INICIAR SESIÓN...และเสี้ยววินาทีนั้นเองที่โอมไม่ทันได้ตั้งตัว เขาก็ถูกชายสองคนกระชากคอเสื้อลากออกไปนอกลิฟท์โดยมีชายอีกคนเดินปิดท้ายออกมา จนเมื่อประตูลิฟท์ปิดลงพร้อมๆ กับร่างเขาที่ถูกเหวี่ยงลงพื้น
พลั้กกก!!!
...เสียงหนักๆ จากร่างสูงใหญ่ของโอมที่กระแทกลงพื้นนั้นแรงพอจนทำให้เขาจุก “เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ!!” ...ชายผู้หนึ่งยังคงถามเขาด้วยเสียงไม่พอใจ ...ส่วนโอม แม้เขาจะอยู่ลักษณะเสียเปรียบแต่ความโกรธก็พุ่งขึ้นจนเดือดดาล เขาจ้องมองชายทั้งสามที่ยืนเรียงกันอยู่ตรองปลายเท้าเขา เขาจึงรวบรวมพลังเสียงอีกครั้ง “ผมบอกว่าผมเป็นสามีของเบญรดา!! เบญรดาเป็นภรรยาผม!! ได้ยินหรือยัง!!!” ...โอมตะโกนออกมาด้วยอารมณ์โกรธ แต่ทันใดนั้น “เกิดอะไรขึ้นน่ะ!!” ...เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นตรงทางเดินระหว่างกลางของโรมแรม ...และเมื่อทุกคนหันไปตามเสียงนั่น ชายทั้งสามก็เดินเข้าไปยืนสมทบกับเจ้าของเสียงนั่นทันที ...โอมค่อยๆ พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนแล้วจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่โดยยังไม่ได้หันไปมองตามเสียงนั่น ...และเมื่อเขาหันไปมองยังจุดที่คนทั้งสี่ยืนอยู่ก็ถึงกับตะลึงและดีใจจนพูดไม่ออก ขณะเดียวกันเจ้าของเสียงเมื่อครู่ก็ตะลึงตาเบิกกว้างปากอ้าค้างไปเหมือนกันเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าคือเขา...หัวใจโอมเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมาข้างนอก ก็คนคนนี้ไม่ใช่เหรือที่เขาคิดถึงและอยากเจอที่สุด
“เบล!!!”
...โอมเอ่ยชื่อนั้นออกมาเบาหวิว เพราะแบกความหวั่นใจอยู่ตลอดว่าเธอจะเข้าใจผิดเรื่องที่เธอจะเห็นเขากับอัญชิกาหรือเปล่า จึงเมื่อเอาเข้าจริงที่พอเจอแล้วก็กลับมีหลายความรู้สึกมากองรวมกันในหัวใจตอนนี้ ทั้งคิดถึง ทั้งอยากเจอ และทั้งกลัว กลัวจะถูกหมางเมิน ...เบญรดายังคงยืนมองเขานิ่ง และจากความตกตะลึงที่คิดไม่ถึงว่าจะเจอเขาที่นี่ก็ค่อยๆ แปรสภาพสีหน้าและแววตาเป็นโกรธ เป็นเกลียด เป็นหมางเมิน เป็นดูถูก เพราะคิดว่าเขาก็คือผู้ชายที่ตะกรุมตะกรามไปทั่วที่ตัวเองไม่น่าหลงผิดปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเขาเลย ...เมื่อคนสองคนได้เจอกันแล้ว แต่กลายเป็นเกิดบรรยากาศตึงเครียดขึ้นจนทำให้ชายทั้งสามรู้สึกอึดอัดจนอดรนทนไม่ไหวและถึงอย่างไรก็ต้องรู้ให้ได้ว่าผู้ชายที่บุกขึ้นมานี่คือใครกันแน่ “หมวด ไอ้คนนี้มันบอกว่า...