Masukหลังจากเสร็จสิ้นพิธีศพของจิ้นฮวา จางหลี่เฉียงก็ตั้งชื่อให้กับบุตรสาวขึ้นมาอย่างขอไปทีว่า จางเฟยฉี
หนูน้อยจางเฟยฉีถูกเลี้ยงดูโดยครอบครัวทางฝั่งมารดามานานถึงสองปี หลังจากที่หนูน้อยพอเดินได้ทางครอบครัวของจิ้นฮวาจึงมิอาจดูดายปล่อยให้จางเฟยฉีแยกห่างจากผู้เป็นบิดาได้อีก พวกเขาจึงส่งจางเฟยฉีมาให้กับจางหลี่เฉียงได้เป็นผู้เลี้ยงดูบุตรสาวบ้าง ซึ่งจางหลี่เฉียงเองก็มิขัดศรัทธาแต่อย่างใด มิว่าเขาจะเดินทางไปแห่งหนใดก็มักจะนำบุตรสาวกระเตงไปด้วยทุกสารทิศพร้อม
พี่เลี้ยงเด็กจำนวนหนึ่งเสมอ จางเฟยฉีถูกเลี้ยงดูมาแบบผิด ๆ โดยมีแต่คนมาห้อมล้อมเอาอกเอาใจ และไม่ได้รับซึ่งการสั่งสอนใดจนนางเป็นเด็กที่มีนิสัยชอบเอาชนะ หงุดหงิดง่าย และเอาแต่ใจตัวเองเป็นอย่างมากจนกระทั่งจางเฟยฉีอายุได้สี่ปีเต็ม จางหลี่เฉียงก็มีเหตุให้ได้รับหญิงนางหนึ่งเข้ามาอยู่ในกองทัพด้วย เธอมีนามว่าฟางเข่อซิน พี่ชายของฟางเข่อซิงเป็นทหารชั้นนายกองผู้หนึ่งที่มีผลงานเสี่ยงชีวิตช่วยรับคมดาบจากศัตรูแทนจางหลี่เฉียงจนสิ้นใจตายไป ก่อนตายเขาได้ขอให้จางหลี่เฉียงช่วยดูแลน้องสาวของเขานามฟางเข่อซิงแทนตัวเขาด้วย ตอนนี้นางอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านไท่เฟินเพียงลำพัง เนื่องจากพ่อแม่ของพวกเขาตายหมดแล้วเมื่อสามปีก่อน
จางหลี่เฉียงยอมตกลงรับปากช่วยเหลือทหารในหองทัพของเขาผู้นี้ด้วยเห็นแก่บุญคุณของเขา จึงได้ให้คนไปรับฟางเข่อซิงเข้ามาในกองทัพ ด้วยต้องการรักษาความปลอดภัยให้กับนาง เขาจึงบอกกับทุกคนไปเขาได้รับนางเข้ามาอยู่ในตำแหน่งฮูหยินของเขา แต่ในความเป็นจริงแล้วเขายังไม่เคยพบเจอกับฟางเข่อซิงมาก่อนเพราะในสายตาของเขามิอาจมองเห็นผู้ใดอยู่ในสายตาได้อีกแล้วนอกจากหลิงเหมยซูคนเดียวเท่านั้น ผิดกันกับฟางเข่อซิงที่นางได้แอบเฝ้ามองดูจางหลี่เฉียงอยู่ห่าง ๆ จนกระทั่งได้ตกหลุมรักเขาไปแต่เพียงฝ่ายเดียวลำพังโดยที่จางหลี่เฉียงมิได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าฟางเข่อซิงจะรู้มาว่าเขาเป็นพวกอารมณ์รุนแรง หงุดหงิดโมโหง่าย อีกทั้งยังชอบฆ่าศัตรูและทรมานศัตรูด้วยความวิปริตหลายอย่าง แต่เขาก็ยังเป็นคนไม่ลืมบุญคุณคนจึงได้นำนางเข้ามาดูแลและมอบสาวใช้ให้กับนางหนึ่งคนนามไจ่ไจ๋อีกด้วย