تسجيل الدخول..แต่ช่วงจังหวะที่เธอเอียงหน้าขึ้นเพื่อจะพลิกร่าง
“ผลั๊วะ!!!!” “อ้ากกกกกกก!!!” ...หัวไม้กระบองก็ทิ่มลงมายังร่องแก้มจนเธอร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เมื่อหัวไม้กระบองกดลงร่องแก้มลงมาอีกทีแล้วเพิ่มแรงกดหนักหน่วงลงมาอีกจนเธอไม่สามารถต้านได้ต้องยอมปล่อยให้แก้มอีกซีกนาบลงไปกับพื้นดินตามแรงกดของหัวไม่กระบองนั่น “ยูจะดิ้นให้ตายเร็วเร๊อะ!!! รู้ไหมถ้าฝ่ายตรงข้ามจับตัวยูไปแล้วดิ้นแบบนี้ก็จะโดนมันส่องกบาลทีเดียวสมองกระจายเพราะมันไม่อยากเปลืองแรงไล่กระทืบยู เข้าใจไหม!!! ฟ้าคคคคยู้!!!! ไป๊!!! คลานต่อไป!!!” ...ครูฝึกกระแทกเสียงสมมุติฐานให้ฟังพร้อมย้ำความรุนแรงลงมาเพื่อให้จำใส่กะโหลกไว้แล้วตามด้วยฝ่าเท้ากระแทกหนักๆ มายังก้นอีกปั้กใหญ่เพื่อไล่ให้เธอเร่งคลานไปข้างหน้าต่อ ...แม้จะเจ็บปวดแค่ไหนแต่เบญรดาก็พยายามตั้งหน้าให้ตรงแล้วเพ่งมองไปข้างหน้าแม้จะรู้สึกว่ามีของเหลวรสชาติเค็มๆ เฝื่อนๆ ในกระพุ้งแก้มก็ตาม แต่ก็ยังพยายามกระดึ๊บร่างไปข้างหน้าทีละคืบๆ ....................... “ถ้าคุณทำสำเร็จนะผมจะยกให้คุณเป็นหุ้นใหญ่เลยล่ะ จะให้ใหญ่กว่าผมก็ยังได้นะ!!!” ...พ่อเลี้ยงทรงพลพูดกับออมหลังจากจบบทรักไปแล้วแต่ยังขลุกร่างเปลือยเปล่ากันอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงใหญ่ในคอนโดมิเนียมสุดหรูของพ่อเลี้ยงทรงพล ...ออมซึ่งนอนหนุนแขนพ่อเลี้ยงอยู่เมื่อได้ยินดังนั้นก็เงยหน้ามองพ่อเลี้ยงแล้วยิ้มดีใจและพอใจกับคำพูดนั้นอย่างมาก “จริงเหรอคะ!!! ให้ออมเป็นหุ้นใหญ่จริงๆ นะคะ!! แต่ไม่รู้ไอ้โอมจะยอมหรือเปล่าเพราะโอมมันรักฟาร์มกล้วยไม้นี้มากเลยค่ะ ส่วนแม่กับพ่อน่ะไม่เท่าไหร่หรอกเพราะถ้าน้องชายออมยอมขายฟาร์มให้พ่อเลี้ยงจริงๆ ล่ะก็แม่กับพ่อก็ต้องตามใจมันอยู่แล้วล่ะค่ะ” ...ออมพูดด้วยความดีใจแต่ก็ยังหวั่นๆ ว่าจะกล่อมน้องชายให้ยอมขายฟาร์มกล้วยไม้ให้กับพ่อเลี้ยงได้หรือไม่ ...