LOGIN
ซีรีส์ชุด เจ้าสาวของมหาเศรษฐี ผลงานโดย ไอศิกา มีทั้งหมด 3 เรื่อง คือ
1.มหาเศรษฐีล่ารัก โดย ไอศิกา
2.มหาเศรษฐีทวงรัก โดย ไอศิกา
3.มหาเศรษฐีสั่งรัก โดย ไอศิกา
แบบเล่ม สามารถหาซื้อได้ที่สำนักพิมพ์ไลต์ ออฟ เลิฟ นะคะ ช่วงนี้จัดโปรบุฟเฟ่ต์คุ้มๆ แวะไปสอยกันได้เลย คุ้มมากๆ จ้า
เธอกำลังรู้สึกว่ามีใครบางคนเลียไล้ร่างกายของเธออยู่
อะไรบางอย่างที่อ่อนนุ่มและชื้นฉ่ำ กำลังปลุกเร้าให้เธอตื่นขึ้นจากภาวะหลับใหล ร่างกายของเธอเริ่มแอ่นโค้งไปตามจังหวะที่ใครคนนั้นควบคุมราวกับนักดนตรีที่กำลังดีดพรมเปียโน คนๆ นั้นบงการทุกสิ่งตามอำเภอใจยิ่งนัก ดุดันทว่าอ่อนโยน แข็งกร้าวทว่านุ่มนวล
“บอกฉันสิ... ว่าเธอจะเป็นของฉัน”
เรียวลิ้นแข็งแรงกำลังลากขึ้นช้าๆ ไปตามร่างกายเปลือยเปล่า เธอพลิกตัวหนีด้วยความง่วงงุน แต่ใครคนนั้นก็ตามติดไม่ยอมถอยห่าง
ใครกัน?
ใครกำลังหัวเราะในลำคอพลางสัมผัสร่างกายของเธออย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง พึงพอใจที่ริมฝีปากของเธอเผยอเล็กน้อย ส่งเสียงครางแผ่วเบาๆ
คนผู้นั้นกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง เสียงกระซิบแทรกผ่านมาตามสายลม เสียงของเขานุ่มนวลชวนขยี้ใจจนเธอเชื่อว่าตัวจริงของเขาจะต้องมีเสน่ห์รุนแรงเช่นเดียวกับเสียงของเขา ฝ่ามือของเขานุ่มลื่น ร้อนจัดและใหญ่โตพอที่จะหักข้อมือของเธอได้ แต่เขาก็สัมผัสเธออย่างอ่อนโยนเหลือเกิน เธอนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเขาเป็นใคร
“ลืมตาขึ้นสิ แล้วครางเรียกชื่อฉัน”
คำสั่งกระซิบข้างหู เป็นเสียงทุ้มนุ่มชวนขยี้ใจให้แหลกลาญได้ในพริบตา ช่างเป็นเสียงที่อบอุ่นคุ้นเคยแต่ก็ดึงความเจ็บปวดทรมานให้มาพร้อมกัน เธอปรือตาขึ้นเล็กน้อยเพื่อค้นหา
ใครกันหนอที่รุกรานร่างกายของเธออย่างน่าละอาย แล้วก็ได้เห็นแววตาคมกริบดุจสัตว์นักล่าของคนผู้นั้น ดวงตาของเขาทรงพลังเต็มไปด้วยโทสะสังหาร
‘อย่า...’
เธอพยายามเปล่งเสียงแล้วแต่ทำไม่ได้ ในความมืดสลัวนั้นเธอมองอะไรไม่เห็นเลย เห็นเพียงแววตาของคนผู้นั้น มันเต็มไปด้วยความเจ็บแค้นผิดหวัง เธอไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ไม่รู้ว่าเหตุใดแค่จ้องมองดวงตาคู่นั้น หัวใจมันก็เกิดแผลบาดลึก ยับเยินไม่มีชิ้นดี
“ต่อให้เธอหนีฉันไปสุดขอบนรก ฉันก็จะไปลากเธอกลับมา อย่าได้คิดหนีไปจากฉัน”
คำประกาศิตนั้นเสียดแทงทะลุทุกสิ่ง ดวงตาคู่งามจ้องประสานกับดวงตาคมกริบ เนื้อตัวสั่นเทา ไม่เข้าใจว่าเขาเป็นใคร รู้แต่ว่าเธอต้องหนี แต่ทว่าริมฝีปากแดงระเรื่อพลันถูกประกบจูบ เขาจุมพิตร้อนแรงอ้อยอิ่งอยู่นาน ตวัดลิ้นนุ่มเกี่ยวกระหวัดอย่างดุดันราวกับสัตว์ร้ายที่หลุดจากการควบคุม เธอสำลักจูบจนหายใจไม่ทัน แตกตื่นจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อเผยอริมฝีปากเพื่อจะร้องขอความช่วยเหลือก็ถูกจุมพิตร้ายกาจช่วงชิงเสียงไปจนหมดสิ้น เธอเหนื่อยอ่อนและตื่นเพริดกับความสับสนที่ต้องเผชิญเหลือเกิน
‘คุณเป็นใคร...’
