LOGIN...โอมโทรหาเพื่อนสนิทสี่ห้าคนที่สนิทกันมาตั้งแต่อยู่มัธยมต้น เพื่อนเหล่านั้นกระจายอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่และที่เขาโทรบอกเพื่อนก็เพื่อจะขอตั้งไลน์กลุ่มเฉพาะกิจสำหรับฝากเพื่อนๆ คอยเป็นหูเป็นตาเรื่องออมพี่สาวให้เขาด้วย
...และจากพฤติกรรมก้าวร้าวที่ออมผู้เป็นพี่สาวแสดงออกมาทำให้โอมพอจะดูออกว่าพี่สาวเขาน่าจะเสพสารเสพติดเข้าไปแล้วถึงได้ก้าวร้าวเกรี้ยวกราดขนาดนี้
...จนเมื่อเพื่อนทุกคนรับทราบและมีการพูดคุยกันในแอพพลิเคชั่นไลน์
“ฉันเห็นพี่ออมไปที่ผับบ่อยนะและเห็นสองสามครั้งที่ไปกับพ่อเลี้ยงทรงพล ต้องรีบหาทางดึงออกมานะเว้ยถ้าถลำลึกกว่านี้แกก็นึกภาพเอาเองว่าจะยังไง!!” ...พฤกษ์ เพื่อนของโอมส่งข้อความเข้าห้องไลน์กลุ่ม ...เพื่อนๆ ของโอมให้ความช่วยเหลือได้เยอะทีเดียวเพราะทุกคนรู้จักออมมานานในฐานะพี่สาวของโอม โดยเฉพาะพฤกษ์หนุ่มเภสัชกรที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ และเพราะพฤกษ์เปิดร้านขายยาอยู่ในระแวกสนามบินซึ่งอยู่ไม่ไกลจากผับของพ่อเลี้ยงทรงพล และพฤกษ์ก็มีคนรู้จักทำงานในผับนั้นด้วยจึงสอบถามการเคลื่อนไหวของออมพี่สาวของโอมได้ไม่ยาก ...เพื่อนอีกคนส่งข้อความเข้ามาในไลน์กลุ่มบอกว่าพ่อเลี้ยงมีภรรยาหลายคนจึงเป็นไปไม่ได้ที่พ่อเลี้ยงจะแต่งงานกับพี่ออมพี่สาวของโอมและยิ่งไม่มีทางที่จะยกให้ออมเป็นภรรยาหมายเลขหนึ่ง โอมนึกภาพไปถึงลูกๆ ของพ่อเลี้ยงคงมีมากถึงขนาดตั้งทีมฟุตบอลได้ละมั้ง ...ไหนจะข้อความจากเพื่อนอีกคนที่อยู่ในวงการธุรกิจเพราะเป็นลูกเจ้าของโรงงานผลิตกระดาษสาส่งออกหลายประเทศ เพื่อนคนนั้นบอกว่าพ่อเลี้ยงทรงพลมีคดีเป็นหางว่าวยาวกว่ารถไฟเสียอีกทั้งเรื่องยาเสพติด คดีอาชญากรรมและค้ามนุษย์ก็บานเบอะ...ทุกๆ ข้อมูลเพิ่มความหนักใจให้โอมแต่เขาก็เป็นลูกที่ดีพอที่จะไม่ให้พ่อแม่รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ให้ต้องหนักใจกว่าที่เป็นอยู่
(โอมต้องทำงานหนักกว่าเดิมหลายเท่า ไหนจะต้องดูแลฟาร์มกล้วยไม้แหล่งผลิตหลัก ไหนจะบริษัทส่งออกดอกกล้วยไม้ในตัวเมืองที่ต้องบริหารจัดการแทนพี่สาวทั้งหมด และไหนจะต้องคิดหาวิธีว่าจะดึงตัวพี่สาวกลับมาอย่างไรก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป) ...