Masukแสงแดดจัดจ้าของกรุงเทพมหานครสะท้อนกับตึกระฟ้าผิวลามิเนตและกระจกเงาวับ กริชยืนอยู่หน้าอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัทสถาปนิกที่เขาเคยภาคภูมิใจ เสียงแตรรถและควันท่อไอเสียที่คุ้นเคยกลับทำให้เขาอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอมในเมืองที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบแห่งนี้ ทั้งที่เขาเพิ่งจากไปไม่กี่เดือน กริชก้มลงมองมือตัวเองที่ดูหยาบกร้านขึ้นเล็กน้อยจากการช่วยชาวบ้านขุดร่องน้ำ รอยแผลจางๆ ที่ได้จากซี่ไม้ไผ่ตอนทำเล้าข้าวอัจฉริยะยังคงเด่นชัด มันคือ "เหรียญตรา" แห่งความทรงจำที่เขาแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะก้าวเข้าไปในลิฟต์มุ่งสู่ชั้นบนสุด
ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก บรรยากาศแอร์เย็นฉ่ำและกลิ่นอโรม่าราคาแพงก็พุ่งเข้าปะทะ กริชเดินก้าวเข้าไปในพื้นที่ส่วนกลาง พนักงานหลายคนชะงักกึกแล้วหันมามองด้วยสายตาแปลกใจ บางคนถึงกับวางแก้วกาแฟลงแล้วเอ่ยทักทาย
"อ้าว คุณกริช กลับมาแล้วเหรอคะ" เลขาสาวหน้าห้องทักด้วยรอยยิ้ม
"โห... ดูเข้มขึ้นนะคะเนี่ย ไปตากแดดที่ไหนมาคะ"
"กริช!" เสียงแหลมสูงที่คุ้นเคยดังขึ้น เชอรี่ เดินออกมาจากห้องรับรองในชุดสูทสีชมพูแปร๋นดูโฉบเฉี่ยว เธอปรี่เข้ามาเกาะแขนกริชทันทีท่ามกลางสายตาเพื่อนร่วมงาน
"ในที่สุดก็คิดได้นะคะ เชอรี่บอกแล้วไงว่าที่นี่คือที่ของคุณ ดูสิคะกลับมาแค่วันเดียวมาดสถาปนิกมือหนึ่งก็กลับมาทันที" กริชพยายามฝืนยิ้มตามมารยาท พลางค่อยๆ แกะมือของเธอออก
"ผมกลับมาเคลียร์งานที่ค้างไว้ตามสัญญาครับเชอรี่ จบงานนี้แล้วผมคงต้องพิจารณาตัวเองครับ" เชอรี่ฟังแล้วแปลก แต่เธอไม่ได้สนใจ
"ดีค่ะ รีบไปพบท่านประธานเถอะค่ะ ท่านรอคุณอยู่มีเซอร์ไพรส์ใหญ่ที่คุณต้องดีใจจนเนื้อเต้นแน่ ๆ " เชอรี่จีบปากจีบคอพูดพลางขยิบตาอย่างมีเลศนัย
กริชเดินตามเชอรี่เข้าไปในห้องทำงานกว้างขวางของ ท่านประธานวิโรจน์ ผนังห้องเป็นกระจกใสที่มองเห็นวิวตึกระฟ้าทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศเงียบขรึมและดูทรงพลัง แต่กริชกลับรู้สึกอึดอัดเหมือนอากาศในห้องนี้มีไม่เพียงพอสำหรับเขา
"อ้าว กริช กลับมาได้จังหวะพอดีเลย" ท่านประธานวิโรจน์เงยหน้าจากกองเอกสาร แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
"เชอรี่คงบอกคุณแล้วนะว่าเรามี 'โปรเจกต์ยักษ์' ที่ต้องใช้ฝีมือสถาปนิกเกียรตินิยมอย่างคุณคนเดียวเท่านั้น งานนี้สเกลใหญ่ระดับประเทศเลยนะ"
