LOGINCopyright@2018
สงวนลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอกเนื้อหา ภาพประกอบ รวมทั้งดัดแปลงเป็นแถบบันทึกเสียง ตลับวีดีทัศน์หรือเผยแพร่ด้วยรูปแบบและวิธีการอื่นก่อนได้รับอนุญาต
ก่อนหน้านี้เธอไปอยู่ที่ไหนมาหนอ...
ความทรงจำมันมักจะวูบวาบเข้ามาในสมองตอนหลับ เป็นภาพคลุมเครือสั้นๆ ที่ตัดฉากไปมา มันเกิดขึ้นสั้นๆ แล้ววูบหายไปอย่างรวดเร็วจนเธอไม่สามารถปะติดปะต่อ มันชวนให้สับสนงุนงงจนรำคาญตัวเอง ตอนที่เธอฟื้นสติขึ้นมาใหม่ๆ ก็ร้อนรนไต่ถาม ต้องการจะไขว่คว้าหาคำตอบมากมาย แต่หมอกับพยาบาลก็ตอบอะไรไม่ค่อยได้เท่าไร
‘ฉันเป็นใคร มีใครรู้บ้างไหมคะ’
“เสียใจด้วย ไม่มีเอกสารใดๆ ติดตัวคุณมาเลยครับ”
‘แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรคะ’ เธอพยายามสื่อสารกับทุกคนด้วยการใช้กระดาษกับดินสอ ‘ฉันมาจากที่ไหน มีใครบอกได้บ้างไหมคะ’
“ผมเองก็ไม่ทราบครับ”
‘ไม่มีใครลงประกาศตามหาคนหายเลยหรือคะ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ตำรวจ สถานทูต?’
“ยังไม่มีเลย ทางเราติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว เชื่อได้ว่าอีกไม่นานคงจะมีข่าวดี แม้ว่าความสามารถในการพูดจะถูกปิดกั้นไว้ แต่ทักษะด้านภาษาของคุณยังคงดีอยู่ เพราะฉะนั้นแล้วค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า คุณเพิ่งฟื้นจากอาการโคม่า สิ่งแรกที่ควรคิดก็คือสุขภาพของคุณเองนะครับ”
หมอปลอบโยนเช่นนั้นเสมอ แต่นับวันเธอกลับรู้สึกว่าตนเองกำลังหลงทาง วกวนหาทางออกไม่เจอ
“ของชิ้นเดียวที่ติดตัวคุณก็คือแหวนเพชรวงนี้ค่ะ” พยาบาลชี้ไปที่แหวนบนนิ้วนางข้างซ้าย เพชรขนาดสิบกะรัต เจียระไนอย่างงดงามเปล่งประกาย ร่างบางลูบไล้มัน พยายามนึกถึงที่มาที่ไปของมัน แหวนวงนี้เป็นแหวนแต่งงาน... เธอแต่งงานกับใครกันหนอ
“คุณน่าจะอายุไม่เกินยี่สิบค่ะ ถึงแม้ว่าจะไม่มีข้อมูลว่าคุณเป็นใครมาจากไหน แต่ทางเราก็ได้รับคำสั่งให้รักษาพยาบาลคุณอย่างดีเยี่ยม”
‘คำสั่งจากใครคะ’
พยาบาลคนหนึ่งเล่าให้ฟังคร่าวๆ มาเธอถูกพามาที่นี่ในสภาพหมดสติ บุคคลนิรนามที่พาเธอมาไม่แจ้งรายละเอียดใดๆ แต่ยินดีจ่ายค่ารักษาทุกอย่าง ดังนั้นจึงช่วยไม่ได้ที่จะมีเสียงซุบซิบว่าเธออาจจะเป็นภรรยาที่ถูกสามีทำร้าย เขาก็เลยต้องแอบซ่อนเธอไว้อะไรเทือกนั้น หรือบางทีเธออาจจะเป็นทายาทกองมรดกแสนร่ำรวย แต่ถูกญาติจอมละโมบปองร้าย หรือเธออาจจะเป็นลูกสาวมหาเศรษฐีที่พ่อแม่ไม่ต้องการ ผู้คนพากันแต่งเติมเรื่องของเธอไปตามจินตนาการ แต่ทว่าก่อนที่ทุกคำนินทาจะลอยเข้าหูเธอ เบื้องบนก็ออกคำสั่งเฉียบขาดให้พนักงานทุกคนเก็บปากเก็บคำ