โอมนั่งหน้าเครียดอยู่ชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้สักตรงระเบียงบ้านไม้สักหลังใหญ่ริมหน้าผา เขาพยายามคิดหาทางออกเรื่องออมพี่สาวว่าจะแก้ไขอย่างไรดี “เฮ่อออออออ!!!” ...เขาถอนหายใจเพื่อผ่อนความหนักใจแล้วเท้าข้อศอกทั้งสองข้างลงบนโต๊ะมือประสานกันแล้วใช้นิ้วโป้วสองข้างไล่กดตั้งแต่หัวคิ้วไปถึงหางคิ้วเพื่อคลายความตึงเครียดก่อนจะเงยหน้ามองออกไปเห็นภูเขากว้างไกลสลับซับซ้อนไล่เรียงกันไปสุดสายตา ...เวลาห้าปีที่กลับมาฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อพลิกฟื้นธุรกิจจนทุกอย่างกำลังไปด้วยดีแต่ตอนนี้มาเจอปัญหาคนในครอบครัวนี่สิที่ทำให้หนักใจทุกข์ใจเพราะ “คน” สามารถดันทุรังไปได้ทุกอย่างตามใจตัวเอง แต่ธุรกิจสามารถวางแผนจัดการและปฏิบัติไปตามแผนงานที่วางไว้ได้ นี่คือความแตกต่างที่เขามองเห็น ...โอมเหลือบสายตาไปเห็นกระถางกล้วยไม้ที่ชื่อตุ๊กตาเต้นระบำซึ่งวางอยู่มุมระเบียงโดยไม่ตั้งใจ ดอกเล็กๆ สีเหลืองอร่ามมีแผ่นฟ้าเป็นฉากหลังส่งให้ดอกตุ๊กตาเริงระบำมีสีสันสวยงามเด่นชัดขึ้นอีก แต่ตอนนี้ความสวยงามของกล้วยไม้ตุ๊กตาเริงระบำกับท้องฟ้าสีครามเข้มก็ยังไม่สามารถทำให้ความหนักใจลดลงได้ ...แต่ทันทีที่มีลมพัดมาเบาๆ ก็ทำให้ก้านดอกล้วยไม้ตุ๊กตาเต้นระบำพลิ้วไหวไปมาตามสายลมจนดูเหมือนตุ๊กตาตัวเล็กๆ กำลังเต้นระบำอย่างสนุกสนานนี่เองมันจึงได้เป็นเจ้าของชื่อนี้มาจนถึงทุกวันนี้...โอมค่อยๆ เอียงคอจ้องมองดอกสีเหลืองเล็กๆ แกว่งไปแกว่งมาจนใจเริ่มล่องลอยไปไหนต่อไหนก็ไม่รู้ แต่แล้วการล่องลอยของหัวใจก็ร่อนไปหยุดลงที่ร้านกาแฟของเพื่อนน๊อตเมื่อห้าปีที่แล้ว
...ภาพใครคนหนึ่งที่ซ้อนอยู่หลังกลีบดอกกล้วยไม้แคทลียากำลังนั่งหัวเราะและกินขนมอย่างมีความสุขกลับเข้ามาในความทรงจำอีกครั้ง แม้ครั้งนี้ภาพใบหน้าเธอคนนั้นจะเลือนลางไปตามกาลเวลาก็ตาม แต่ภาพโดยรวมยังพอนึกท่าเดินเฮี้ยวๆ ของเธออยู่ได้บ้าง
...รอยยิ้มมุมปากที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ของโอมตอนนี้คงเป็นสิ่งเดียวที่พอจะบอกได้ว่าความตึงเครียดได้ผ่อนคลายลงบ้างแล้วแม้จะเล็กน้อยก็ตาม ........................ “ลงไป!!! ลงไป๊!!! บอกให้ลงไป๊!!” ...เสียงตะคอกสั่งอย่างดุดันของครูฝึกดังซ้ำๆ กันครั้งแล้วครั้งเล่าพร้อมกับเงื้องเท้าเขี่ยและดันร่างของผู้เข้าฝึกที่พยายามจะคลานขึ้นจากบ่อโคลนอันร้อนระอุซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึงสี่สิบห้าองศาเซลเซียส ...