"โปรเจกต์อะไรครับท่าน" กริชถามเสียงเรียบพลางสังเกตเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลหนาปึ้งบนโต๊ะ
วิโรจน์คลี่แบบแปลนแผ่นใหญ่ออกมา บนหัวกระดาษระบุชื่อโครงการว่า "The Great Paradise: Luxury Complex" ท่านประธานเริ่มบรรยายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น โดยที่กริชยังไม่ทันได้สังเกตพิกัดแน่ชัดในตอนแรก
"ลูกค้ารายนี้กระเป๋าหนักมาก เขาต้องการสร้างคอมเพล็กซ์ครบวงจร มีทั้งกาสิโนหรู โรงแรมระดับหกดาว และสนามกอล์ฟริมน้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เขาเจาะจงมาว่าต้องเป็นฝีมือคุณ เพราะเขาต้องการงานออกแบบที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับบรรยากาศลุ่มน้ำได้อย่างลงตัว" กริชขยับแว่นสายตาก้มลงมองรายละเอียดบนพิมพ์เขียวอย่างพิจารณา
"ทำเลที่ตั้งอยู่ที่ไหนครับ"
"แถวภาคอีสานน่ะคุณ จุดที่วิวสวยที่สุดติดริมโขง" วิโรจน์ตอบพลางชี้นิ้วลงบนแผนที่
"คุณดูพิกัดนี้สิ... ชัยภูมิระดับมังกรชัดๆ มีทางน้ำธรรมชาติไหลผ่านพาดกลางโครงการพอดี ถ้าเราถมจุดนี้แล้วสร้างคลับเฮาส์ทับลงไปนะ กริชเอ๊ย... มูลค่ามันจะพุ่งกระฉูด"
ทันทีที่สายตาของกริชไล่ดูพิกัดภูมิศาสตร์และจุดมาร์คตำแหน่งหมู่บ้านในแผนที่ผังเมือง... หัวใจของเขาก็กระตุกวูบและเย็นเฉียบไปถึงขั้วปอดพิกัด 15.3121, 105.4883... มันคือที่นาของพ่อไกรและบ้านย่าบุญมา! ภาพในแบบแปลนที่ท่านประธานบอกว่าหรูหรา แท้จริงแล้วคือการ "ถมปิดลำห้วย" ที่เขาเพิ่งลงแรงขุดร่วมกับชาวบ้าน และจุดที่จะสร้าง 'ลานจอดรถพนักงาน' ก็คือทุ่งนาสีทองที่อิปิ๊เพิ่งหว่านกล้าไปกับมือ
"ท่านครับนี่มันที่นาบ้านโคกอีแหลวบ้านผมเอง ใครมานำเสนอท่านครับ" กริชพูดเสียงสั่นเครือแววตาที่เคยนิ่งสงบกลับสั่นระริกด้วยความช็อก
"อ้าว จริงเหรอเนี่ย แหม... บังเอิญจริง ๆ " เชอรี่แทรกขึ้นมาพลางยิ้มกริ่มเหมือนเตรียมการไว้แล้ว
"แบบนี้ก็ยิ่งดีสิกริช คุณจะได้ออกแบบบ้านเกิดตัวเองให้มันดูรวยขึ้นมาไงคะ คุณเดชานายทุนเจ้าของโครงการเขาฝากความคิดถึงมาด้วยนะ เขาบอกว่าถ้าคุณเซ็นรับรองแบบนี้เมื่อไหร่ เงินโบนัสก้อนแรกจะโอนเข้าบัญชีคุณทันที มากพอที่คุณจะพาย่ามาอยู่คอนโดหรูในกรุงเทพ ฯ ได้สบายทั้งชาติเลยนะ"
กริชกำหมัดแน่นจนเล็บแทบฝังเข้าเนื้อ ความจริงที่ได้รับรู้มันเจ็บปวดยิ่งกว่าคำด่าของชาวบ้านในหมู่บ้านเสียอีก บริษัทที่เขาจงรักภักดีกลับกำลังร่วมมือกับคนโกงอย่างเดชาเพื่อทำลาย "หัวใจ" ของเขา โดยใช้ลายเซ็นของเขานี่แหละเป็นตรายางอนุมัติการทำลายล้างครั้งนี้