แม้ว่าไจ่ไจ๋จะเป็นสาวใช้ที่มีรูปร่างอ้วนเคลื่อนไหวเชื่องช้าแถมยังตาเหล่ไปหนึ่งข้าง แต่สาวใช้ของนางผู้นี้ก็ถือได้ว่าเป็นคนไม่มีพิษมีภัยคนหนึ่ง ฟางเข่อซิงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณข้อนี้ของเขาเป็นอย่างมาก นางจึงได้ตกหลุมรักเขาและเฝ้าเทิดทูนเขาเอาไว้อยู่ภายในใจ พร้อมหวังเอาไว้ว่าสักวันเมื่อเขาได้พบเจอกันกับนางบ้างแล้วเขาอาจจะมอบความรักความสนใจให้กับนางบ้างไม่มากก็น้อย มีเพียงจางเฟยฉีเท่านั้นที่แอบลอบมามองดูฟางเข่อซิงบ้างเป็นครั้งคราวหลังจากที่เด็กน้อยได้เห็นนางแล้ว ฟางเข่อซิงก็ถูกจางเฟยฉีตั้งท่าเป็นศัตรูขึ้นมาในทันใด อีกทั้งเด็กน้อยยังบอกมาอีกด้วยว่าไม่ชอบนาง บางคราจางเฟยฉีก็ถึงกับส่งคนมาคอยหาเรื่องรังแกฟางเข่อซิงด้วย
“อื้อ ฟางเข่อซิงอย่างนั้นหรือ ชื่อเหมือนกันกับเราเลยแหะ อีกทั้งยังมีชะตาชีวิตที่น่าสงสารด้วย เป็นเราหน่อยไม่ได้ละ หากพบเจอเข้ากับเรื่องราวแบบนี้ ให้ตายเราก็ไม่มีทางไปหวังพึ่งพิงท่านแม่ทัพอะไรนั่นกันหรอกนะ” หยวนเข่อซิงบ่นอุบขึ้นมาทันที เธอรู้สึกอินในเนื้อหาของนิยายเรื่องนี้ไปด้วยราวกับว่าตัวเธอเองนั้นได้สวมบทบาทเป็นตัวละครฟางเข่อซิงเลยทีเดียว หลังจากอ่านเนื้อหาในนิยายไปได้พักใหญ่ หยวนเข่อซิงจึงได้เงยหน้าขึ้นไปมองดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาอีกครั้ง เมื่อเธอพบว่านี่เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว หยวนเข่อซิงก็อุทานขึ้นด้วยความตกใจ แต่ครั้นกระนั้นความอยากรู้อยากเห็นในจุดจบบทสุดท้ายของนิยายเรื่องนี้ก็มีมากกว่าความอยากรักษาเวลาในการเข้านอนให้ตรงต่อเวลาเสียอีก เธอจึงได้เปิดไปยังบทท้าย ๆ พร้อมกวาดสายตาอ่านเนื้อหาของนิยายไปด้วยความตั้งอกตั้งใจ ในนิยายเรื่องนี้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า จางเฟยฉีได้ตกหลุมรักบุตรชายบัณฑิตของขุนนางผู้หนึ่งนามหวางเฉาโจว ซึ่งอู่มู่ซินบุตรสาวของพระเอกนางเอกในนิยายเรื่องนี้ก็ตกหลุมรักเขาด้วยเช่นเดียวกัน
จางเฟยฉีพยายามดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อให้บุตรชายบัณฑิตคนนี้มารับรักนางตอบ จนสร้างความเดือดร้อนต่างๆ มากมายให้กับคนในตระกูลไปเสียหมด จนกระทั่งสุดท้ายโทษร้ายแรงที่จางเฟยฉีได้รับคือการถูกตัดสินให้ประหารชีวิตนางเลยทีเดียว แต่ด้วยเห็นแก่ที่ว่าบิดาของนางได้กระทำความดีความชอบต่อแผ่นดินมาอย่างใหญ่หลวง จางเฟยฉีจึงถูกตัดสินให้คุมขังตลอดชีวิตแทนแต่เมื่อถูกคุมขังแล้วจางเฟยฉีก็ยังไม่หยุดสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นมาอีก สุดท้ายแล้วนางจึงถูกมอบสุราพิษให้ในคืนวันหนึ่ง อีกทั้งคนในครอบครัวของจางเฟยฉีทางฝั่งมารดายังต้องโทษเนรเทศ ส่วนฝั่งบิดาพากันถูกถอดยศอีกด้วย เพราะอู่มู่ซินนั้นมีสถานะสูงส่งเป็นถึงองค์หญิงและเป็นนางเอกของนิยายในเรื่องที่มีสถานะเป็นหลานรักขององค์ฮ่องเต้พ่วงมาอีกตำแหน่งด้วย
ด้วยความบีบคั้นทางจิตใจและทุกสิ่งทุกอย่างอีกทั้งเพราะความผิดหวังในรักที่ตนได้ประสบพบเจอมาทั้งชีวิตทำให้จางหลี่เฉียงตัดสินใจจบชีวิตของตนตามมาด้วยเช่นกัน
หยวนเข่อซิงรู้สึกสงสารกับชะตากรรมของทั้งสองพ่อลูกนี้เป็นอย่างมาก แม้ว่าในหนังสือนิยายจะกล่าวถึงตัวละครฟางเข่อซิงไปเพียงสองสามบทเท่านั้นว่านางถูกจางเฟยฉีกลั่นแกล้งและไม่ชอบหน้า แต่ในความรู้สึกของเธอกลับบ่งบอกว่าฟางเข่อซิงนั้นยังมีอะไรให้น่าค้นหามากยิ่งกว่านี้
หลังจากทางฝั่งครอบครัวของตัวละครฝั่งนางร้ายอย่างจางเฟยฉีได้ล้มหายตายจากไป อู่มู่ซินก็ได้แต่งงานและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับบุตรชายบัณฑิตที่นางรักเรื่องราวทุกอย่างจึงจบบริบูรณ์แบบแฮปปี้เอ็นดิ้งไปได้ด้วยดี
หยวนเข่อซิงรู้สึกว่าเนื้อหาของนิยายเรื่องนี้ยังมีความไม่สมเหตุสมผลอยู่หลายอย่างด้วยกัน เธอจึงตัดสินใจเข้าไปท่องเว็บไซค์อยู่ครู่หนึ่งเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้ เมื่อพบเจอเข้ากับคอมเม้นท์จากบรรดานักอ่านที่เห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า ครอบครัวของนางร้ายอย่างจางเฟยฉีพากันตายไปได้ก็ดี ยิ่งทำให้หยวนเข่อซิงรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาในใจอย่างน่าประหลาด เธอจึงปิดไฟเข้านอนไปด้วยความรู้สึกโหวงเหวงอยู่ภายในอกพร้อมตอบคำถามตัวเองไม่ได้เช่นเดียวกัน ว่าทำไมเธอถึงได้เกิดความรู้สึกสงสารตัวละครทางฝั่งตัวร้ายแบบนี้ขึ้นมากันด้วย...
