LOGIN...เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตีวงเข้ามาถึงกลุมเป้าหมายโดยทุกนายประทับปืนคุมเชิงในท่าพร้อมยิง และมีสายสืบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปถึงตัวลูกน้องพ่อเลี้ยงที่ถูกต้อนให้รวมกลุ่มกันเป็นสิบคนแล้วทำการปลดอาวุธ แม้หลายคนพยายามต่อต้านแต่ก็ไม่เป็นผล
ปัง!!! ปัง!!!!
...เสียงปืนสองนัดดังมาจากด้านในโกดัง ทุกคนที่อยู่ด้านนอกไม่ว่าจะเป็นตัวพ่อเลี้ยงหรือลูกน้องหรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ทั้งหมดก็ต้องรีบหมอบลงกับพื้นหรือวิ่งหาที่กำบัง
...เพราะมีลูกน้องพ่อเลี้ยงส่วนหนึ่งที่อยู่ด้านในโกดังยิงขู่ออกมาเพื่อจะเปิดจังหวะให้ทุกคนหนี
...เสียงปืนนั้นทำให้ลูกน้องที่กำลังโดนจับกุมรีบวิ่งฝ่าเจ้าหน้าออกไปเพื่อหลบหนี แต่บางคนก็วิ่งหนีไม่พ้นเพราะมีชุดตำรวจตีวงนอกอยู่ส่วนนึงเข้าจับกุมได้ทัน
...ความอลหม่านเกิดขึ้นในพริบตาเมื่อบางคนวิ่งหนีไปได้ถึงถนนปัง!!!!! ปัง!!!
ปัง!!!! ปังงง!!!!...เสียงปืนดังขึ้นหลายนัดเพื่อยิงสกัดลูกน้องพ่อเลี้ยงไม่ให้หนีดังสนั่นก้องสะเทือนไปทั่วบริเวณ
...พ่อเลี้ยงใช้จังหวะชุลมุนนี้รีบวิ่งอ้อมไปยังด้านหลังโกดัง เพราะด้านหน้าและด้านข้างมีเจ้าหน้าที่ปิดกั้นเต็มไปหมด ...ลูกน้องคนหนึ่งวิ่งออกมาจากในโกดังเตรียมจะพุ่งหนีฝ่าเจ้าหน้าที่ออกไปแต่หมวดเบญรดากระโดดล็อคคอและยกเข่าดัดหลังได้ทัน “โอ๊ยยยยยยย!!! ยอมแล้วววว ยอมแล้วๆๆๆ โอ๊ยเจ็บๆๆ” ...เมื่อกดร่างนั้นให้หงายลงกับพื้นเบญรดารีบควบคุมการเคลื่อนไหวโดยกระทืบลงบนลูกกระเดือก แล้วร่างนั้นก็ดิ้นพล่านอย่างเจ็บปวด และเป็นเวลาเดียวกันกับที่ตำรวจเข้าล็อคตัวมันทันที...เบญรดาซึ่งมองพ่อเลี้ยงทรงพลอยู่ก่อนแล้วก็ทันได้เห็นว่าพ่อเลี้ยงวิ่งอ้อมโกดังไปยังด้านหลัง เธอหันไปมองฟากตรงข้ามแล้วรีบวิ่งไปเพื่อจะดักทางพ่อเลี้ยงจากอีกฝั่ง
...เมื่อพ่อเลี้ยงวิ่งอ้อมมายังด้านหลังโกดัง แสงไฟหลอดใหญ่ส่องลงมาจากเพดานสูงทำให้ความสว่างนั้นกินพื้นที่ไปทั่วบริเวณ และทันใดนั้นพ่อเลี้ยงก็มองเห็นว่ามีคนชุดดำกำลังวิ่งมายังอีกด้านของโกดัง ปืนที่พ่อเลี้ยงเหน็บไว้ด้านหลังก็ถูกดึงออกมารวดเร็ว ...ร่างชุดดำนั้นวิ่งใกล้เข้ามาๆ พ่อเลี้ยงทรงพลยืนในท่าพร้อมยิงแล้วยกปากกระบอกปืนขึ้นส่องไปยังคนชุดดำที่วิ่งเข้ามาหาเขา ...แต่คนชุดดำที่กำลังวิ่งเข้ามานั้นก็ไวกว่าที่พ่อเลี้ยงจะรู้ทันปัง!! ปัง!! ปัง!!