ภาพของเขาก็พลันลอยห่างออกไป เหลือเพียงจุมพิตร้อนดุจเปลวเพลิงที่พุ่งตรงเข้ามามีอำนาจเหนือลมหายใจของเธอ วูบถัดมาเธอร่วงหล่นจมอยู่ใต้ผืนน้ำกลางพายุ เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดแดงฉาน น้ำเย็นจนเป็นน้ำแข็งทำให้ร่างกายหมดเรี่ยวแรงและมีมือของใครบางคนกดศีรษะของเธอให้จมน้ำลงไป
เมื่อฝันมาถึงจุดนี้ เธอก็จะผวาตื่นขึ้นโดยที่มีเหงื่อโซมกาย อ้าปากหายใจหอบ
ร่างบางจ้องมองฝ่ามือของตนเอง มันมีรอยแผลเป็นทางยาวไปจนถึงแขน หมอบอกว่าเป็นแผลที่ได้รับตอนเกิดอุบัติเหตุตกเรือ อาจจะเกิดขึ้นเพราะถูกเชือกบาด ส่วนขาข้างซ้ายหักจนต้องใส่เฝือกราวๆ สองสามเดือน เธอลูบขมับของตนเองเบาๆ เพราะตรงนั้นมีรอยผ่าตัด นอกจากแผลเหล่านี้แล้ว เธอยังได้รับผลกระทบทางจิตใจจนไม่สามารถพูดออกเสียงได้
“แค่ชั่วคราวเท่านั้น อีกไม่นานหลังจากที่คุณสุขภาพดีขึ้นจนเป็นปกติ ทุกอย่างก็จะกลับเข้าที่อย่างที่คุณเคยเป็น ผลการทดสอบประสิทธิภาพสมองแต่ละด้าน คุณทำได้ดีเยี่ยมทีเดียว อีกไม่นานความทรงจำก็จะค่อยๆ กลับมาเอง ไม่ต้องรีบร้อนครับ”
หมอมักจะบอกเช่นนั้นเสมอ
เธอไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่มีความทรงจำ ไม่รู้ว่าตนเองมาอยู่ที่สถานพักฟื้นเอกชนตั้งแต่เมื่อไร เมื่อส่องกระจกดูตัวเองแล้วก็พอจะรู้ตนมีเชื้อสายเอเชีย ด้วยเค้าโครงใบหน้ารูปไข่หวานซึ้ง นัยน์ตาสีดำขลับ ผิวขาวละมุนนุ่มเนียนราวกับจุ่มน้ำผึ้ง เมื่อมองดูดีๆ ดวงตางดงามคู่นั้นมีแววดื้อรั้นแก่นแก้วอยู่ไม่น้อย แม้ว่าแววตาปราศจากรอยยิ้มของเธอจะหม่นแสงลงเพราะความเจ็บป่วย แต่ผู้ดูแลทุกคนต่างเอ่ยปากชมและชักจูงให้เธอรู้สึกถึงความงามสง่าของตนเอง
เมื่อตื่นนอนและคิดทบทวนเรื่องที่ฝันทั้งหมดแล้ว เธอจะนอนนิ่งๆ อยู่อย่างนั้นสักพักเพื่อขับไล่น้ำตา จากนั้นก็คว้าไม้ค้ำยัน พยุงตัวเองไปที่อ่างล้างหน้าอย่างยากลำบาก ผู้ช่วยพยาบาลก็จะเข้ามาดูแลทันทีที่รับรู้ว่าภายในห้องมีการเคลื่อนไหว
“ตื่นแล้วหรือคะ อรุณสวัสดิ์ค่ะมิส”
‘ค่ะ’ เธอพยักหน้า ค้อมศีรษะเล็กน้อยแทนคำตอบพลางส่งยิ้มขอบคุณ
“วันนี้อากาศดี ลงไปเดินเล่นข้างล่างก็ไม่เลวนะคะ ดิฉันจะเข็นรถพาคุณไปนะคะ”
‘ขอบคุณค่ะ’ ผู้ช่วยพยาบาลเข้ามาช่วยเธอเช็ดตัว ร่างบางถอดเสื้อออกและนั่งเหม่อลอยอยู่ท่ามกลางแสงตะวันที่ทอดยาวเข้ามาทางหน้าต่าง แค่นั้นเธอก็ดูสวยจับใจ หลังจากเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นผสมสบู่หอมๆ เรียบร้อยแล้ว ผู้ช่วยพยาบาลช่วยแต่งตัวให้เหมือนอย่างทุกวัน เป็นชุดผู้ป่วยสีชมพูอ่อน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
“ดิฉันถักเปียให้นะคะ”
‘ขอบคุณค่ะ’ เธอยิ้มพลางค้อมศีรษะเล็กน้อยเพื่อสื่อสารกลับไป เรือนผมดำขลับของเธอยาวสลวยเป็นประกายเงางาม พวกผู้ช่วยก็เลยชอบมาจัดแต่งทรงผมให้ บางวันก็ผูกมวยผมประดับดอกไม้ราวกับจะไปงานเลี้ยงที่ไหนสักแห่ง บางวันก็จับถักเปียคาดหน้าผากแล้วผูกหางม้า ส่วนวันนี้ถักเปียคู่แล้วผูกโบ แค่นี้ทุกคนก็สนใจมองจนต้องเหลียวหลังเลยทีเดียว
