LOGIN...จนเมื่อโอมขับรถหลุดออกจากเขตจราจรภายในตัวเมืองและมุ่งหน้าสู่ถนนเส้นอำเภอแม่แจ่ม โอก็มเร่งความเร็วขึ้นอีก ทว่ามอเตอร์ไซด์บิ๊กไบค์คันนั้นก็เร่งความเร็วเพิ่มขึ้นเช่นกัน และแน่นอนว่าเมื่อถนนกว้างใหญ่สี่เลนและรถราก็บางตาลงขนาดนี้ทำให้บิ๊กไบค์คันนั้นทำท่าจะเร่งความแซงรถของเขา
...เบญรดาหันไปเพ่งสายตาพล่ามัวและจับจุดโฟกัสจากไฟหน้ารถของมันได้ จนเห็นว่าไฟหน้ารถคันนั้นใกล้มาๆ
“ขอปืนค่ะ!! ปืนอยู่ไหน!!” ...เบญรดารีบถามพร้อมกับปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยแล้วยกขาทั้งสองขึ้นมานั่งในท่าชันเข่า ...โอมเริ่มใจเสียกับสิ่งที่เธอถามและท่าทางที่กำลังเตรียมตัวนั่น “ไม่ได้นะ!! คุณจะยิงคนไม่ได้!! ผมเอาไว้ป้องกันเวลาฉุกเฉินหรือสุดวิสัยจริงๆ เท่านั้น!! แต่ไม่ใช่แบบนี้!! ไม่ได้เด็ดขาด!!” ...เขาสวนกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วเอียงหน้ามองกระจกข้างฝั่งขวาเห็นว่ามอเตอร์ไซด์บิ๊กไบค์คันนั้นกำลังเร่งความเร็วจนใกล้จะถึงช่วงท้ายรถของเขาแล้ว เขาเห็นว่าคนนั่งซ้อนท้ายพยายามยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาจอด “ขับไปเลยค่ะไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น!! ปืนอยู่ตรงไหน!! ไหนๆๆ!!” ...เบญรดาบอกเขาแล้วโน้มตัวลงเปิดช่องเก็บของอย่างรนรานเพื่อควานหาอาวุธ และแล้วเธอก็เจอกล่องที่ใช้บรรจุปืน เธอรีบจึงออกมาทั้งกล่องแล้วนั่งทับส้นตัวเองพร้อมกับปลดล็อคกล่องปืนออกอย่างรวดเร็ว แม้ตาจะมองไม่ถนัดแต่การได้ผ่านการฝึกปรือมาอย่างหนักจนคล่องแคล่วทำให้เธอปฏิบัติตามวิธีการทุกขั้นตอนโดยสัมผัสด้วยมือได้อย่างรวดเร็ว ...โอมพยายามบังคับความเร็วให้คงที่เพราะนี่ก็เร็วมากแล้ว เขาหันไปมองพวกมันอีกครั้งแล้วมันก็เร่งความเร็วขับตีตื้นขึ้นมาขนาบรถเขาในเลยซ้าย เขารู้แล้วว่าไม่ว่าจะเร่งความเร็วขึ้นอีกก็ไม่สามารถหลีกพ้นมนุษย์แปลกหน้าสองคนนั้นได้แล้วแน่นอน ...เบญรดาหยิบปืนพกขนาดกระทัดรัดขึ้นมา เมื่อใช้มือสัมผัสรูปพรรณของมันแล้วเธอก็รู้ทันทีว่ามันคือปืนกึ่งอัตโนมัติที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากออสเตรีย...เสียงปลดล็อคตรวจสอบซองกระสุนหรือแม็กกาซีนกระสุนปืนเพื่อตรวจดูว่ามีกระสุนหรือไม่ เสียงตบแม็กกลับเข้ารังเพลิง ตามด้วยเสียงสไลด์ลำกล้องตรวจเช็ครังเพลิงแล้วสไลด์กลับให้พร้อมใช้งาน ทุกขั้นตอนรวดเร็วฉับไวเป็นจังหวะดังอื้ออยู่ในหูคนบังคับรถที่ตะลึงงึงงันกับการตรวจเช็คปืนตามขั้นตอนของเธอซึ่งเร็วปานฟ้าแลบ
“หยุดนะ!! คุณจะยิงคนไม่ได้!!! แล้วคุณก็มองไม่เห็น!!! เก็บปืนเดี๋ยวนี้!!!” ...โอมระเบิดคำพูดออกมาอย่างเหลืออดแล้ว แต่เขากลับไม่เห็นวี่แววว่าเธอจะทำตามที่เขาบอกเลยแม้แต่นิดเดียว และนอกจากจะไม่ฟังเขาแล้วเธอกลับรีบขยับท่านั่งเป็นนั่งปกติแล้วขยับตัวไปมาเพื่อหามุมให้คล่องตัวมากที่สุด “คุณฟังฉันนะ!!! ไม่ต้องกังวลกับฉัน!!! ทุกอย่างฉันรับผิดชอบเอง!! มันจะไม่ทำอะไรคุณเพราะมันต้องการตัวเป็นๆ ของฉัน!! แต่ฉันจะมอบความตายให้มันเอง!! ช่วยไม่ได้จริงๆ มันวิ่งมาหายมบาลเองนะ!! ค่อยๆ ชะลอความเร็วแล้วตีเข้าซ้าย! ปล่อยให้มันแซงขึ้นไปเลย!!” ...