ในบ่อโคลนระอุนั่นความกว้างเกือบครึ่งสนามฟุตบอลมีศีรษะที่เลอะเปรอะโคลนของผู้เข้าฝึกโผล่อยู่เต็มบ่อ และมีหลายคนที่ร่างกายไม่สามารถทนทานต่อความกดอากาศภายในบ่อโคลนที่ทำให้หายใจลำบากกว่าลอยคออยู่ในบ่อน้ำธรรมดาได้จนต้องกระเสือกกระสนพาร่างฝ่าความหนืดของโคลนเพื่อจะขึ้นจากบ่อ ...แต่ฝ่าเท้าที่หุ้มด้วยรองเท้าคอมแบทของครูฝึกมักจะลอยมากระแทกกลางลงกลางศีรษะเสียก่อนเพื่อกันไม่ให้ผู้เข้าฝึกพาร่างขึ้นฝั่งได้สำเร็จ ...เวลาสองเดือนผ่านไปอย่างช้าๆ พร้อมกับความหฤโหดของการฝึกหลักสูตรยุทธวิธีการต่อสู้ภาคพื้นดินทำให้จำนวนของผู้เข้าฝึกค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ “อ้าววว!!! ขึ้นมาได้!!! แล้วหมอบคลานไปฐานลวดหนามต่อ ปฏิบัติ!!” ...เสียงดุดันยังคงคอยตะโกนบอกมาเป็นภาษาอังกฤษเป็นระยะ ทำให้ผู้เข้าฝึกแต่ละคนค่อยๆ พาร่างแหวกความร้อนระอุและความหนืดของโคลนเพื่อขึ้นฝั่งแล้วคลานไปลอดเส้นลวดหนามที่ขึงไว้เรี่ยพื้นดินซึ่งเป็นฐานฝึกอันดับต่อไป “ใครไม่ไหวให้ยืนขึ้น!!! แล้วเดินฉีกก้นเด็กๆ ไปเข้าห้องพยายาลเสีย!!!” ...ครูฝึกยังคงตะโกนบอกเหมือนฟ้าคำราม และก็มีหลายคนที่พยายามจะลุกขึ้นยืน บางคนยืนได้แล้วก็ล้มลงทันทีเพราะออกซิเจนในร่างกายมีน้อยเกินกว่าจะพยุงร่างได้ต่อไป ...เบญดราพยายามตะเกียกตะกายคลานท่าหมอบไปตามทิศที่ครูฝึกส่งสัญญาณแต่ความอ่อนล้าและอาการเจ็บแปลบที่เกิดทั่วร่างกายจนถึงกับต้องหยุดคลานกระทันหัน “อ้ากกกกกก!!!” ...เบญรดาร้องเสียงหลงพร้อมแผ่นหลังแอ่นกระเด้งขึ้นตามสัญชาตญาณเมื่อรองเท้าคอมแบท กระทืบลงมาเต็มๆ บนแผ่นหลังเธอ “จะหยุดอีกนานไหม!!!! ถ้าอยากหยุดนานๆ ก็ใสหัวไป!! กลับบ้านไปเลยไป!! ...เสียงตะคอกเป็นภาษาอังกฤษนั้นดังอยู่ใกล้เธอเพราะครูฝึกกระทืบลงมาบนแผ่นหลังไม่พอแต่ยังกดแผ่นหลังเธอไว้ด้วยฝ่าเท้าอยู่อย่างนั้นจนเธอไม่สามารถหมอบคลานต่อได้ ...และจากเดิมที่หายใจลำบากอยู่แล้วก็ยิ่งเพิ่มความอึดอัดและเจ็บปวดมากขึ้นไปอีกจนพาลจะขาดใจเสียให้ได้ เบญรดาพยายามดิ้นและทำท่าจะพลิกตัวเพื่อให้ร่างหลุดจากฝ่าเท้าพิฆาตนั่น ..........................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