...ปืนในมือพ่อเลี้ยงปล่อยกระสุนออกไปสามนัดซ้อน แต่ร่างในชุดดำรีบกระโดดม้วนหน้าออกไปนอกบริเวณชายคาโกดังเพื่อหลบกระสุนและยังกลิ้งยังออกไปอีกหลายตลบเพื่อให้พ้นรัศมีหัวกระสุนของพ่อเลี้ยง...เมื่อร่างชุดดำกลิ้งไปปะทะกับเนินดินเล็กๆ จึงรีบหดตัวโดยใช้เนินดินเป็นที่กำบัง และเมื่อเล็งสายตาเป้าหมายเจอก็พบว่าพ่อเลี้ยงยังยืนอยู่กับที่ใต้หลอดไฟดวงใหญ่นั่นและมองมายังเนินดินพร้อมกับเล็งปืนมาเพื่อหาจังหวะเหนี่ยวไก
...นี่เป็นนัยยะสลับพื้นที่ เพราะส่วนใหญ่ผู้ร้ายจะอยู่ในที่มืด และเจ้าหน้าที่จะอยู่ในที่แจ้ง แต่ตอนนี้หมวดเบญรดากลับเป็นฝ่ายได้เปรียบที่ได้หลบอยู่หลังเนินดินซึ่งความสว่างเพียงแค่สลัวๆ เท่านั้น แต่ผู้ร้ายอย่างพ่อเลี้ยงกลับยืนเต็มร่างใต้ความสว่างของหลอดไฟอยู่ตรงนั้น ...เบญรดายกปืนสั้นขึ้นเล็งในท่านอนราบ คำสั่งท่าน ผบ.ตร. คือจับเป็นเธอจึงพุ่งสายตาปานเหยี่ยวไปยังขาข้างหนึ่งของพ่อเลี้ยงแล้วกลั้นหายใจ ปัง!!! “โอ๊ยยยยยย!!” ...ร่างพ่อเลี้ยงสะดุ้งตกใจเมื่อโดนเจาะขาจนถึงเซถอยหลังแล้วทิ้งก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น“วางอาวุธ!! แล้วยกมือขึ้น!!!”
...เบญรดาตะโกนสั่งออกไป
...พ่อเลี้ยงก้มลงเห็นเลือดตัวเองไหลออกจากหน้าขาก็หน้าซีดทันที ความเจ็บแปลบจากบาดแฟลเริ่มแผ่มากขึ้นพร้อมๆ กับเลือดที่ไหลออกมาจนขาสั่น และดูเหมือนจะหมดหนทางต่อสู้เสียแล้ว พ่อเลี้ยงทรงพลจึงจำใจโยนปืนออกไปเพื่อแสดงความจำนน
...เบญรดาเห็นว่าพ่อเลี้ยงโยนปืนออกมาแล้วก็ลุกขึ้นยืนแต่ยังเล็งปืนไปยังพ่อเลี้ยงและเพ่งมองแบบตาไม่กระพริบ“โอ๊ยๆๆๆ ยอมแล้วโว้ยยยย!!! สัตว์เอ้ยยย!!”
...พ่อเลี้ยงนั่งหน้าตาเหยเกครวญครางอย่างเจ็บปวด มือข้างหนึ่งกดปิดปากแผลไว้ แต่มืออีกข้างนั้นเบญรดามองไม่ถนัดเพราะร่างนั้นนั่งบิดเร่าๆ ไปมาเพราะความเจ็บปวด...ทว่าขณะนั้นเบญรดาไม่รู้เลยว่าพ่อเลี้ยงกำลังดึงปืนพกขนาดเล็กที่ซ่อนไว้อีกกระบอกออกมาจากไหนก็ไม่รู้
...เสี้ยวจังหวะกระพริบตา พ่อเลี้ยงแอ่นตัวขึ้นนั่งตรงอย่างมั่นคงพร้อมกับวาดมือที่ถือปืนกระบอกเล็กขึ้นมา เปรียบความของผึ้งกระพือปีกบินหนึ่งครั้งใช้ความเร็วเท่าไหร่และกระสุนถูกปล่อยออกมาอย่างรวดเร็วเท่าผึ้งกระพือปีกเท่านั้น ปัง!!! ปังงงง!!!!!!!! ...เสียงปืนสองนัดซ้อนดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน และต่อให้พ่อเลี้ยงว่องไวแค่ไหนแต่เบ็ญรดาย่อมไวกว่าแน่นอน เพราะเสียงปืนนัดแรกนั้นถูกปล่อยกระสุนออกจากปืนของเบญรดาที่เห็นแล้วว่าพ่อเลี้ยงกำลังจะเหนี่ยวไกหาเธอ และเสียงปืนนัดที่สองที่ดังซ้อนขึ้นมาจนเกือบจะเป็นเสียงเดียวกันนั้นคือกระสุนที่ถูกปล่อยจากปืนในมือพ่อเลี้ยงนั่นเอง...เบญรดาถึงกับเซถอยหลังหลังจากจากกระสุนของพ่อเลี้ยงพุ่งเข้ามากระทบตัวเธอ เธอเห็นผ่านๆ ว่าร่างพ่อเลี้ยงหงายหลังลงไปแค่นั้น ก่อนที่ร่างเธอจะเซถอยหลังไปหลายก้าวตามแรงกระแทกของกระสุนที่พุ่งชนเข้ามากลางอก
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







