INICIAR SESIÓN...เช้านี้อากาศค่อนข้างเย็นจัด หมอกเหมยสีขาวลอยคลุ้งอ้อยอิ่งอยู่ตามยอดเขา คนเจ็บอาการดีขึ้นกว่าเมื่อวานและอยากออกไปสัมผัสบรรยากาศข้างนอกตรงระเบียงไม้ที่ยื่นออกไปยังหน้าผา
...หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นใส่เสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำตาลอ่อนกับกางเกงจีนขาก๊วยสีดำที่แสงดาวเตรียมไว้ให้แล้ว เธอก็ค่อยๆ เดินออกไป ในมือถือแก้วน้ำอุ่นทรงกระบอกที่ทำจากดินเผาไปด้วย แม้อากาศจะเย็นจัดแต่เธอกลับชอบที่จะให้ร่างกายได้สัมผัสกับความเย็นแบบนี้ ผิดจากเมื่อคืนที่ทั้งง่วงและมีอาการมึนยาที่กินเข้าไปจึงทำให้ตั้งรับความเย็นไม่ทันจึงทำให้เย็นจนหนาวแทบเข้ากระดูก
...เธอยังคงค่อยๆ เดินไปโดยใช้มือขวาจับราวระเบียงไว้ ส่วนมือซ้ายก็ถือแก้วน้ำอุ่นไว้มั่น จนมาหยุดนิ่งตรงจุดที่รู้สึกว่าใบหน้าได้ปะทะกับลมเย็นๆ ได้เต็มที่ หากศีรษะไม่กระทบกระเทือนจนทำให้เส้นปราสาทตาพล่ามัวขนาดนี้เธอคงได้เห็นว่าจุดที่เธอยืนอยู่นั้นมันสามารถมองออกไปได้ไกลถึงสุดขอบฟ้ายิ่งกว่ามองผ่านจากหน้าต่างในห้องเสียอีก ...โอมอยู่ในชุดกางเกงยีนท์เสื้อยืดสีดำและสวมทับด้วยเชิ้ตสีเทาเข้มพร้อมออกไปทำงานในฟาร์มกล้วยไม้ เขากำลังนั่งกินกาแฟอยู่ในห้องโถงใหญ่ภายในบ้านมองเห็นเธอผ่านผนังกระจกใสที่กั้นไว้ระหว่างห้องโถงใหญ่กับระเบียงก็ลุกเดินมาเลื่อนเปิดประตูกระจกแล้วเดินตามออกมา เขาเห็นเธอกำลังพยายามเพ่งมองออกไปไกลๆ จนเมื่อเขาเดินมายืนข้างเธอ "บอกผมได้หรือยังว่าคุณชื่ออะไร!!" ...คำถามนนั่นฟังดูสุภาพนุ่มหูจนน่าแปลกใจ เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยิน เพราะไม่รู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ด้วย และใจจริงก็อยากจะบอกความจริงเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป หลังได้ยินคำถามเดิมๆ เพราะเธอเองก็เหนื่อยเหมือนกันที่ต้องคอยโกหกตลอดเวลา แต่ก็ยังต้องกลั้นใจไว้เพราะภารกิจมันค้ำคออยู่ "ฉันชื่ออะไร!! คุณจะให้ฉันชื่ออะไร!! แล้วคุณชื่ออะไรนะ!!" ...เธอแกล้งเอียงหน้ามาหาเขาซึ่งยืนอยู่ด้านซ้ายมือแล้วถามกลับไปเพื่อให้เห็นว่าเธอยังจำอะไรไม่ได้ "หึหึ นี่คุณถามชื่อผมรอบที่เจ็ดสิบแล้วมั้ง!! และถ้าครั้งนี้ผมบอกคุณอีกทีก็เท่ากับว่าผมบอกชื่อกับคุณไปครั้งที่เจ็ดสิบเอ็ดแล้วนะ!!” ...เขาหัวเราะเบาๆ แล้วแกล้งพูดให้ขำ แต่แท้จริงแล้วเขาขำตัวเองต่างหากที่รู้ชื่อเธอแล้วแต่ยังมาแกล้งถามเธออีก แล้วความจริงที่วีรวิทย์บอกเมื่อคืนก็ถูกทบทวนอีกครั้ง ...หญิงสาวส่งยิ้มยียวนให้เขา "ขอโทษค่ะ ฉันจำไม่ได้ว่าถามคุณไปแล้ว" ...เธอพูดแล้วหันหน้ากลับไปมองทิวทัศน์เบื้องหน้า ที่ขนาดเห็นพล่าๆ รางๆ ก็ยังสวยขนาดนี้ "โอเค!! ถ้าคุณนึกอะไรได้เมื่อไหร่ก็บอกผมนะ แล้วก็ถ้าจำชื่อตัวเองได้แล้วก็รีบบอกด้วยล่ะ ผมจะได้เรียกถูก" ...โอมบอกเธอด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองขึ้น และตอนนี้เขามีความคิดจะเล่นอะไรสนุกๆ โดยการเขยิบเข้าไปยืนซ้อนด้านหลังเธอแล้วยกมือข้างหนึ่งจับราวระเบียงไว้เหมือนคู่รักที่กำลังยืนแนบกันชมบรรยากาศสวยงาม คนเจ็บขยับตัวหนีทันทีเมื่อรู้สึกว่าเขายืนใกล้มากเกินไป และหันมามองเขา "ค่ะ ถ้าฉันจำชื่อได้จะรีบบอกหรือบางทีถ้าจำไม่ได้ก็จะตั้งชื่อตัวเองใหม่เพื่อให้คุณได้เรียกไง" ...