“ถ้าอยากตกงาน ลองพูดอะไรพล่อยๆ เกี่ยวกับเคสนั้นดูสิ และอย่าได้หวังเลยว่าจะสมัครงานที่ไหนได้อีก”
ผู้อำนวยการสถานพักฟื้นผู้ป่วยกำชับทุกคนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทุกคนที่ทำงานที่นี่เซ็นสัญญาเคร่งครัดว่าต้องเก็บความลับของคนไข้พิเศษรายนี้อย่างเข้มงวดสูงสุด
“ซินญอร์เวอร์ซาเลโก้จะไม่ให้อภัยผู้ใดก็ตามที่บังอาจสร้างปัญหา ฉันบอกตามตรงว่าชีวิตหลังเกษียณของฉันแขวนไว้กับเคสนี้ เพราะฉะนั้นอย่าเกิดเรื่องผิดพลาดเด็ดขาด”
หลังจากตื่นนอน ทำแผล กินมื้อเช้า ฝึกทำกายภาพบำบัดเล็กๆ น้อยๆ แล้วกิจวัตรประจำวันทุกเช้าของเธอก็คือเดินเล่น พยาบาลจะเข็นรถวิลแชร์พาเธอไปนั่งเล่นชมบรรยากาศในสวน มีแสงแดดยามเช้าอาบไล้ดอกไม้หลากสี สายลมบริสุทธิ์จากหุบเขาพัดกลิ่นหอมขององุ่นกับลาเวนเดอร์มาด้วย สุขภาพของเธอเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีรอยยิ้มให้กับบรรยากาศสดชื่นรอบตัว รอยยิ้มพิมพ์ใจและแววตาสวยเป็นประกายยิ่งขับเน้นความงามหมดจด ใครต่อใครจึงมักจะชอบมองมาที่เธอ บางคนบอกว่าเธองามเหมือนภาพพิมพ์ มองแล้วชื่นสายตาดี
แม้ว่าผู้คนจะชื่นชมเพียงใด แต่เธอมักจะมองลงไปที่ถนนคดเคี้ยวซึ่งลัดเลาะไปตามแนวเขาเขียวชอุ่ม นานๆ ครั้งถึงจะมีรถวิ่งขึ้นมาถึงสถานพักฟื้นแห่งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นรถขนส่งของสดและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไม่ก็รถของครอบครัวที่มาเยี่ยมคนไข้ แต่ไม่มีรถคันไหนเลยที่มาหาเธอ
“ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว พอจะจำอะไรได้บ้างไหมครับ”
‘ไม่ค่ะ’
หมอจะมาประเมินอาการของเธอทุกสัปดาห์ และตั้งคำถามที่เธอไม่มีคำตอบ เธอส่ายหน้าทุกครั้งเมื่อหมอซักถามถึงความทรงจำ เธอทำท่ากุมขมับเพื่อพยายามเค้นความคิดออกมาให้ แต่มันก็ว่างเปล่า ในอกนั้นเต็มไปด้วยความเครียดจนทรมาน เมื่อเธอถามถึงค่าใช้จ่ายด้วยความกังวล หมอก็จะปลอบใจว่าไม่มีอะไรต้องวิตก ไม่ต้องกดดันตัวเอง
“ไม่ต้องห่วงครับ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีผู้แจ้งความประสงค์รับผิดชอบให้ทั้งหมดแล้ว”
‘ใครหรือคะ’
“ต้องขอโทษด้วย เขาไม่ประสงค์ออกนามครับ ตามบันทึกแรกรับ เขาเป็นคนช่วยคุณขึ้นมาจากน้ำ”
‘แปลว่าเขาอาจจะรู้จักฉันใช่มั้ยคะ’
เธอเขียนข้อความถามหมอด้วยแววตากระตือรือร้น แต่คำตอบก็คือ... “หมอก็ไม่ทราบครับ”