เอ่อ...บอกว่า...” ...ชายหนึ่งในสามพยายามจะพูดแต่ก็เหมือนถูกตัดลิ้นเสียดื้อๆ เพราะไม่อยากพูดซ้ำประโยคเดิมที่ได้ยินจากปากเขาให้กระดากปาก ...ขณะนี้สายตาของเบญรดาที่สื่อออกมาก็ตรงเผงตามที่โอมคาดการณ์ แต่เขาจะไม่ปล่อยให้โอกาสดีๆ แบบนี้ต้องหลุดลอยไปง่ายๆ ...โอมก้าวเท้ามายืนตรงหน้าของคนทั้งสี่ด้วยสีหน้าท่าทางจริงจังมาก “พี่บอกเขาว่าพี่เป็นสามีของเบล ปฏิเสธเขาสิเบล!! ว่าสิ่งที่พี่พูดน่ะไม่จริง!!” ...น้ำเสียงจริงจังแต่ท้าทายอยู่ในทีนั้นทำให้เบญรดาฟังแล้วชาวาบไปทั้งกาย ...เมื่อชายทั้งสามเห็นท่าทีของหมวดเบญรดาแล้วก็เริ่มขยับเพราะรู้สึกว่าเรื่องกำลังจะพลิกไปเป็นเรื่องส่วนตัวเสียแล้ว แล้วชายคนหนึ่งก็เข้าไปกระซิบบางอย่างกับเบญรดาให้พอได้ยินกันแค่สองคน “ทำไมไม่ส่งซิกกันมั่งวะไอ้หมวด เกือบจะทำให้เป็นหม้ายตั้งแต่ยังไม่แต่งงานแล้วนะเว้ย!!” ...เบญรดาได้ยินเสียงกระซิบจากหมวดธีรพงษ์ก็เหมือนได้สติ แล้วรีบปรับสีหน้าท่าทีใหม่เป็นขึงขัง “เอ่อไม่มีอะไรหรอก เข้าใจผิดกันแล้วล่ะ เดี๋ยวฉันขอเวลาเคลียร์กับเขาสักครู่แล้วจะตามเข้าไปนะ” ...เบญรดาหันไปบอกทั้งสามคนที่ยืนมองเธออยู่ก่อนแล้ว และการไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านหรือท้วงติงต่อคำพูดของเขานั้น ก็พอจะบอกให้ทุกคนรู้แล้วล่ะว่าใครที่ทำให้หมวดเบญรดาแอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา “แหม!! ไม่ต้องสักครู่หรอก ใช้เวลานานๆ ก็ได้หมวด เอาให้เคลียร์เลยนะ!! โด่วเอ้ยเรารึก็เกือบจะแลกหมัดกับพวกเดียวกันซะแล้วมั้ยล่ะ ฮ่าๆๆ” ...สายลับของท่าน ผบ.ตร.พูดแซวติดสนุกซึ่งน้ำเสียงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนจากเมื่อสักครู่อย่างสิ้นเชิง “ฮ่าๆๆ ใช่ๆ เอาให้คลีนแอนด์เคลียร์เลยนะหมวด งั้นเราไปกันเหอะ” ...ผู้กองชีพหัวเราะและแซวทับมาอีกก่อนจะชวนกันเดินไปเข้าห้องประชุม ...เมื่อตรงทางเดินของโรงแรมเหลืออยู่แค่เธอกับเขาซึ่งยังคงยืนมองหน้ากันโดยต่างฝ่ายต่างชั่งใจและยังไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่แล้วโอมก็ใช้ความรู้สึกทั้งหมดที่มีให้ผู้หญิงคนนี้มาเป็นแรงผลักดันให้เขาเริ่มพูดก่อน ...เขาเดินเข้าไปหาผู้หญิงคนที่เขาอยากเจอมากที่สุดซึ่งเธอยืนอยู่ตรงนี้แล้ว เขาปรับสีหน้าและแววตาเป็นอ่อนโยน “พี่พยายามโทรหาเบล แต่โทรเท่าไหร่ก็โทรไม่ติด จนพี่ตัดสินใจโทรไปหาคุณวิทแล้วบอกข้อมูลที่พี่ทราบมาให้คุณวิทราบ แล้วท่านผอบอตอรอก็โทรมาคุยกับพี่ แล้วพี่ก็ได้รับความกรุณาจากท่านบอกที่อยู่ของเบลให้พี่ทราบ พี่เลยรีบมานี่แหละ” ...