LOGINตอนที่ 32: แรงกดดันของชาวบ้าน
ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่เชี่ยวกราก บรรยากาศที่บ้านกำนันพงษ์กลับคึกคักไปด้วยกลุ่มชาวบ้านหน้าดำคร่ำเครียดเกือบยี่สิบคน แต่ละคนคือเกษตรกรรายย่อยที่มีที่นาเพียง 1 ไร่บ้าง 3 ไร่บ้าง บ้านยากจนซึ่งแทบไม่พอกินอยู่แล้ว บ้านมีน้อยอยากขายได้เงินก้อนทุกคนมีจุดร่วมเดียวกันคือ "หนี้สิน" และฝันถึงเงินล้านที่จะมาชำระความทุกข์ที่แบกมาค่อนชีวิต
"แม่ใหญ่บุญมาเพิ่นเห็นแก่ตัวเด้กำนัน เพิ่นมีที่นาตั้ง 50 ไร่ ขายไปกะรวยค้ำฟ้า แต่พวกข่อยที่มีแค่ไร่สองไร่ นายทุนเขาบ่เอาถ้าแม่ใหญ่บ่ขายที่เพราะเป็นทางผ่านที่ของพวกข่อย" เสียงชาวบ้านคนหนึ่งโพล่งขึ้นด้วยความคับแค้น
"แม่นยิ่งไอ้กริชมันหลานรัก เพิ่นกะต้องฟังหลาน ปล่อยให้มันขุดทางน้ำอยู่นั่นล่ะ เงินสิบล้านบ่เอา สิเอาคูน้ำเน่า ๆ" อีกเสียงเสริม กำนันพงษ์แสยะยิ้มมองดูไฟแห่งความโลภที่บักรุ่งจุดติดจนโชติช่วง
"ป่ะพี่น้อง ในเมื่อเว้ากันดี ๆ บ่ฮู้เรื่อง เฮาก็ไปกดดันให้เพิ่นเห็นใจคนยากคนจนนำกัน"
ที่ชานหน้าบ้านของย่าบุญมา กริชกำลังนั่งอธิบายผังระบบน้ำให้ย่าฟังอย่างใจเย็น ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นพร้อมกับขบวนชาวบ้านที่นำโดยกำนันพงษ์และบักรุ่งที่เดินดุ่ม ๆ เข้ามาในเขตรั้วบ้านอย่างอหังการ อิปิ๊ ที่สังเกตการณ์อยู่ก่อนเห็นท่าไม่ดี เธอรีบโดดขึ้นควบรถซาเล้งคู่ใจบิดคันเร่งสุดแรงไปตาม พ่อผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่กำนันพงษ์ยังเกรงใจในอาวุโส ให้รีบมาช่วยระงับเหตุก่อนที่เรื่องจะบานปลาย
“แม่ใหญ่บุญมา ออกมาคุยกับพี่น้องแหน่” กำนันพงษ์ประกาศกร้าวพลางยืนเท้าสะเอวอยู่ลานล่าง ย่าบุญมาเดินออกมาที่ชานบ้านด้วยสายตาเศร้าสร้อย แต่นิ่งสงบ
“พวกเจ้ามีธุระหยังกันอีกล่ะ”
“พี่น้องเขาเดือดร้อน เขาอยากขายที่เอาเงินไปใช้หนี้ใช้สิน แต่แม่ใหญ่กับหลานกริชกะขวางทางเจริญเขาอยู่แบบนี้ มันบ่แม่นเด้อ” กำนันสำทับ ย่าบุญมาถอนหายใจ
“พวกเจ้าสิขายที่ดินกะขายไปสิ... ที่ดินผืนนี่มันของลูกชายข่อย (พ่อของกริช) ข่อยสิขายหรือบ่ขาย มันกะสิทธิของข่อยบ่ใช่เบาะ”
“แต่นายทุนเขาบ่ซื้อที่พวกข่อยแม่ใหญ่” ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำตาคลอเบา
“ที่ของพวกข่อยมันถูกที่แม่ใหญ่ล้อมไว้เบิด นายทุนเดชาเพิ่นว่าถ้าสิทำรีสอร์ท กะต้องได้ที่แม่ใหญ่เป็นทางเข้าหลัก ถ้าแม่ใหญ่บ่เซ็นเปิดทาง ที่ไร่สองไร่ของพวกข่อยกะไม่มีค่าอะไรเลย”
“แม่น แม่ใหญ่สิรวยคนเดียวแล้วปล่อยให้พวกข่อยอดตายเบาะ พวกข่อยสิเอาเงินไปส่งลูกเรียน ไปใช้หนี้ ธกส. เห็นใจคนยากคนจนนำกันแหน่แม่ใหญ่” เสียงโวยวายเริ่มดังเซ็งแซ่จนบรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด
กริชก้าวออกมาข้างหน้าอย่างมั่นคง เขาสบตากับชาวบ้านทุกคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจ เขาเห็นทั้งความหวัง ความกลัว และความโกรธแค้นในดวงตาเหล่านั้น ชายหนุ่มตัดสินใจใช้ไพ่ตายใบสุดท้ายเพื่อพิสูจน์วิสัยทัศน์ที่เขาเชื่อมั่น
“พ่อแม่พี่น้องครับ ลองหยุดคิดกันสักนิด” กริชตะโกนก้องจนเสียงโวยวายค่อย ๆ สงบลง
“ถ้าวันนี้ทุกคนขายที่ดินไป... ใช่ครับ ทุกคนจะมีเงินล้านไปใช้หนี้ ไปซื้อความสบายชั่วครั้งชั่วคราว แต่ผมถามหน่อยว่าหลังจากนั้นพ่อแม่พี่น้องจะเอาอาชีพอะไรเลี้ยงตัวครับ” กริชกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
“รีสอร์ทที่เขาจะสร้าง เขาจะจ้างทุกคนไหม อย่างลุงเป็นคนสวน อย่างป้าเป็นแม่บ้าน ในที่ดินที่เคยเป็นของตัวเองอย่างนั้นเหรอ แล้วข้าวที่พวกคุณเคยปลูกกินเองล่ะ... ต่อไปต้องควักเงินล้านที่ได้มาไปซื้อข้าวเขากิน จนเงินมันหมดไปเรื่อย ๆ สุดท้ายกลายเป็นคนแก่ที่ไม่มีที่ทำกินไม่มีบ้าน พวกลุง ๆ ป้า ๆ จะอยู่อย่างไร” คำพูดของกริชเหมือนเข็มที่แทงสะกิดใจดำของใครหลายคน เสียงชาวบ้านเริ่มแตกออกเป็นสองฝ่ายทันที
“เออ... ที่มันเว้ากะมีส่วนเด้ เงินล้านกินบ่ถึงปีมันกะเบิด แต่ที่นามันงอกเงยได้ตลอด” ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเริ่มซุบซิบ
“แต่หนี้ข่อยมันรัดคอเด้ ข่อยสิรอเอาข้าวไปแลกเงินสิบล้านกี่ปีถึงจะได้” อีกฝั่งโต้แย้งกลับ
ลุงหวัง ที่แอบยืนฟังอยู่หลังฝูงชน เดิมทีแกโกรธกริชจนวางจอบหนีไป แต่พอได้ยินคำว่า “ข้าวที่เคยปลูกกินเอง” และ “ขี้ข้านายทุนในที่ดินตัวเอง” แกก็ถึงกับชะงัก ลุงหวังมองดูมือที่สากกร้านของตัวเองที่อยู่กับดินมาทั้งชีวิต แกเริ่มคิดได้ตามที่กริชพูด
“ลุงว่า...หลานกริชมันเว้าถูกจุดว่ะ” ลุงหวังโพล่งขึ้นกลางวง
“ถ้าข่อยขายที่ 3 ไร่ของข่อยไป ข่อยกะสิบ่เหลือหยังไว้ให้บักเลนลูกข่อยเลยเด้ เงินล้านข่อยกะย่านมันเอาไปละลายกับยาเสพติดกับรถเครื่องเบิดแท้ว่ะ”
“ลุงหวัง นี่ลุงเข้าข้างมันเบาะ” บักรุ่งตวาดลั่นอย่างเสียหน้า
“ข่อยบ่ได้เข้าข้างใครบักรุ่ง แต่ข่อยเข้าข้างปากท้องของลูกหลานข่อยในวันหน้า” ลุงหวังยืนยันหนักแน่น กริชเห็นจังหวะที่เสียงเริ่มแตกเขาจึงยื่นข้อเสนอสุดท้าย กริชหันไปสบตากับกำนันและชาวบ้าน
"ผมขอเวลา 1 อาทิตย์ ครับ ผมจะทำทางผ่านน้ำระบบอัจฉริยะตัวอย่างให้ดูในแปลงนาของย่า ระบบนี้จะทำให้นา 1 ไร่ของพวกคุณมีผลผลิตมากกว่าเดิม 3 เท่า และทำเงินได้ทุกฤดูกาลโดยไม่ต้องรอน้ำฝน" กริชเว้นจังหวะก่อนจะเน้นเสียงหนัก