เธอรู้สึกโดดเดี่ยวเหลือเกิน รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ ภาพความทรงจำยังคงวูบวาบอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งเธอเห็นตัวเองเปลือยเปล่าอยู่เบื้องหน้าชายร่างสูงใหญ่คนเดิมที่เธอฝันถึงบ่อยๆ ผู้ชายคนนั้นเชยคางของเธอขึ้นแล้วจูบอ่อนโยน จากนั้นก็เป็นภาพเพชรพลอยสวยงามมากมายเรียงรายบนถาด เธอยิ้มให้ใครบางคนแล้วแบมือ ภาพความทรงจำที่เริ่มหวนคืนมาไม่เชื่อมโยงกันเลยสักนิด แต่เธอก็พยายามรวบรวมชิ้นส่วนอันแสนวุ่นวายเข้าไว้ด้วยกัน
ริมฝีปากของเขานุ่มนวลราวกับกำมะหยี่ เรียวลิ้นร้อนและชุ่มชื้นของเขาซุกไซ้เข้ามาสำรวจ ค้นหาความหวานแล้วถอนกลับคืนไป แต่เพียงอึดใจก็พุ่งเข้ามาใหม่อย่างโหยหา ปล่อยคลื่นความหฤหรรษ์ซัดสาดเข้ามาในร่างกาย ในลมหายใจและในวิญญาณของเธออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนดานิกาสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เต็มไปด้วยความโหยหิวของเขา เธอตื่นตระหนก ลมหายใจกระชั้นหนักเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุจากมือของเขาที่สอดไซ้เข้าไปใต้ชุดนอน เซเวียร์จุมพิตสองแก้มของเธอและลำคองามระหง ระยะห่างอีกเพียงนิดเดียวริมฝีปากของเขาก็จะไต่ลงไปถึงทรวงอกอ่อนนุ่ม แต่ว่าเขากลับถอยห่างออกไป รีบปล่อยมือจากเธอราวกับเพิ่งเจอของน่ารังเกียจเซเวียร์เริ่มต้นเปิดโน้ตบุ๊คเพื่อทำงาน เสียงกดแป้นพิมพ์เบาๆ ดังต่อเนื่องอยู่เกือบชั่วโมง ฟังแล้วชวนให้ง่วง แต่ดานิกายังคงหลับไม่ลง รสจูบของเขาทำให้ร่างกายปั่นป่วนอลหม่านไปหมด ดานิกาแอบยกมือขึ้นแตะริมฝีปากแดงเจ่อของตนเองอย่างสับสน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เซเวียร์ไขว่คว้าเธออย่างร้อนรนและแล้วเขาก็เป็นฝ่ายผละตัวออกราวกับเธอเป็นเศษขยะทำไมกันนะ...“ซินญอร์ครับ การประชุมกับทีมเอเชีย
‘ช่วยเล่าเรื่องเกี่ยวกับเซย์ให้ฟังหน่อยสิคะ เขาเป็นคนแบบไหน’“ดิฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของซินญอร์ค่ะ ก็เลยไม่ค่อยรู้เท่าไร แต่ในฐานะนายจ้างแล้ว ซินญอร์เป็นคนที่ใจดีมากค่ะ ค่าแรงที่ดิฉันได้รับสูงกว่าบ้านเศรษฐีคนอื่นๆ ถึงสามเท่าเชียวค่ะ”‘ช่วยเล่าตอนที่ฉันแต่งงานแล้วอยู่กับเขาได้มั้ยคะ ความสัมพันธ์ของฉันกับเขาราบรื่นหรือเปล่า’“ดิฉันเพิ่งเข้ามาทำงานเมื่อต้นเดือนค่ะ ไม่รู้เรื่องอะไร... แต่ที่แน่ๆ คือซินญอร์รักคุณผู้หญิงมากนะคะ”‘ยังไงหรือคะ’“คุณผู้หญิงคงจะไม่รู้ ทุกวันซินญอร์กลับมาถึงที่นี่ช่วงดึกแต่คุณผู้หญิงกินยาหลับลึกไปแล้ว ซินญอร์ก็จะหอบงานมานั่งทำเงียบๆ อยู่ที่โต๊ะในห้องนอนของคุณผู้หญิง ดิฉันอายุปูนนี้แล้ว บอกเลยว่าซินญอร์เป็นสามีที่น่ารักมากค่ะ ดูออกเลยว่าเขาต้องการอยู่ใกล้ๆ คุณผู้หญิงเสมอ คำสั่งที่ทุกคนได้รับคือให้ถือเรื่องของคุณผู้หญิงเป็นอันดับแรกเสมอ คุณผู้หญิงโชคดีมากค่ะที่ได้แต่งงานกับซินญอร์”‘แล้วมีใครพ