น้ำเสียงอ่อนโยนของสุภาพบุรุษที่ชื่อโอมไม่ได้ทำให้หมวดเบญรดารู้สึกใจอ่อนตามไปด้วย และเพราะเธอยังคงนิ่งสีหน้าเรียบเฉยนี่แหละที่โอมรู้สึกกลัวเพราะแคร์เธอมากที่สุด ...เบญรดาช้อนตาขึ้นมองเขาที่ยืนห่างแค่หนึ่งช่วงแขน เธอใช้ความรู้สึกของภาระหน้าที่มองเขาเพราะกำลังจะมีการประชุมด่วนเพื่อเปลี่ยนแผนในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เนื่องจากท่าน ผบ.ตร. แจ้งมาว่าได้รับข้อมูลใหม่และชัดเจนกว่าจากเขาและเช็คแล้วว่าเป็นความจริงตามที่เขาแจ้งกับท่านไป...กับความรู้สึกตอนที่เห็นเขากับอัญชิกาเดินหายเข้าไปในร้านนวด สองอย่างนี้กำลังทะเลาะกันอยู่ในใจ แต่แล้วเธอก็เลือกอย่างแรก
“ฉัน ในนามเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าปฏิบัติภารกิจคืนนี้ขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ช่วยให้ข้อมูลกับทางเรา มันเป็นประโยชน์มากค่ะ แต่ในเมื่อคุณได้แจ้งให้ท่านผอบอตอรอทราบแล้ว และเรากำลังจะมีประชุมเพื่อรอคำสั่งการเปลี่ยนแผนจากท่าน ฉันเลยไม่รู้ว่าคุณจะมาอีกทำไม” ...น้ำเสียงเย็นชานั่นทำให้โอมเจ็บแปลบที่หัวใจ กิริยาท่าทางที่ห่างเหินนั่นทำให้โอมตื้อจนพูดไม่ออก ไหนจะสายตาที่แน่วแน่ต่อหน้าที่นั่นอีกเล่า มันช่างร้าวลึกและจุกเข้าไปในหัวใจ “ที่พี่มาเพราะพี่คิดถึง และอยากเจอ” “นี่เป็นเวลาทำงานของฉัน และทุกวินาทีมันสำคัญมากจนไม่สามารถพูดนอกเรื่องหรือยืนพูดเรื่องไร้สาระได้ เอาเป็นว่าถ้าคุณไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมล่ะก็ ฉันขอตัวเข้าห้องประชุมก่อนนะ” ...เบญรดาตัดบทก่อนจะปล่อยให้เขายืนพร่ำจนยืดยาว เพราะเธอรู้ว่าเขาจะพูดเรื่องอะไรจึงไม่พร้อมที่จะฟังคำแก้ตัว ที่สำคัญคือวงประชุมกำลังรออยู่ ...แล้วเธอก็หันหลังให้พร้อมก้าวเท้าเดินจากเขาไป ความเด็ดขาดที่แสดงออกไปช่วยซ่อนความเจ็บปวดลงได้อย่างมิดชิด...โอมได้แต่ยืนมองร่างที่เขาโหยหาค่อยๆ ห่างออกไป ทิ้งให้เขายืนแบกรับความเสียใจและเจ็บปวดอยู่คนเดียว เขาอยากจะอธิบายว่าทำไมเขาถึงหายเข้าไปในร้านนวดกับอัญชิกา แต่ก็ช้าไปแล้ว เพราะร่างนั้นเดินหายเข้าไปในห้องประชุมโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา
.......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่

![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





