LOGIN...โอมเดินคอตกแบกหัวใจอันหนักอึ้งกลับเข้าลิฟท์ไป ตอนแรกเขาตั้งใจจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้เธอฟัง แต่พอเจอสายตาแน่วแน่เด็ดเดี่ยวคู่นั้นเข้าก็ทำให้เขารู้สึกเกรงขึ้นมาจนหาจุดเริ่มไม่ถูกว่าจะเริ่มพูดอย่างไรดี ยิ่งในแววตาคู่นั้นไม่มีเขาที่ควรจะเป็นคนพิเศษอยู่เลยก็ยิ่งตีบตันพูดไม่ออก
...เมื่อลิฟท์มาถึงชั้นล่าง เขากวาดตาหาที่นั่งเพื่อจะโทรแจ้งยืนยันข้อมูลที่ได้รับมาแก่ท่าน ผบ.ตร. จนได้มุมนั่งที่เหมาะแก่การพูดโทรศัพท์เขาก็รีบโทรยืนยันข้อมูลไปยังท่าน ผบ.ตร. ทันที ...หลังจากจบการโทรยืนยันข้อมูลแล้วเขายังคงนั่งอยู่กับที่บนเก้าอี้โซฟาหนานุ่มอย่างคนหมดแรง สายตาทอดมองออกไปผ่านกระจกใสอย่างไร้จุดหมาย แม้หัวใจจะยังคงเต้นปกติแต่ความรู้สึกกลับไม่ปกติเอาเสียเลย ความรู้สึกที่เพิ่งถูกกระแทกด้วยความหมางเมิน แล้วเขาจะเดินต่ออย่างไรดี...แต่ขณะที่กำลังนั่งอ่อนกายอ่อนแรงอยู่นั้น อยู่ๆ โอมก็รู้สึกเหมือนมีความเคลื่อนไหวอยู่ข้างๆ จนต้องหันมามอง และทันทีที่เขาหันมาเขาก็รีบดีดตัวจากท่านั่งเป็นยืนอย่างรวดเร็ว
...เบญรดายืนอยุ่ในท่ามือล้วงกระเป๋ากางเกงขาสั้น และกำลังมองมายังเขาด้วยสายตาราบเรียบปกติ
“ท่านผอบอตอรอแจ้งการยืนยันข้อมูลที่ได้รับจากคุณมาเมื่อสักครู่แล้วค่ะ และทีมให้ฉันมาขอบคุณคุณน่ะค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ข้อมูลของคุณถือว่าเป็นประโยชน์สูงสุดกับเราค่ะ” ...น้ำเสียงราบเรียบพร้อมกับโน้มศีรษะให้เล็กน้อยเพื่อขอบคุณนั้นดูจริงจังมาก แล้วเธอก็ยกข้อมือขึ้นดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ “นี่ก็ใกล้เย็นแล้ว เดี๋ยวฉันกับทีมต้องเก็บตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจคืนนี้ และเพื่อเป็นการตอบแทนไปถึงพี่สาวของคุณด้วย เราจะทำทุกอย่างให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี คุณรอฟังข่าวดีได้เลย” ...น้ำเสียงนั้นยังราบเรียบเหมือนเดิม แล้วเบญรดาก็หันหลังกลับ “น้องเบล!! เดี๋ยวสิ!!” ...เขารีบก้าวเท้ามายืนขวางหน้าไว้ “แค่มาขอบคุณเองเหรอ เราน่าจะได้คุยกันมากกว่านี้ ยังพอมีเวลา คุยกับพี่ก่อนได้มั๊ย!!” ...เสียงทุ้มต่ำแกมขอร้องของเขาทำให้เธอมองเขาด้วยแววตาเรียบเฉยเช่นเคย “อ๋อ คงจะไม่ได้แล้วล่ะ ที่จริงเวลาที่เหลือออกจะน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับวางแผนอย่างละเอียดยิบ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันนะ ฉันต้องรีบไปแล้ว” ...โอมรีบรั้งต้นแขนเธอไว้ สายตาเขามีแค่ความเศร้าและเจ็บ “เบล พี่..เอ่อ..คิดถึงนะครับ คิดถึงมาก” ...นี่คือความรู้สึกที่จะบอกเธอได้ในตอนนี้ และจากรั้งต้นแขนเธอเขาก็ค่อยๆ โน้มตัวลงจับมือทั้งสองข้างของเธอมากุมไว้ “ขอแค่ห้านาทีได้มั้ย!! เมื่อวานพี่ขอโทษที่ไปช้าจนทำให้เบลต้องรอ พี่รู้ว่าพี่ผิดพี่ขอโทษนะครับ แต่เมื่อวานที่ช้าเพราะ...!!” “ป๊าไม่ได้บอกคุณเหรอว่าอย่าทำตัวเป็นอุปสรรคต่องานของฉัน!! สิ่งที่คุณช่วยเราฉันก็ขอบคุณ แต่เวลานี้ภารกิจต้องมาก่อน ส่วนเรื่องส่วนตัวเอาไว้คุยทีหลัง ฉันต้องการสมาธิในการทำงาน แค่นี้นะคะ” ...เสียงหนักๆ เข้มๆ ของเธอรีบสวนกลับมาโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาพูดจนจบ และทันทีที่พูดจบเธอก็เดินกระแทกไหล่เขาไปอย่างรวดเร็ว...โอมรีบหันกลับไปในวินาทีสุดท้ายก่อนร่างนั้นจะเดินห่างไปอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้พี่จะรอนะเบล!!” ...เขาร้องบอกไป แต่ร่างนั้นไม่ยอมหันกลับมาตอบรับใดๆ เลย และนี่คือการถูกทิ้งให้จมอยู่กับตัวเองอีกครั้ง เวลานี้เขาทำอะไรไม่ได้จริงๆ ยิ่งเมื่อคิดถึงคำพูดของท่านนายพลพ่อของเธอตามที่เธอบอกว่าอย่าเป็นอุปสรรคต่องานของเธอก็ยิ่งทำให้ร่างกายหนักอึ้งไปหมดจนก้าวขาไม่ออก ...โอมได้แต่ยืนมองจนร่างนั้นลับหายไปอีกครั้ง แล้วค่อยๆ ปรับความรู้สึกให้ยอมรับสภาพให้ได้ เขาต้องทำใจให้เคารพสิทธิ์และหน้าที่ของเธอให้ได้ เขาต้องอดทนอย่างที่ท่านนายพลเคยบอกไว้ และเขาจะรอเพื่อให้ภารกิจคืนนี้ลุล่วงไปแล้วจะได้ปรับความเข้าใจกันในวันพรุ่งนี้...เพราะฉะนั้นตอนนี้ผู้ชายคนนี้ไม่มีทางเลือกอะไรเลย นอกจากกลับไปรอฟังข่าวการจับกุมพ่อเลี้ยงทรงพลอยู่ที่บ้านพ่อกับแม่ของเขาเท่านั้น
...โอมค่อยๆ พาตัวเองเดินไปช้าๆ เขาเดินออกไปเหมือนคนไม่มีชีวิตจิตใจ เพราะจิตใจเขาทิ้งไว้ที่นี่แล้ว ที่เบญรดา .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