“ฉันว่าฉันเองก็น้อยใจนะ ทำงานกลับมาถึงบ้านทีไร ภรรยาของฉันก็หลับอุตุไปแล้วทุกที”และเขาก็วางเจ้าก้อนขนสีส้มๆ ลงบนตักของเธอ “บ๊อก... บ๊อก...” เจ้าก้อนขนตัวเล็กๆ เป็นลูกสุนัขพันธุ์คอร์กี้ ขาสั้นๆ ก้นป้อมๆ ส่ายหางดุ๊กดิ๊ก ดานิการ้องว้าวออกมาคำหนึ่งโดยไม่รู้ตัว มันช่างเป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดบนโลกใบนี้ เขารู้ได้อย่างไรกันนะว่าเธออยากเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ ดานิกากางแขนข้างที่ยังว่าง กอดเขาแทนคำขอบคุณและยิ้มหยอกล้อเจ้าหนูตัวอ้วนๆ ด้วยความดีใจ หายงอนเป็นปลิดทิ้ง “ฉันเคยสัญญาว่าจะหาคอร์กี้ให้เธอเลี้ยง จำได้มั้ย” ดานิกาพยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออก เธอจึงส่ายหน้าพลางก้มลงไปทักทายเจ้าหนูน้อย ดวงตาของมันกลมโตใสแจ๋ว ลิ้นสีชมพูเข้มเล็กๆ แลบออกมาจากปาก ดานิกาไม่เคยเลี้ยงสัตว์มาก่อนเลยไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อมัน แต่เธอก็ชอบใจที่ได้อุ้มมัน “ดูเหมือนว่าเธอจะชอบ
คฤหาสน์ของตระกูลเวอร์ซาเลโก้เป็นอาคารเก่าแก่ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่สิบแปด ตั้งอยู่บนเนินเขาเป็นเอกเทศ สงบเงียบและเป็นส่วนตัวในระดับสูงสุด เมื่อมองออกไปจะเห็นทิวทัศน์ทะเลสาบและแนวขุนเขางดงาม หรือถ้ามองไปทางตะวันออกก็จะเห็นเมืองมิลานซึ่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวาในยามค่ำคืน ตัวเมืองจะทอแสงสีเป็นประกายราวกับโปรยผงทองคำ นับตั้งแต่ถูกรับตัวออกจากสถานพักฟื้น เธอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว อยู่ในช่วงปรับตัวและทำความคุ้นเคยกับบ้านหลังใหม่ คนที่ทำงานในคฤหาสน์แห่งนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือบรรดาพ่อบ้านแม่บ้านแต่งตัวชุดเครื่องแบบขาวดำ มีคุณจูเซปเปเป็นหัวหน้าพ่อบ้าน ส่วนอีกกลุ่มคือองครักษ์ผู้คุ้มกัน พวกเขาเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี พกอาวุธติดตัว แต่ละคนแต่งตัวใส่สูทรัดกุม ไม่ค่อยพูดจาสักเท่าไรเพราะมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตามคำสั่งของนายเหนือหัว ดานิกาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าโลกภายนอกมีอันตรายใดๆ ที่จ้องจะทำร้ายเธออยู่หรือ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงได้ระแวดระวังภัยให้เธอยิ่งนัก