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีศพของจิ้นฮวา จางหลี่เฉียงก็ตั้งชื่อให้กับบุตรสาวขึ้นมาอย่างขอไปทีว่า จางเฟยฉีหนูน้อยจางเฟยฉีถูกเลี้ยงดูโดยครอบครัวทางฝั่งมารดามานานถึงสองปี หลังจากที่หนูน้อยพอเดินได้ทางครอบครัวของจิ้นฮวาจึงมิอาจดูดายปล่อยให้จางเฟยฉีแยกห่างจากผู้เป็นบิดาได้อีก พวกเขาจึงส่งจางเฟยฉีมาให้กับจางหลี่เฉียงได้เป็นผู้เลี้ยงดูบุตรสาวบ้าง ซึ่งจางหลี่เฉียงเองก็มิขัดศรัทธาแต่อย่างใด มิว่าเขาจะเดินทางไปแห่งหนใดก็มักจะนำบุตรสาวกระเตงไปด้วยทุกสารทิศพร้อมพี่เลี้ยงเด็กจำนวนหนึ่งเสมอ จางเฟยฉีถูกเลี้ยงดูมาแบบผิด ๆ โดยมีแต่คนมาห้อมล้อมเอาอกเอาใจ และไม่ได้รับซึ่งการสั่งสอนใดจนนางเป็นเด็กที่มีนิสัยชอบเอาชนะ หงุดหงิดง่าย และเอาแต่ใจตัวเองเป็นอย่างมาก จนกระทั่งจางเฟยฉีอายุได้สี่ปีเต็ม จางหลี่เฉียงก็มีเหตุให้ได้รับหญิงนางหนึ่งเข้ามาอยู่ในกองทัพด้วย เธอมีนามว่าฟางเข่อซิน พี่ชายของฟางเข่อซิงเป็นทหารชั้นนายกองผู้หนึ่งที่มีผลงานเสี่ยงชีวิตช่วยรับคมดาบจากศัตรูแทนจางหลี่เฉียงจนสิ้นใจตายไป ก่อนตายเขาได้ขอให้จางหลี่เฉียงช่วยดูแลน้องสาวของเขานามฟางเข่อซิงแทนตัวเขาด้วย ตอนนี้นางอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านไ
“ค่ะ คุณมีอะไรอีกอย่างนั้นหรือคะ?”หยวนเข่อซิงปรับลดกระจกรถกลับลงมาดังเก่า“คือว่าผมขอตอบแทนที่คุณเลี้ยงน้ำผมตั้งสามแก้วนี้ เป็นคนไปช่วยยกดอกไม้ ต้นไม้พวกนี้ลงจากหลังรถให้กับคุณจะได้มั้ยครับ” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ“ขอบคุณคุณมากนะคะ แต่ตอนนี้มันก็ค่ำแล้ว ฉันว่าวันพรุ่งนี้คุณค่อยมาช่วยฉันยกของจะดีกว่าค่ะ”หยวนเข่อซิงตอบกลับไปด้วยความขอบคุณ“ครับแล้วบ้านคุณอยู่ตรงไหนหรือครับ”เขาถามกลับมาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น“บ้านฉันอยู่สุดซอยห้านี้เองค่ะ พรุ่งนี้เก้าโมงเช้าเจอกันนะคะ ขอบคุณมากค่ะ” หลังกล่าวจบหยวนเข่อซิงก็ระบายรอยยิ้มให้ประดับอยู่บนใบหน้าก่อนจะเลื่อนกระจกรถขึ้นและขับรถจากไปในที่สุด เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว เธอจึงกินข้าวอาบน้ำแต่งตัวให้เสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นจึงได้เข้าอินเตอร์เน็ตเสิร์ชหาข้อมูลร้านอาหารที่จะพาติงฉางโม่วและไป่ไป๋ไปทำการเลี้ยงฉลองที่ติงฉางโม่วสามารถปิดจ๊อบงานขายได้สำเร็จ เมื่อหาพิกัดร้านได้แล้ว หยวนเข่อซิงจึงส่งโลเคชั่นร้านที่เธอเลือกไปให้กับติงฉางโม่วต่อ พร้อมตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ที่เวลาตีห้าในการตื่นมาทำขนมไปส่งให้กับร้านค้าต่อหลังจากนั้นจึงเป็นเวล