"นี่คือเหตุผลที่คุณอยากให้ผมกลับมาจริง ๆ ใช่ไหมเชอรี่" กริชหันไปจ้องหน้าเธอด้วยสายตาที่เชอรี่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและรังเกียจ
"กริชคะ... มันคือความก้าวหน้านะคะ" เชอรี่พยายามทำใจดีสู้เสือ
"คุณจะยอมทนกินปลาร้าเหม็น ๆ อยู่กับเด็กบ้านนอกนั่นไปตลอดชีวิตเหรอ ในเมื่อคุณสามารถเสกให้ที่ดินเน่ าๆ นั่นกลายเป็นสวรรค์ที่ทำเงินให้เราได้"
กริชไม่ตอบคำถามนั้น เขามองดูพิมพ์เขียวที่เปรียบเสมือนใบสั่งฆ่าบ้านเกิดของตัวเอง แล้วนึกถึงใบหน้าย่าบุญมา นึกถึงเสียงหัวเราะของอิปิ๊ และประคำไม้พะยูงในกระเป๋าเสื้อที่หลวงพ่อมอบให้... 'แสงสว่างที่แท้จริงมาจากใจที่มั่นคงในความถูกต้อง'
"ผมขอเวลาตัดสินใจคืนหนึ่งครับท่านประธาน..." กริชพูดเสียงเย็นชาจนน่าขนลุก เขาพับแบบแปลนนั้นลงช้าๆ
"พรุ่งนี้เช้า... ผมจะมีคำตอบที่ชัดเจนที่สุดให้กับบริษัทและคุณเดชาครับ"
เขารีบเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เชอรี่และท่านประธานมองตามด้วยความแปลกใจ กริชรู้ดีว่ารสชาติของความหรูหราในห้องนี้มัน "จืดชืด" และเน่าเฟะยิ่งกว่าสิ่งใด เขาไม่มีเวลาเสียใจอีกต่อไปแล้ว แผนการโต้กลับเพื่อปกป้องโคกอีแหลวกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในคืนนี้
ช่วงพักเที่ยง เชอรี่พากริชไปทานอาหารที่ห้องอาหารวีไอพีบนชั้นดาดฟ้า อาหารฝรั่งเศสจัดวางมาอย่างประณีตราวกับงานศิลปะ สเต็กเนื้อวากิวราดซอสทรัฟเฟิลส่งกลิ่นหอมฟุ้ง แต่สำหรับกริชเขากลับรู้สึกว่ามัน "จืดชืด" จนแทบกลืนไม่ลง
เขานึกถึงภาพเจ้าของมือเล็กลูกชาวนาที่ตำส้มตำปูปลาร้าจนเหงื่อซึม ปลายจมูกรั้น ๆ ที่เชิดขึ้นเวลาเถียงเขา และเสียงหัวเราะแจ๋วๆ ที่ดังลั่นทุ่งนา ภาพอิปิ๊ที่นั่งกินข้าวเหนียวจิ้มแจ่วบองบนแคร่ไม้ไผ่มันช่างดูมีชีวิตชีวากว่าผู้หญิงในชุดแบรนด์เนมที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้หลายเท่าตัว
"รสชาติเป็นยังไงบ้างคะกริช เชอรี่สั่งเชฟมือหนึ่งเลยนะ"
"ก็ดีครับ..." กริชตอบสั้นๆ ในใจคิดถึงแต่กลิ่นดินหลังฝนตกที่โคกอีแหลว เขาเริ่มตระหนักว่าหัวใจของเขาไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว
"ทานเยอะ ๆ สิคะกริช ดูสิคุณผอมลงไปตั้งเยอะ" เชอรี่เอ่ยพลางใช้มีดกรีดสเต็กเนื้อนุ่มอย่างบรรจง
"เชอรี่บอกแล้วไงว่าชีวิตที่นี่มันดีกว่ากันตั้งเยอะ มีทั้งแอร์เย็น ๆ อาหารดี ๆ สังคมที่มีแต่คนระดับเดียวกัน ไม่ต้องไปแย่งข้าวเหนียวจิ้มแจ่วกินกับพวกชาวบ้านที่พูดกันคนละภาษา" กริชเขี่ยซอสทรัฟเฟิลในจานเล่น แววตาเหม่อลอย