พ่อเลี้ยงทรงพลใช้นิ้วม้วนปอยผมนุ่มๆ ของออมเล่น พร้อมจูบตรงหน้าผากเพื่อส่งกระแสคลั่งไคล้ในตัวเธอ นั่นยิ่งทำให้ออมรู้สึกว่าพ่อเลี้ยงทั้งรักทั้งหลงในตัวเธอจนโงหัวไม่ขึ้นเข้าแล้ว “ก็นั่นมันหน้าที่คุณไงที่รัก!!! ผมหวังมากเลยรู้มั้ยว่าจะได้ฟาร์มกล้วยไม้นี้มารวมกับสองฟาร์มที่ผมซื้อไว้แล้ว ทีนี้ผมจะเปิดบริษัทส่งออกโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านบริษัทไหนทั้งนั้น คุณคิดดูสิว่าบริษัทส่งกล้วยไม้ออกต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือโดยมีแม่เลี้ยงคนนี้ที่ชื่ออุมาพรเป็นประธานบริษัท โอ้โห!!! แค่นึกภาพไก็เหมือนนางพญาแล้วละครับ!!” “ฮ่าๆๆๆๆ...” ...น้ำเสียงไพเราะนุ่มหูที่พูดอยู่ใกล้ผิวแก้มของออมทำให้เธอนึกภาพตามทุกคำพูดแล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นพร้อมกันเมื่อภาพมาหยุดลงตรงที่เธอเหมือนนางพญา “ค่ะ!!! ออมจะให้โอมขายฟาร์มกล้วยไม้ให้พ่อเลี้ยงให้ได้ออมสัญญาค่ะ!!!” ...คำสัญญาที่มั่นใจของออมทำให้พ่อเลี้ยงยิ้มมุมปากอย่างเหี้ยมๆ จนดูไม่เหมือนความรู้สึกในตอนแรกเอาเสียเลย แต่เพราะออมไม่ได้มองรอยยิ้มนั้นเธอจึงไม่เห็นว่าเป็นยิ้มที่ต่างจากครั้งแรก .................... “พ่อครับ!!! คุณวีรวิทย์ตอบรับการเสนอขายส่งกล้วยไม้ของเราแล้วนะครับ!!! หึๆ เห็นมั้ยครับว่าที่ผมเพาะเนี้อเยื่อพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาทำให้เขาเห็นความแปลกใหม่ที่สวยบาดตาจนต้องรีบตกลงเลยล่ะครับ” ...โอมบอกพ่อกับแม่ขณะแวะหาพ่อกับแม่ที่บ้านในเมืองซึ่งถือว่าเป็นการนำข่าวดีมาแจ้งหลังจากที่เขาเสนอโปรเจคขายส่งกล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ที่เพาะเนื้อเยื่อด้วยมือของเขาเองไปยังบริษัทรับส่งออกไปยังต่างประเทศที่เขาศึกษาหาข้อมูลจากหลายๆ บริษัทแล้วเลือก “วีรวิทย์ชิปปิ้ง” ในการนำเสนอโปคเจคดังกล่าว และมีการตอบรับกลับมาในวันนี้ ...พ่อเลี้ยงสิทธิชัยกับแม่เลี้ยงฟองจันทร์รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่เห็นลูกชายทำงานได้สำเร็จอีกชิ้นและถือว่าเป็นงานใหญ่ทีเดียว ...เดิมทีบริษัทเล็กๆ ของเขาขอพ่วงกับบริษัทใหญ่อีกเจ้าในกรุงเทพแต่เพราะทางนั้นมีเงื่อนไขและข้อจำกัดประเภทของกล้วยไม้มากเกินไปทำให้เขาขยายตลาดได้ค่อนข้างยากจึงทำให้โอมต้องหาบริษัทส่งออกเพิ่มเพื่อรองรับกล้วยไม้ประเภทอื่นด้วยโดยยังคงส่งกล้วยให้กับบริษัทแรกเหมือนเดิม ...โอมดีใจมากเพราะนอกจากโปรเจคจะผ่านฉลุยแล้วเขายังทำให้พ่อกับแม่ยิ้มได้อย่างมีความสุขในรอบสองสามเดือนที่ผ่านมาหลังจากต้องทุกข์ใจกับเรื่องพี่ออมจนพาลจะป่วยทั้งคู่ “ดีมากโอม พ่อกับแม่ดีใจด้วยนะลูก เฮ่ออออ!!! มีแต่ยายออมที่พาตัวเองถอยหลังเข้าคลองเห็นผิดเป็นถูกไปซะงั้น!!!” ...