หยวนเข่อซิงขับรถมุ่งตรงไปหาซื้อวัตถุดิบในการทำเค้กด้วยความสบายใจ พร้อมเหลือบสายตาลงไปมองดูหนังสือนิยายเล่มหนาที่ติงฉางโม่วซื้อมาฝากด้วยประกายสายตาอันตื่นเต้นอีกสองวันข้างหน้าจะเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของเธอแล้วคือวันอังคารและวันพุธ หยวนเข่อซิงวางแผนเอาไว้ว่าวันอังคารที่จะถึงนี้ เธอจะอ่านหนังสือนิยายเล่มนี้ให้ฉ่ำปอดไปเลยทีเดียว หลังจากนั้นวันพุธค่อยออกไปกินข้าวข้างนอกกับติงฉางโม่วต่อเมื่อหาเลือกซื้อวัตถุดิบในการทำเค้กได้แล้ว หยวนเข่อซิงก็กลับเข้าไปยังบ้านหลังน้อยที่เธอได้ทำการหาเลือกซื้อหลังจากเรียนจบมาได้ไม่นานด้วยท่าทีคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง เดิมทีที่ผ่านมาในช่วงที่กำลังเรียนอยู่นั้นหยวนเข่อซิงก็ได้ทำงานพิเศษหารายได้เสริมระหว่างเรียนไปด้วย ทำให้เธอมีเงินเก็บก้อนหนึ่งจนสามารถทำการดาวน์ซื้อบ้านหลังเล็กชั้นเดียวบนที่ดินขนาดหนึ่งร้อยตารางวามาครอบครองได้สำเร็จ หยวนเข่อซิงรักบ้านหลังนี้มาก เพราะเป็นบ้านที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเธอเอง ซึ่งหยวนเข่อซิงได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านนี้ได้นานราวสองเดือนแล้ว เมื่อก่อนตอนเรียบจบใหม่ ๆ หยวนเข่อซิงยังพักอาศัยอยู่ในบ้านเช่าอยู่เลย เธอตัดสินใจมาท
ทันใดนั้นเองติงฉางโม่วก็ได้เดินเข้ามาข้างในห้อง เมื่อเห็นว่ามีใครอยู่ในห้องแห่งนี้บ้าง เธอก็เบิกตาโตขึ้นด้วยความไม่ชอบพอใจในทันที“คุณเข้ามาที่นี่ได้อย่างไรกันน่ะ ฉันไม่ได้ให้รหัสเข้าห้องกับคุณมานะ?”ติงฉางโม่วกล่าวถามน้ำเสียงตึง“ก็คุณเล่นใส่รหัสที่ทำให้ผมเดาทางได้ง่าย ๆ แล้วจะไม่ให้ผมเข้ามาได้อย่างไรกันล่ะ”หลี่ชุ่ยเหอตอบกลับไปน้ำเสียงเรียบพร้อมยกไหล่ทั้งสองข้างขึ้นอย่างไม่ยี่หระ“เอ่อ ในเมื่ออาโม่วเองก็กลับมาแล้ว ฉันเองคงต้องขอตัววกลับไปก่อนก็แล้วกันนะ พอดีฉันต้องแวะไปหาซื้อของมาทำเค้กไปส่งลูกค้าเย็นนี้พอดีน่ะ”หยวนเข่อซิงเอ่ยขอตัวขึ้นอย่างมีมารยาท พร้อมส่งหนูน้อยไป่ไป๋ในอ้อมแขนกลับคืนสู่อ้อมอกของติงฉางโม่วต่อ ในเมื่อทั้งสามคนพ่อแม่ลูกได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งที เธอเองก็สมควรเปิดโอกาสให้ทั้งสามคนได้อยู่ด้วยกันนั่นสิมันถึงจะถูก“ผมเพียงแค่ซื้อของแวะมาฝากไป่ไป๋เท่านั้น ในเมื่อคุณมาแล้วผมเองก็จะกลับล่ะ เย็นนี้มีนัดกับเสี่ยวเย่วอยู่พอดี”หลี่ชุ่ยเหอพูดถึงชื่อคนรักใหม่ หากจะเรียกให้ถูกคือคู่ขาของเขาเสียมากกว่า เขาพูดออกมาต่อหน้าของติงฉางโม่วโดยที่ไม่ได้ใส่ใจในความรู้
