INICIAR SESIÓN“เอ๊..อาทิตย์ที่ผ่านมาเหรอครับ ผู้หญิงเหรอ!! อืมม..ช่วงผ่านมาก็มีคนมาทำงานหลายคน ทั้งหญิงทั้งชาย แต่ถ้าให้ผมลองนึกถึงคนที่แปลกๆ กว่าคนอื่นล่ะก็ น่าจะเป็นคนนั้นละมั้ง เห็นตอนมาเหมือนจะบาดเจ็บมาด้วยนะ!!”
...โอมหยั่งเชิงออกไป แล้วก็เห็นอาโฉ่ออกอาการตามคาดไว้จริงๆ “ไหนครับ!! ผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน คุณเรียกให้หน่อยได้มั้ย!!” ...อาโฉ่รีบถามกลับแล้วมองกราดไปทั่วในบริเวณสวนกล้วยไม้ซึ่งมีคนงานกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ เต็มไปหมด “ใจเย็นๆ สิครับ ถ้าคุณมาแบบนี้นี่ผมถือว่าเป็นกรณีที่ต้องขึ้นกับผมซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างนะครับ เมื่อเขาเป็นลูกจ้างผม คุณก็ต้องคุยกับผมก่อนว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร อยู่ๆ จะให้ผมเรียกตัวมาโดยไม่ทราบชัดเจนนี่คงจะไม่ได้หรอกครับ” “คืออย่างนี้ค่ะคุณโอม มีผู้หญิงคนหนึ่งลักษณะผิวพรรณดี หุ่นสูงสักประมาณร้อยเจ็ดสิบค่ะ ผมซอยสั้น หน้าตาดีแล้วก็ไม่ใช่คนเมืองค่ะ เป็นคนกรุงเทพ เขามาทำงานอยู่ที่บริษัททัวร์ของพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ทำได้ไม่เท่าไหร่ก็ดันโกงเงินของบริษัทแล้วไม่ไปทำงานเสียเฉยๆ ส่วนเรื่องบาดเจ็บก็คงไปมีเรื่องมาน่ะค่ะ ทีนี้ไม่ทราบว่ามีผู้หญิงตามลักษณะที่ฉันบอกมั้ยคะ!! อ้อเธอชื่อแวนด้าค่ะ” ...อัญชิการีบอธิบายให้โอมได้รู้ที่มาที่ไปเพื่อจะรีบหาตัวการณ์ให้เจอ แต่ส่วนตัวอัญชิกาเองก็ไม่ได้รู้จักกับผู้หญิงคนนั้นแต่อย่างใด ...อัญชิกาแค่พาอาโฉ่มาที่นี่ตามคำสั่งพ่อเลี้ยงทรงพล และถูกอาโฉ่เตี๊ยมมาก่อนแล้วว่าให้บอกรายละเอียดประมาณนี้ เธอจึงพูดไปตามบทที่ได้รับทั้งที่ตัวเธอและอาโฉ่และรวมไปถึงทุกๆ คน ก็ไม่ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนที่ตามหาเลย ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร มาจากไหน หรือสังกัดองค์กรใด แต่รู้อย่างเดียวว่าผู้หญิงคนนั้นถูกส่งมาอุ้มอาซือ ...โอมฟังอัญชิกาพูดก็ยิ่งจับพิรุธได้หลายอย่างแต่เขาก็แกลังทำเป็นตื่นเต้นไปตามบทที่ตัวเองเพิ่งสร้างขึ้นเช่นกัน “ชื่อแวนด้าเหรอครับ!! แล้วโกงเงินพ่อเลี้ยงเนี่ยนะ!! โอ้โหหห..มีคนกล้าทำแบบนี้ด้วยเหรอ!! หรือเพราะเขาไม่รู้ว่าพ่อเลี้ยงยิ่งใหญ่ขนาดไหนถึงกล้าโกงเงิน” “คุณช่วยเรียกตัวมาให้ผมดีกว่า เรียกมาเลย” ...อาโฉ่แทรกขึ้นกลางลำแบบคนไม่มีมารยาท “หึหึ ขอโทษนะครับ ถ้าเป็นคนที่ชื่อเพราะพริ้งเสียขนาดนั้น ผมไม่เคยได้รับรายงานจากอินตาซึ่งเป็นคนดูแลคนงานทั้งหมด ว่ามีคนชื่อนี้มาสมัครงานนะครับ และถ้ามีจริงและชื่อสะดุดหูขนาดนี้ผมต้องจำได้อยู่แล้ว อีกอย่างนึงช่วงหกเจ็ดวันที่ผ่านมามีคนงานใหม่เข้ามาไม่เกินสิบคน มีผู้หญิงแค่สามคน ก็ยิ่งจำได้ง่ายขึ้นหากมีคนชื่อแวนด้ามาทำงานที่นี่จริงๆ” ...