บทที่ 3 สามีภรรยา โลกใบใหม่ของดานิกาเปิดกว้างขึ้นอีกนิดเมื่อมาถึงมิลาน เมืองหลวงของแคว้นลอมบาร์ดี ทางเหนือของอิตาลี ที่นี่ได้ชื่อว่าโก้หรูและมีรสนิยมที่สุดในอิตาลี บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนจนพื้นที่รอบๆ เมืองเป็นเขตอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป รวมทั้งเป็นแหล่งแฟชั่นชั้นนำของโลก และแน่นอนว่าเกือบทั้งหมดเป็นเครือข่ายของอภิมหาเศรษฐีอย่างเซเวียร์ เวอร์ซาเลโก้รถลีมูซีนคันหนึ่งพร้อมรถองครักษ์ติดตามสามคัน วิ่งฉิวออกจากสนามบินนานาชาติมัลเพนซา พาเธอไปตามเส้นทางไฮเวย์มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์หลังมหึมาบนยอดเนิน รถแล่นผ่านรั้วเหล็กสูงและป้อมรักษาความปลอดภัย วิ่งไปตามถนนปูอิฐบล็อกยาวเหยียดซึ่งปลูกต้นสนไซปรัสสง่างาม เกาะกลางถนนทำเป็นน้ำพุทิ้งสายน้ำกระซ่านกระเซ็น กระทบรูปปั้นหินอ่อนอย่างสวยงามน่ามอง ดานิกามองไปรอบๆ แววตาดูจะสนใจใคร่รู้มากกว่ากังวล ส่วนเซเวียร์สงบเงียบจนเกือบจะนิ่งเฉย“เห็นเรือนกระจกนั่นมั้ย เธอใช้เวลาอยู่ที่นั่นได้เป็นวันๆ”
‘ไปที่ไหนคะ’“มิลาน อิตาลี”คำพูดของเขาส่งกระแสเย็นวาบ ดานิกาไม่คิดฝันล่วงหน้ามาก่อนว่าจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกรวดเร็วเช่นนี้ แถมยังไปไกลในที่ที่เธอไม่รู้จัก ใจหนึ่งก็ตื่นเต้นยินดีที่จะได้ค้นหาความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่อีกใจก็รู้สึกหวาดกลัวและหลงทาง บางทีเธอควรจะหลงลืมทุกสิ่งและไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครแบบนี้จะดีกว่าไหม ความเจ็บล้ำลึกที่ฝังอยู่ในใจกระตุ้นเตือนเสมอว่าอย่าไปแตะต้องมันไม่ใช่หรือ ‘คุณรู้จักฉันใช่ไหมคะ ฉันเป็นใคร ได้โปรดบอกฉันที’ดานิกาสบตาเขาอย่างมีความหวัง รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างในใจกำลังเปล่งแสงทอประกาย เพิ่มขึ้น... เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด หัวใจของเธอเต้นโลดลิ่วเมื่อได้ยินเขาตอบว่า“ใช่ ฉันรู้จักเธอ”จู่ๆ เขาก็อุ้มเธอขึ้นจากรถเข็น เดินตรงกลับไปขึ้นรถ แทนที่จะตกใจกลัว ร่างบอบบางกลับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่หวั่นเกรงใดๆ ปล่อยให้อะไรบางอย่างทอประกายในดวงตาดุจดวงดาราคู่นั้น เมื่ออยู่ใกล้ชิดกัน ดานิกาก็สัมผัสได้ว่าตัวของเขามีกลิ่นหอมของทะเลอันไ