“ดอกกุหลาบเพิ่งตัดใหม่ๆ ค่ะ หอมสดชื่นดีว่ามั้ยคะ”
ผู้ช่วยพยาบาลอีกคนเข้ามาพร้อมกุหลาบช่อใหญ่ นำมาแทนดอกลิลลี่ที่เริ่มเฉา พวกเขาจัดตกแต่งห้องของเธอเป็นพิเศษและจะต้องมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อยหนึ่งคนคอยอยู่เฝ้าเธอตลอดเวลา ที่นี่คือสถานพักฟื้นซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาในฝรั่งเศส เปิดรับดูแลผู้ป่วยรวมทั้งดูแลผู้สูงอายุ มีแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ครบครัน
เธอสังเกตว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะพักอยู่รวมกันประมาณสี่คนต่อห้อง ในขณะที่มีเพียงไม่กี่คนที่ได้พักในห้องส่วนตัวสะดวกสบาย ซึ่งเธอเป็นหนึ่งในนั้น พวกพยาบาลพูดกันว่าห้องพักฟื้นส่วนตัวนั้นต้องจองล่วงหน้าเป็นปีๆ แต่เพราะคำสั่งจากใครบางคน คนป่วยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใครจึงได้สิทธิ์เข้าพักในห้องนี้
เวลานับเดือนผ่านไปโดยที่เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีคำตอบว่าใครเป็นผู้อุปการะดูแลค่าใช้จ่ายแพงลิบลิ่ว ไม่มีใครให้คำตอบได้เลยสักคน
ก่อนหน้านี้เธอไปอยู่ที่ไหนมาหนอ...
ริมฝีปากของเขานุ่มนวลราวกับกำมะหยี่ เรียวลิ้นร้อนและชุ่มชื้นของเขาซุกไซ้เข้ามาสำรวจ ค้นหาความหวานแล้วถอนกลับคืนไป แต่เพียงอึดใจก็พุ่งเข้ามาใหม่อย่างโหยหา ปล่อยคลื่นความหฤหรรษ์ซัดสาดเข้ามาในร่างกาย ในลมหายใจและในวิญญาณของเธออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนดานิกาสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เต็มไปด้วยความโหยหิวของเขา เธอตื่นตระหนก ลมหายใจกระชั้นหนักเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุจากมือของเขาที่สอดไซ้เข้าไปใต้ชุดนอน เซเวียร์จุมพิตสองแก้มของเธอและลำคองามระหง ระยะห่างอีกเพียงนิดเดียวริมฝีปากของเขาก็จะไต่ลงไปถึงทรวงอกอ่อนนุ่ม แต่ว่าเขากลับถอยห่างออกไป รีบปล่อยมือจากเธอราวกับเพิ่งเจอของน่ารังเกียจเซเวียร์เริ่มต้นเปิดโน้ตบุ๊คเพื่อทำงาน เสียงกดแป้นพิมพ์เบาๆ ดังต่อเนื่องอยู่เกือบชั่วโมง ฟังแล้วชวนให้ง่วง แต่ดานิกายังคงหลับไม่ลง รสจูบของเขาทำให้ร่างกายปั่นป่วนอลหม่านไปหมด ดานิกาแอบยกมือขึ้นแตะริมฝีปากแดงเจ่อของตนเองอย่างสับสน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เซเวียร์ไขว่คว้าเธออย่างร้อนรนและแล้วเขาก็เป็นฝ่ายผละตัวออกราวกับเธอเป็นเศษขยะทำไมกันนะ...“ซินญอร์ครับ การประชุมกับทีมเอเชีย