เธอตอบกลับมาอย่างกันเองเช่นกัน แต่ในใจเริ่มรู้สึกแปลกๆ กับน้ำเสียงเขาที่เปลี่ยนไปมาก คือจากเข้มๆ แข็งๆ แต่เช้านี้เหมือนเขาเป็นอีกคน แต่ถึงอย่างไรเธอก็ไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่าที่กำลังแสดงอยู่ (ฉันบอกคุณไม่ได้หรอก ไม่ว่าจะเป็นชื่อหรือเป็นใครมาจากไหน ลูกเต้าเหล่าใคร ฉันก็ไม่สามารถบอกได้แม้คนคนนั้นจะมีบุญคุณโดยการช่วยชีวิตฉันไว้ก็ตาม) ...ขณะที่เธอกำลังยืนคิดเรื่องของตัวเองอยู่นั้น คนที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังมองมายังเธออีกครั้ง ...โอมมองแล้วบางครั้งคิ้วก็ขมวดเข้าหากัน บางครั้งมีรอยยิ้มบางๆ แล้วเปลี่ยนจ้องหรี่ตาเหมือนกำลังจับผิดแล้วกลับมายิ้มอีก แต่ยิ้มครั้งหลังสุดนี่มีเลศนัยแอบแฝงอยู่ด้วยซึ่งไม่มีใครรู้นอกจากตัวเขาเอง “อื่มมม!! ตั้งชื่อใหม่เหรอ!! ก็ไม่เลวนะ!! ถ้าอย่างนั้นก็ให้ผมตั้งให้เอามั้ย!! ผมคิดว่าชื่อที่จะตั้งให้คุณเนี่ยต้องเหมาะกับคุณแน่ๆ แบบว่าตั้งให้ฟรีๆ ทั้งชื่อจริงและชื่อเล่นเลยเอามั้ย!!” ...โอมทำเสียงเหย้าๆ แต่เขาส่งลูกเล่นไปเพื่อให้เธอหยอดกลับให้เข้าทางเขาต่างหาก ...เบญรดาฟังพร้อมกับใช้มือสองข้างกุมแก้วน้ำอุ่นไว้เพื่อให้มืออุ่นขึ้นแล้วเอียงหน้ามาหาเขาพร้อมยิ้มด้วยความแปลกใจ “คุณจะตั้งชื่อให้ฉันเหรอ!! เอาสิ!! ขอแบบเท่ห์ๆ หน่อยนะ ประมาณว่าให้เข้ากับป่าเขาลำเนาไพรที่อยู่ตอนเนี้ยะ!!” ...เธอตกหลุมเขาแบบง่ายดายมาก นี่ล่ะที่เขาบอกว่าเกิดก่อนย่อมได้เปรียบในการเรียนรู้โลกกว้าง แล้วโอมก็ขยับตัวเองเข้าไปยืนใกล้เธอจนเกือบชิด เขาทอดสายตาไปยังเทือกเขาที่สลับซับซ้อนสีอึมครึมของมันตัดกับสีของขอบฟ้าที่สว่างจ้าอย่างชัดเจน แล้วทำท่ากระแอมเล็กน้อยให้พอเป็นพิธีก่อนจะบอกชื่อที่ตั้งให้ออกไป “ผมจะตั้งชื่อจริงให้คุณว่า...เบ็ญรดา แล้วตั้งชื่อเล่นว่า...เบล เข้าท่ามั้ย!! หือ!!” เพล้งงงงง!!!!! ...เธอตกใจกับชื่อที่เขาตั้งให้จนเผลอปล่อยแก้วน้ำในมือตกลงกระแทกพื้นระเบียงจนแตกแล้วยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ ไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกนิ้วหรือกระพริบตา ...อาการตะลึงเพราะตกใจที่ได้ยินชื่อและตกใจว่าเขาไปได้ชื่อนี้มาได้อย่างไร ทำให้สมองสตั้นและทึบไปชั่วขณะ(หรือพี่วิทบอกเขาไปแล้ว!! แล้วๆๆ...นอกจากชื่อแล้วเขายังรู้อะไรอีก!!)
“ตกใจเหรอ!! ทำไม!! หรือไม่ขอบชื่อนี้!! แล้วดูสิเนี่ยจะตกใจอะไรกันขนาดนี้!! แก้วแตกหมดแล้ว!!” ...โอมยังพูดเหน็บโดยไม่แยแสกับแก้วที่ตกแตกนั่นเลย ...เบญรดายังคงตกอยู่ในอาการตกใจจนทำอะไรไม่ถูกและคิดคำพูดไม่ทันเลยเลี่ยงเป็นจะเกาะขอบระเบียงเพื่อเดินหนีกลับห้อง ...แต่โอมรีบตะปบมือข้างที่เกาะราวระเบียงแล้วยึดมันไว้ให้ค้างอยู่อย่างนั้นพร้อมกับสีหน้าที่เคร่งขรึมขึ้น “พอคิดเรื่องโกหกไม่ทันก็จะเดินหนีเหรอ!! คุณจะเดินหนีผมอยู่ภายในบ้านของผมเนี่ยนะ!! ตลกไปมั้ย!!” ...เสียงทุ้มต่ำแข็งทื่อนั้นไม่ได้ตลกตามคำที่พูด ขณะที่มือก็ยังคงยึดมือเธอไว้เน่นเพื่อไม่ให้เดินหนี .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