"ภาษาใจบางทีมันก็ไม่ต้องใช้คำพูดหรูหราหรอกครับเชอรี่" เชอรี่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน
"อุ๊ย! กริชคะ อย่าบอกนะว่าคุณยังติดใจยัยเด็กกะโปโลนั่นอยู่ เชอรี่เข้าใจค่ะว่าช่วงแรก ๆ มันอาจจะดูแปลกใหม่เหมือนเวลาเราไปเที่ยวฟาร์มสเตย์ แต่คุณต้องตื่นจากฝันได้แล้วค่ะ" เธอขยับตัวเข้ามาใกล้วางมือทับมือของกริชพลางจีบปากจีบคอโน้มน้าวต่อ
"โครงการที่คุณเห็นเมื่อเช้าน่ะ มันคือโอกาสทองของคุณเลยนะ ถ้าคุณออกแบบให้มันออกมาดูทันสมัยแต่ยังซ่อนกลิ่นอายท้องถิ่นไว้นิด ๆ ตามสไตล์คุณ ท่านประธานบอกว่าเขาจะให้คุณขึ้นเป็นพาร์ทเนอร์ของบริษัททันที"
" ทีนี้เราสองคนก็จะได้แต่งงานกัน มีบ้านหรู มีคอนโดอยู่กลางเมือง ใคร ๆ ก็ต้องอิจฉาคุณกริช สถาปนิกผู้ออกแบบแลนด์มาร์คใหม่ของอีสาน"
"แล้วชาวบ้านล่ะครับเชอรี่ พื้นที่ตรงนั้นมันคือชีวิตของพวกเขา" กริชถามเสียงเรียบแต่หนักแน่น
"โถ่กริช! ชาวบ้านพวกนั้นถ้าได้เงินฟาดหัวสักหน่อยก็ยิ้มหน้าบานแล้วค่ะ ดีเสียอีกได้ออกจากบ้านไม้ผุ ๆ ไปอยู่บ้านปูน หรือจะย้ายเข้าเมืองมาหาจ้างงานในโครงการเราก็ได้ เชอรี่มองเห็นแต่ข้อดีทั้งนั้นเลยนะ" เชอรี่เบะปากน้อยๆ
"อย่าให้ความขี้สงสารของคุณมาขวางทางรวยเลยค่ะ คนเราต้องมองไปข้างหน้า ไม่ใช่จมปลักอยู่กับโคลนตมเดิม ๆ " กริชค่อยๆ ดึงมือออกจากการเกาะกุม เขาจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าที่เห็นที่ดินเป็นเพียง 'ตัวเลขกำไร' และเห็นคนเป็นเพียง 'หมากในเกม'
"ผมเริ่มเข้าใจแล้วครับ... ว่าทำไมปลาร้าที่บ้านนอกถึงรสชาติดีกว่าสเต็กจานนี้" กริชพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาขึ้น
"เพราะมันมีความจริงใจอยู่ในนั้น... ซึ่งที่นี่ไม่มี" เชอรี่หน้าเสียไปวูบหนึ่ง แต่เธอยังคงรักษาท่าที
"กริชคะ อย่าพูดจาเลอะเทอะสิคะ ทานเสร็จแล้วเราเข้าไปดูแผนผังเชิงลึกกันต่อดีกว่า คุณเดชาเขาเน้นมาเลยนะว่าแปลงที่นาติดน้ำนั่นน่ะ ต้องสร้างเป็นคลับเฮาส์ส่วนตัวของคุณเดชาเท่านั้น ใครก็ห้ามยุ่ง" กริชกำหมัดแน่นใต้โต๊ะ... แปลงที่นาติดน้ำ นั่นมันคือนาผืนสุดท้ายที่พ่อไกรรักที่สุด และเป็นที่ที่เขากับอิปิ๊เพิ่งไปช่วยกันลงกล้าไว้
"ครับ... ผมจะเข้าไปดูให้ 'เห็นกับตา' ว่าพวกคุณวางแผนจะทำอะไรกับที่ดินผืนนั้นบ้าง" กริชตอบเสียงนิ่งลึก จนเชอรี่หารู้ไม่ว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะก่อตัวขึ้นจากสถาปนิกที่เธอคิดว่าคุมอยู่คนนี้
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