เบญรดาพูดเสียงดังชัด หน้าตาก็เหี้ยมขึ้นจนคนบังคับรถไม่มีทางจะหยุดเธอได้แล้วจริงๆ ยิ่งตอนนี้ไม่มีเวลาให้ถกเถียงหรือห้ามต่อได้เลย ทุกอย่างเข้าสู่วิกฤต เขาเลยต้องยอมฟังเธอเพราะนึกไม่ออกว่าจะเอาตัวรอดอย่างไร ...โอมค่อยๆ ผ่อนความเร็วแล้วบังคับรถเข้าเลนซ้ายมือทีละนิดๆ ผู้ตามก็ผ่อนความเร็วลงเช่นกัน คนนั่งซ้อนท้ายเปิดกระจกหมวกกันน็อคและทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ...เบญรดานั่งตัวตรงคอแข็ง สายจาเพ่งมองตามไฟรถคันนั้น สองมือประกบเข้าด้ามปืน นิ้วชี้วางแนบไปกับลำกล้อง แต่เธอพร้อมจะสอดนิ้วเข้าเหนี่ยวไกทันทีเมื่อมีจังหวะ “ถ้าจอดได้จอดเลย!! แล้วตั้งสติให้ดี!! สำหรับคุณแล้วไม่มีอะไรต้องกังวลขอแค่ทำตามที่ฉันบอกแล้วค่อยไปโกรธที่บ้าน!! เข้าใจมั้ย!!” ...คำสั่งนั้นทำให้โอมถึงกับขนลุก ...แต่เขาไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ ตอนนี้จากผู้ห้ามกลายเป็นผู้รับคำสั่งเสียแล้ว และเขาก็จำยอมต้องทำตามคำสั่งนั้นด้วยเพราะไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ แต่ก็ยังกลัวกับการมองไม่เห็นของเธอ ว่าเธอจะยิงปืนได้อย่างไรเมื่อตามองไม่ถนัดแบบนี้ “คุณมองไม่เห็น!! คุณจะจัดการได้ยังไง!!” ...โอมถามอย่างลนลานและกลัวเพราะคิดว่าเธอทำไม่ได้ แต่ก็ยังค่อยๆ ผ่อนความเร็วลงเรื่อยๆ “ถึงตาฉันมองไม่เคลียร์แต่หูฉันเคลียร์ร้อยเปอร์เซ็นต์!! จอดเลย!!” ...โอมผ่อนความเร็วลงจนอยู่ในระดับที่พร้อมเข้าจอดข้างทาง และผู้ตามก็ลดความเร็วพร้อมตีคู่เข้าขนาบข้างอยู่ฝั่งขวา จนรถจอดลงสนิท เขามองตามมอเตอร์ไซด์บิ๊กไบค์คันนั้นขับเลยไปจอดด้านหน้ารถเขาห่างไปแค่ประมาณห้าเมตร...เบญรดาขยับตัวอีกครั้ง
“ไม่ต้องกลัวความมืด!! ไฟหน้ารถจะช่วยเรา!! แล้วช่วยบอกฉันด้วยว่ามันจะเดินมาทางไหน!! ทางฝั่งคุณหรือฉัน!” ...เบญรดาสั่งเสียงแข็งในท่าเตรียมพร้อม แล้วพยายามเพ่งมองพวกมันผ่านกระจกหน้ารถที่นั่งอยู่แต่ก็เห็นแค่รางๆ ...โอมใจเต้นระทึกเพราะทั้งตื่นเต้นและเกร็ง เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะทำอย่างไรหากมีการยิงปืนใส่กัน แต่เขาคิดหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองโดยคิดไว้ว่าหากพวกนั้นจะฆ่าเขาล่ะก็ เขาจะรีบเปิดประตูแล้ววิ่งหนีให้เร็วเพราะตอนนี้มองไปทางไหนก็มืดไปหมด และมันคงไล่เขาไม่ทัน...แต่เธอนี่สิ เขาจะพาหนีได้อย่างไรในเมื่อเจ้าตัวพร้อมเปิดศึกเสียขนาดนี้ แล้วโอมก็มองตามร่างไอ้คนที่นั่งซ้อนท้ายที่ตอนนี้มันลงจากรถแล้วเดินอาดๆ มายังฝั่งที่เธอนั่งอยู่
“มันกำลังเดินมาทางซ้ายฝั่งคุณ!!” ...โอมพูดรอดไรฟันเพราะกลัวมันจะได้ยิน และรู้สึกเหมือนเสียงพูดตัวเองเบาหวิวเพราะความเกร็ง ก็อก ก็อก ...เสียงเคาะกระจกรถดังขึ้นสองครั้ง โอมหายใจติดขัดจนอยากจะกลั้นใจไว้ พยายามมองเธอว่าเธอจะให้ทำอะไรในขั้นตอนต่อไป แล้วเธอก็ละมือขวาออกจากปืนพร้อมทำสัญญาณมือว่าให้เขาลดกระจกลง ...โอมเห็นสัญญาณจากมือนั้นผ่านแสงสลัวจากหน้ารถเข้ามา ใจนั้นไม่อยากจะเปิดเลยจริงๆ และวินาทีนี้มันช่างระทึกจนหัวใจจะหยุดเต้นเสียให้ได้ ทั้งเกร็ง และหวาดหวั่น เพราะกำลังจะมีการฆ่ากันที่รถของเขา ฆ่ากันโดยมีเขาเป็นคนขับรถให้มือปืนที่เป็นใครก็ไม่รู้....................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