‘ช่วยเล่าเรื่องเกี่ยวกับเซย์ให้ฟังหน่อยสิคะ เขาเป็นคนแบบไหน’“ดิฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของซินญอร์ค่ะ ก็เลยไม่ค่อยรู้เท่าไร แต่ในฐานะนายจ้างแล้ว ซินญอร์เป็นคนที่ใจดีมากค่ะ ค่าแรงที่ดิฉันได้รับสูงกว่าบ้านเศรษฐีคนอื่นๆ ถึงสามเท่าเชียวค่ะ”‘ช่วยเล่าตอนที่ฉันแต่งงานแล้วอยู่กับเขาได้มั้ยคะ ความสัมพันธ์ของฉันกับเขาราบรื่นหรือเปล่า’“ดิฉันเพิ่งเข้ามาทำงานเมื่อต้นเดือนค่ะ ไม่รู้เรื่องอะไร... แต่ที่แน่ๆ คือซินญอร์รักคุณผู้หญิงมากนะคะ”‘ยังไงหรือคะ’“คุณผู้หญิงคงจะไม่รู้ ทุกวันซินญอร์กลับมาถึงที่นี่ช่วงดึกแต่คุณผู้หญิงกินยาหลับลึกไปแล้ว ซินญอร์ก็จะหอบงานมานั่งทำเงียบๆ อยู่ที่โต๊ะในห้องนอนของคุณผู้หญิง ดิฉันอายุปูนนี้แล้ว บอกเลยว่าซินญอร์เป็นสามีที่น่ารักมากค่ะ ดูออกเลยว่าเขาต้องการอยู่ใกล้ๆ คุณผู้หญิงเสมอ คำสั่งที่ทุกคนได้รับคือให้ถือเรื่องของคุณผู้หญิงเป็นอันดับแรกเสมอ คุณผู้หญิงโชคดีมากค่ะที่ได้แต่งงานกับซินญอร์”‘แล้วมีใครพ
“ฉันว่าฉันเองก็น้อยใจนะ ทำงานกลับมาถึงบ้านทีไร ภรรยาของฉันก็หลับอุตุไปแล้วทุกที”และเขาก็วางเจ้าก้อนขนสีส้มๆ ลงบนตักของเธอ “บ๊อก... บ๊อก...” เจ้าก้อนขนตัวเล็กๆ เป็นลูกสุนัขพันธุ์คอร์กี้ ขาสั้นๆ ก้นป้อมๆ ส่ายหางดุ๊กดิ๊ก ดานิการ้องว้าวออกมาคำหนึ่งโดยไม่รู้ตัว มันช่างเป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดบนโลกใบนี้ เขารู้ได้อย่างไรกันนะว่าเธออยากเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ ดานิกากางแขนข้างที่ยังว่าง กอดเขาแทนคำขอบคุณและยิ้มหยอกล้อเจ้าหนูตัวอ้วนๆ ด้วยความดีใจ หายงอนเป็นปลิดทิ้ง “ฉันเคยสัญญาว่าจะหาคอร์กี้ให้เธอเลี้ยง จำได้มั้ย” ดานิกาพยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออก เธอจึงส่ายหน้าพลางก้มลงไปทักทายเจ้าหนูน้อย ดวงตาของมันกลมโตใสแจ๋ว ลิ้นสีชมพูเข้มเล็กๆ แลบออกมาจากปาก ดานิกาไม่เคยเลี้ยงสัตว์มาก่อนเลยไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อมัน แต่เธอก็ชอบใจที่ได้อุ้มมัน “ดูเหมือนว่าเธอจะชอบ
คฤหาสน์ของตระกูลเวอร์ซาเลโก้เป็นอาคารเก่าแก่ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่สิบแปด ตั้งอยู่บนเนินเขาเป็นเอกเทศ สงบเงียบและเป็นส่วนตัวในระดับสูงสุด เมื่อมองออกไปจะเห็นทิวทัศน์ทะเลสาบและแนวขุนเขางดงาม หรือถ้ามองไปทางตะวันออกก็จะเห็นเมืองมิลานซึ่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวาในยามค่ำคืน ตัวเมืองจะทอแสงสีเป็นประกายราวกับโปรยผงทองคำ นับตั้งแต่ถูกรับตัวออกจากสถานพักฟื้น เธอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว อยู่ในช่วงปรับตัวและทำความคุ้นเคยกับบ้านหลังใหม่ คนที่ทำงานในคฤหาสน์แห่งนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือบรรดาพ่อบ้านแม่บ้านแต่งตัวชุดเครื่องแบบขาวดำ มีคุณจูเซปเปเป็นหัวหน้าพ่อบ้าน ส่วนอีกกลุ่มคือองครักษ์ผู้คุ้มกัน พวกเขาเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี