่าล่ะ!! เขาถึงดูไม่ชอบเราเลยเพราะคงเอือมระอากับเรื่องพวกนี้ละมั้งถึงได้โมโหง่ายขนาดนี้ โธ่เอ้ยยย!! ทำไมพี่วิทไม่ส่งซิกกันบ้างนะว่าจะเล่นมาแนวนี้!!) “เอ่อ!! ใช่ๆ...ใช่แล้วค่ะ ญาติฉันบอกมาไงก็ตามนั้นล่ะค่ะ แต่ตอนนี้คุณจอดรถก่อนเหอะ นะๆ รถข้างหน้าข้างหลังมีไม่เยอะ ชิดซ้ายเลยค่ะ เดี๋ยวฉันขอเคลียร์กับมันเองค่ะ” “ขอเคลียร์เหรอ!! คุณจะบ้าเหรอ!!! ไอ้พวกนั้นมันเคลียร์ได้ง่ายๆ ที่ไหนกัน!!” “ถ้าคุณไม่จอดก็ได้!! แต่คุณมีปืนมั้ย?!!” ...เธอโพล่งออกมาเพราะร้อนรนจนทนไม่ไหวแล้วที่จะเถียงกับเขา ...โอมได้ยินถึงกับตกใจอ้าปากเหวอกับคำถาม จะว่าช็อคก็ได้ เพราะเขาไม่คิดว่าจะได้ยินเธอพูดเรื่องปืนซึ่งเป็นอาวุธที่ดูห่างไกลกับผู้หญิง “อะไรนะ!! ปืนเหรอคุณถามทำไม!! ผมมีแต่คุณถามทำไม!! อย่าบอกนะว่าจะใช้มัน ไม่ได้นะ!! นี่มันชักจะไปกันใหญ่แล้วเนี่ย!! แล้วคุณจะทำอะไร!! คุณใช้ปืนเป็นเหรอ!!” ...ทุกคำพูดที่กระแทกออกมานั้นเต็มไปด้วยอารมณ์โมโห และเพราะไม่คิดว่าเธอผู้บาดเจ็บมาขนาดนี้จะเป็นคนใช้ปืนเป็นเลยทั้งโมโหทั้งตกใจและแปลกใจ ...เบ็ญรดาเห็นเขาเพิ่มความเร็วขึ้น เธอรู้ด้วยหลักการที่ฝึกมาว่าพวกนั้นต้องเร่งความเร็วมาเหมือนกัน และตอนนี้ก็เป็นนาทีฉุกเฉินเกินกว่าจะมาอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง สถานการณ์วิกฤตนี้ทำให้เธอต้องตัดสินใจ “คุณขับไปตามเส้นทางปกติเลยค่ะ!! ให้มันตามมาเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงช่วงใกล้ขึ้นดอยแล้วฉันจะจัดการมันเอง” ...คำพูดทดังๆ ฟังชัดๆ นั้นทำให้โอมหันมามองเธอแล้วหันกลับไปมองถนน เขางงงวยกับสิ่งที่เธอพูด แต่เพราะกำลังถูกตามและต้องใช้สมาธิในการขับรถจึงได้แต่เก็บคำถามร้อยแปดไว้ในหัว...เบญรดานั่งนิ่งเพื่อใช้ความคิดบนรถที่ความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆ
“เดี๋ยวตอนใกล้ถึงทางขึ้นดอยถ้าเจอจุดกลับรถได้ก็ให้คุณกลับรถแล้วขับกลับมาทางเดิมอีกครั้ง แล้วฉันจะจัดการมันเอง!! และช่วยทำตามที่ฉันบอกด้วย!!” ...เสียงเหมือนสั่งนั้นฟังดูมีพลังอำนาจชอบกล ทำให้โอมสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของผู้หญิงคนนี้ ตกลงเธอคือใครกันเนี่ย!! ขณะที่ประสาทตามีปัญหาแบบนี้ทำไมเธอถึงกล้าพูดออกมาว่าจะจัดการเอง เธอจะทำอะไร!! เธอเป็นใคร!! คำถามมากมายวิ่งวนเวียนอยู่ในหัวของโอมจนมีอาการตึงเครียดมากขึ้น ......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