แม่เลี้ยงฟองจันทร์ผู้เป็นแม่สีหน้าหมองลงทันทีเมื่อพูดถึงลูกสาวคนโต ...ผู้เป็นพ่อหย่อนแผ่นหลังลงพนักโซฟาอย่างอ่อนล้าจากจิตใจที่ทดท้อจากลูกสาว “วันก่อนพ่อเจอออมที่หน้าธนาคาร พ่อพยายามพูดให้ออมกลับบ้านแต่ออมไม่กลับแล้วเดินหนีพ่อไปขึ้นรถใครก็ไม่รู้” ...เมื่อผู้เป็นพ่อเล่าออกมาก็ทำให้ผู้เป็นแม่กับโอมหันมามองหน้ากันทันที “ทำไมพ่อไม่บอกผมล่ะครับ!! ผมบอกแล้วไงว่าถ้าใครรู้ข่าวหรือเห็นพี่ออมให้รีบบอกผม ผมจะไปหาเขา จะคุยกับเขาเอง!!!” ...โอมรีบทวนคำฝากที่บอกไว้ครั้งก่อน ...ผู้เป็นพ่อมองขึ้นเพดานแล้วส่ายหน้าช้าๆ เหมือนคนสิ้นหวัง “ไม่มีทางแล้วล่ะ!!! พ่อเห็นสภาพออมแล้วพ่อก็ตีบตันไปหมดเพราะไม่เหมือนออมคนเดิมเลย แล้วก่อนที่เขาจะไปขึ้นรถเขายังบอกว่าให้พ่อมาบอกแกว่าเดี๋ยวเขาจะติดต่อกลับมาเองแต่เพราะพ่อปวดใจกับสภาพของออมมากพ่อเลยไม่อยากเล่าให้ใครฟัง” ...พ่อเลี้ยงสิทธิชัยในวัยเจ็ดสิบต้นๆ พูดออกมาด้วยเสียงแห้งผาก ...เสียงสะอื้นเล็กๆ ดังมาจากแม่เลี้ยงฟองจันทร์ผู้เป็นแม่ที่กำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาเพราะเกิดอาการคิดถึงลูกสาวขึ้นมาจับใจ ความคิดถึงและความเป็นห่วงมันทะลักออกมาจนล้นเป็นน้ำตา ...โอมเห็นแม่ร้องไห้ก็รีบโผตัวลงไปนั่งข้างๆ เพื่อปลอบ เขาเองก็คิดถึงและเจ็บปวดไม่แพ้กัน “แม่ครับ!!! ทำใจดีๆ นะครับ ถ้าพ่อบอกว่าพี่ออมจะติดต่อมาก็คงอีกไม่นานหรอกครับเขาต้องติดต่อกลับมาแน่ๆ เพื่อนผมก็ช่วยตามดูให้อยู่แต่เห็นว่าพี่ออมชอบตามพ่อเลี้ยงไปโน่นไปนี่อยู่ตลอดเลยทำให้ไม่รู้ที่อยู่ที่ชัดเจนน่ะครับ” “ไหนๆ ก็พูดแล้วก็ขอพูดให้หายหนักอกเหอะแม่ฟองจันทร์ ฉันคิดว่าไอ้ทรงพลมันต้องหลอกให้ยายออมเสพยาแล้วหลอกใช้งานลูกเราแน่ๆ” ...เสียงผู้เป็นพ่อพูดออกมาเหมือนระบายความหนักอกที่คิดอยู่ตลอด ...แต่สิ่งที่พ่อเลี้ยงสิทธิชัยพูดออกมากลับยิ่งทำให้แม่เลี้ยงฟองจันทร์เจ็บปวดมากขึ้นถึงกับน้ำตาพร่างพรูออกมาเหมือนเขื่อนแตก .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







![เพลิงแค้นเจ้าสาวผิดตัว [Love Drama 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)