พกอาวุธติดตัว แต่ละคนแต่งตัวใส่สูทรัดกุม ไม่ค่อยพูดจาสักเท่าไรเพราะมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตามคำสั่งของนายเหนือหัว ดานิกาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าโลกภายนอกมีอันตรายใดๆ ที่จ้องจะทำร้ายเธออยู่หรือ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงได้ระแวดระวังภัยให้เธอยิ่งนัก
บทที่ 3 สามีภรรยา โลกใบใหม่ของดานิกาเปิดกว้างขึ้นอีกนิดเมื่อมาถึงมิลาน เมืองหลวงของแคว้นลอมบาร์ดี ทางเหนือของอิตาลี ที่นี่ได้ชื่อว่าโก้หรูและมีรสนิยมที่สุดในอิตาลี บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนจนพื้นที่รอบๆ เมืองเป็นเขตอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป รวมทั้งเป็นแหล่งแฟชั่นชั้นนำของโลก และแน่นอนว่าเกือบทั้งหมดเป็นเครือข่ายของอภิมหาเศรษฐีอย่างเซเวียร์ เวอร์ซาเลโก้รถลีมูซีนคันหนึ่งพร้อมรถองครักษ์ติดตามสามคัน วิ่งฉิวออกจากสนามบินนานาชาติมัลเพนซา พาเธอไปตามเส้นทางไฮเวย์มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์หลังมหึมาบนยอดเนิน รถแล่นผ่านรั้วเหล็กสูงและป้อมรักษาความปลอดภัย วิ่งไปตามถนนปูอิฐบล็อกยาวเหยียดซึ่งปลูกต้นสนไซปรัสสง่างาม เกาะกลางถนนทำเป็นน้ำพุทิ้งสายน้ำกระซ่านกระเซ็น กระทบรูปปั้นหินอ่อนอย่างสวยงามน่ามอง ดานิกามองไปรอบๆ แววตาดูจะสนใจใคร่รู้มากกว่ากังวล ส่วนเซเวียร์สงบเงียบจนเกือบจะนิ่งเฉย“เห็นเรือนกระจกนั่นมั้ย เธอใช้เวลาอยู่ที่นั่นได้เป็นวันๆ”
‘ไปที่ไหนคะ’“มิลาน อิตาลี”คำพูดของเขาส่งกระแสเย็นวาบ ดานิกาไม่คิดฝันล่วงหน้ามาก่อนว่าจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกรวดเร็วเช่นนี้ แถมยังไปไกลในที่ที่เธอไม่รู้จัก ใจหนึ่งก็ตื่นเต้นยินดีที่จะได้ค้นหาความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่อีกใจก็รู้สึกหวาดกลัวและหลงทาง บางทีเธอควรจะหลงลืมทุกสิ่งและไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครแบบนี้จะดีกว่าไหม ความเจ็บล้ำลึกที่ฝังอยู่ในใจกระตุ้นเตือนเสมอว่าอย่าไปแตะต้องมันไม่ใช่หรือ ‘คุณรู้จักฉันใช่ไหมคะ ฉันเป็นใคร ได้โปรดบอกฉันที’ดานิกาสบตาเขาอย่างมีความหวัง รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างในใจกำลังเปล่งแสงทอประกาย เพิ่มขึ้น... เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด หัวใจของเธอเต้นโลดลิ่วเมื่อได้ยินเขาตอบว่า“ใช่ ฉันรู้จักเธอ”จู่ๆ เขาก็อุ้มเธอขึ้นจากรถเข็น เดินตรงกลับไปขึ้นรถ แทนที่จะตกใจกลัว ร่างบอบบางกลับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่หวั่นเกรงใดๆ ปล่อยให้อะไรบางอย่างทอประกายในดวงตาดุจดวงดาราคู่นั้น เมื่ออยู่ใกล้ชิดกัน ดานิกาก็สัมผัสได้ว่าตัวของเขามีกลิ่นหอมของทะเลอันไ