หยวนเข่อซิงนอนหลับไปนานเพียงไรแล้วก็มิอาจรู้ได้ จนกระทั่งเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่ราดรดเข้ากับใบหน้างามของเธออยู่เป็นระยะ จึงทำให้หยวนเข่อซิงลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และเมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว หยวนเข่อซิงก็ต้องรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากเมื่อพบเจอเข้ากับใบหน้าของหลี่ชุ่ยเหออดีตสามีของติงฉางโม่วในระยะประชิดเอาเช่นนี้“เอ่อ คือว่า”หยวนเข่อซิงพูดขึ้นอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พร้อมพยายามเขยิบตัวถอยห่างออกมาจากหลี่ชุ่ยเหอและลุกขึ้นมานั่งอย่างเชื่องช้า“คุณชุ่ยเหอ มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกันหรือคะ?”หยวนเข่อซิงถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ เธอจำได้ดีว่าเธอล็อคประตูห้องนี้เอาไว้เรียบร้อยดีแล้วนี่นา แล้ว หลี่ชุ่ยเหอเขาเข้ามาได้ยังไงกัน“พอดีผมซื้อของมาฝากไป่ไป๋น่ะ ผมได้ส่งไลน์แจ้งฉางโม่วแล้ว แต่เขายังไม่อ่าน ผมเลยถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาข้างในก่อน”หลี่ชุ่ยเหอตอบกลับมาน้ำเสียงเรียบ“อ้อค่ะ พอดีอาโม่วเขาออกไปทำธุระเรื่องงานขาย น่ะค่ะ อีกสักหน่อยก็น่าจะกลับเข้ามาแล้ว”หยวนเข่อซิงพูดพร้อมหันหน้าเหลือบสายตาขึ้นไปมองดูนาฬิกาที่ห้อยไว้ข้างฝาผนัง“เชิญคุณหลี่ชุ่ยเหอนั่งพักก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันไปนำน้ำ
หลังจากรับเงินจากการขายขนมมาเรียบร้อยแล้ว หยวนเข่อซิงก็นำเงินไปฝากธนาคารเอาไว้ หลังจากนั้นจึงได้แวะซื้อไหมพรมเอาไว้ไปถักเล่นฆ่าเวลาการเป็นพี่เลี้ยงเด็กจำเป็นในครั้งนี้เสียหน่อย นอกจากนี้เธอยังได้แวะซื้อของเล่นเสริมพัฒนาการติดไม้ติดมือไปฝากไป่ไป๋น้อยของเธอ และซื้อนมสดรสตอร์เบอร์รี่ไปฝากติงฉางโม่วด้วยหยวนเข่อซิงตั้งใจเอาไว้ว่าหลังจากที่ติงฉางโม่วทำธุระเสร็จแล้ว ก่อนกลับเข้าบ้านหลังน้อยของเธอไป เธอจะแวะซื้อวัตถุดิบในการทำเค้กกลับบ้านไปเพิ่มเติมและจะให้รางวัลตัวเองในการเลือกหาซื้อหนังสือนิยายกลับไปอ่านที่บ้านด้วย เห็นว่าเธอทำงานเก่งแบบนี้ แต่หยวนเข่อซิงก็มีวันหยุดให้กับตัวของเธอเองสองวันต่อสัปดาห์เลยเชียวนะแม้ว่าหลังจากที่เรียนจบแล้ว หยวนเข่อซิงเลือกที่จะเป็นนายตัวเอง แต่เธอก็ยังส่งเงินไปให้ที่บ้านเสมอ ไม่ได้แบมือขอเงินบิดา มารดาใช้แต่อย่างใด นอกจากนี้หยวนเข่อซิงยังช่วยเรื่องค่ากินอยู่และค่าศึกษาเล่าเรียนของน้องชายของเธอด้วยในตอนนี้เองน้องชายของเธอนามหยวนเข่อฟู่มีอายุได้ยี่สิบปีเต็มแล้ว เขากำลังศึกษาอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตรชั้นปีที่สองในมหาวิทยาลัยที่หยวนเข่อซิงพึ่งเรียนจบ