"ถ้าภายในเจ็ดวันผมทำไม่สำเร็จหรือชาวบ้านดูแล้วว่ามันสู้เงินล้านไม่ได้ ผมจะกราบขอโทษทุกคนและผมจะเป็นคนบอกย่าบุญมาให้เซ็นขายที่ดินเปิดโครงการรีสอร์ทของนายทุนที่ป้า ๆ จะขายด้วยตัวเอง"
"เจ็ดวันมันนานไปไอ้กริช หนี้ ธกส. ข่อยเขาสิทวงมื้ออื่นมื้อฮือแล้ว" ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมอาการกวัดแกว่งมือไม้
"มึงเป็นสถาปนิกมีเงินเดือนกิน แต่น้ามีแต่ดอกเบี้ยพอกพูนมึงอย่ามาถ่วงเวลาเลย"
"แม่นเจ็ดมื้อนั่นนายทุนเขาหนีไปซื้อที่ตำบลอื่นเฮาสิทำจั่งใด๋ มึงรับผิดชอบไหวเบาะ" เสียงค้านดังเซ็งแซ่จนบรรยากาศเริ่มจะมีการลงไม้ลงมือ
"หยุดเดี๋ยวนี้เด้อทุกคน" เสียงตวาดอันทรงพลังของ พ่อผู้ใหญ่บ้าน ดังขึ้นพร้อมกับร่างของแกที่เดินก้าวเข้ามากลางวง สลับกับ อิปิ๊ ที่รีบเข้ามายืนขวางข้างกริชไว้ราวกับเป็นองครักษ์
"พ่อผู้ใหญ่... เรื่องนี้มันเรื่องเงินปากท้องชาวบ้านนะ พ่ออย่ามาขวางเลย" กำนันพงษ์พยายามพูดข่มด้วยตำแหน่งที่เหนือกว่า
"กำนันพงษ์... ข่อยน่ะแก่กว่าเจ้า ข่อยเห็นที่นาผืนนี้มาตั้งแต่เจ้ายังบ่เกิดเด้" พ่อผู้ใหญ่บ้านกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความเฉียบขาด
"เงินน่ะมันมีค่า แต่โอกาสที่คนรุ่นใหม่ที่มีวิชาความรู้สิมาเฮ็ดให้บ้านเฮาเจริญกะมีค่าคือกัน ข่อยขอให้กริชมันพิสูจน์เถอะ แค่เจ็ดมื้อนายทุนเดชาเขาบ่หนีไปไสหรอก ถ้าเขาอยากได้ที่ตรงนี้จริงเขากะต้องรอได้"
"แม่นจ้า" อิปิ๊เสริมขึ้นทันที
"ถ้าพวกน้า ๆ รอมาเป็นสิบปีได้ ทำไมกะแค่เจ็ดมื้อสิรอไม่ได้ หรือว่ากลัว... กลัวว่าถ้าอ้ายกริชทำสำเร็จ แล้วพวกน้าจะรู้ตัวว่ากำลังจะโดนเดชาหลอกซื้อที่ถูก ๆ ไปทำกำไรต่อ"
คำพูดของอิปิ๊ทำให้ชาวบ้านที่กำลังโวยวายเริ่มชะงักและฉุกคิด โดยเฉพาะบักรุ่งที่หน้าถอดสีเพราะถูกแทงใจดำ
"พ่อผู้ใหญ่พูดถูก" กริชเอ่ยขึ้นพลางมองไปรอบ ๆ
"ถ้าสิ่งที่ผมทำใน 7 วันนี้มันห่วยแตกจนพวกคุณดูแล้วไม่มีอนาคต ผมจะขอให้ย่าเซ็นให้ทันทีและผมจะไม่เหยียบเข้ามาที่อีแหลวอีกเลย... ผมขอแค่โอกาสครั้งเดียวครับ"
กำนันพงษ์เห็นสายตาพ่อผู้ใหญ่บ้านที่จ้องเขม็งมาและชาวบ้านบางส่วนที่เริ่มพยักหน้าคล้อยตาม จึงกัดฟันยอมถอย
"ก็ได้ 7 วันนะไอ้กริช ถ้ามึงทำทางผ่านน้ำที่มันวิเศษกว่าเงินล้านไม่ได้ มึงเตรียมตัวเก็บของไสหัวออกไปได้เลย" เมื่อม็อบชาวบ้านสลายตัว กริชถอนหายใจยาว พ่อผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาตบไหล่เขาเบา ๆ
"กริชเอ๊ย... ซ่วยเจ้าได้แค่นี้นะ หลังจากนี้คือของจริงแล้วเด้"
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