โอมเล่นลิ้นกลับเพราะเริ่มหมั่นไส้และไม่ถูกชะตาท่าทีของอาโฉ่เอามากๆ “แล้วใครล่ะครับที่คุณบอกว่าบาดเจ็บมาน่ะ คนไหน!!! เรียกมาดูหน่อยได้มั้ย!!” “อ๋อได้สิครับ!! เดี๋ยวผมจะให้คนไปตามอาปามาให้นะ เธอเป็นหญิงชนเผ่าอาข่าครับ เห็นอินตาบอกว่าโดนสามีซ้อมมาน่ะ เลยหนีมาหางานที่นี่ งั้นรอสักครูนะครับ” ...โอมพูดจบก็ทำท่าจะเดินไปหาอินตา แต่อัญชิการู้ทันทีว่านั่นไม่ใช่คนที่ต้องการหา “ไม่ต้องหรอกค่ะคุณโอม คือฉันว่าถ้าเป็นแม่หญิงคนดอยก็คงไม่ใช่แล้วล่ะ ยังไงดีล่ะอาโฉ่!! ไม่เห็นมีเลย จะหาที่ไหนต่อเนี่ย!!” ...อัญชิกาถามอาโฉ่อย่างขอความเห็น อาโฉ่ที่ตอนนี้สีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เพราะคิดว่าอาจมาเสียเที่ยว ...อาโฉ่ หนุ่มชนเผ่ามูเซอมองโอมด้วยสายตาท้าทายและหาพิรุธว่าโอมกำลังปกปิดอะไรอยู่หรือเปล่า แต่โอมก็มองด้วยแววเชือดเฉือนกลับไปเช่นกันเพราะเขาเองก็ไม่ชอบให้ใครมามองแบบนี้ “ก็ได้ครับคุณโอม!! วันนี้ไม่มี หรือมีแต่ไม่เจอ หรือเจอแต่ไม่บอก ก็ไม่เป็นไรครับ แต่มีคนเห็นว่ามันอยู่ที่นี่และผมก็เชื่อด้วยว่ามันต้องอยู่ที่นี่ วันนี้ถือว่าได้มาทำความรู้จักกับคุณโอมก่อนก็ไม่เป็นไร แล้วเดี๋ยวผมจะมาใหม่ อาจเป็นเร็วๆ นี้ก็ได้ วันนี้ขอตัวล่ะครับ” ...อาโฉ่พูดแบบโยนระเบิดทิ้งไว้แล้วหันหลังเดินแอคท่าขึ้นบันไดกลับไปยังลานจอดรถด้านบนด้วยท่าทางเคืองๆ ...อัญชิกาเห็นอาโฉ่พูดแบบนั้นก็หน้าเสีย เพราะรู้สึกเกรงใจโอมมากที่มาถึงบ้านเขาแล้วแต่อาโฉ่กลับมาวางมาดเก็กท่าเป็นข่มเจ้าของบ้านเสียงั้น “ต้องขอโทษด้วยนะคะที่มารบกวนคุณ แต่ฉันเชื่อคุณค่ะว่าไม่มีผู้หญิงลักษณะที่บอกมาที่นี่ เพราะไม่อย่างนั้นคุณคงบอกความจริงกับฉันแล้วล่ะ งั้นพรุ่งนี้เจอกันที่ตลาดนะคะ เอ๊..แล้วเมื่อไหร่ฉันจะได้รับเกียรติทานข้าวกับคุณสักมื้อละคะ!!” ...แม้อัญชิกาจะเกรงใจเรื่องกิริยาไม่เหมาะสมของอาโฉ่แต่เธอก็ยังโปรยเสน่ห์ทิ้งไว้ให้ชายที่เธอแอบชอบเพื่อดูเชิงว่าจะรุกต่ออย่างไรดี ...โอมส่งยิ้มหล่อๆ ให้อัญชิกา เขาคิดในใจว่าคนนี้ล่ะที่จะพาเขาให้ค่อยๆ แซะเข้าไปถึงข้อมูลพ่อเลี้ยงทรงพล “โอ้โหได้สิครับ เป็นอะไรที่ยินดีมาก ไว้ผมจะรีบหาโอกาสชวนคุณอัญชิกาไปทานข้าวริมน้ำปิงกันนะครับ” ...โอมตอบและยิ้มอย่างสุภาพบุรุษที่ทั้งอ่อนโยนและยินดีสนองในสิ่งที่เธอบอกมา นั่นทำให้อัญชิกาถึงกับยิ้มหน้าบาน จนรู้สึกเหมือนผิวหน้าหูตาลำคอจะแดงเรื่อไปหมดจนต้องรีบขอตัวกลับเพราะไม่อาจยืนสู้สายตาคมกริบแต่มีความหมายของโอมได้อีกต่อไป .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







