LOGINเสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือที่แผดเสียงร้องลั่นในเช้าวันพฤหัสบดี ทำเอาคนที่กำลังนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ถึงกับสะดุ้ง ตุลยากรรีบควานหาโทรศัพท์ที่ถูกสุมอยู่ใต้กองเอกสารเรซูเม่ ทันทีที่เห็นเบอร์แปลกโชว์หราบนหน้าจอ หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างมีความหวัง“สวัสดีครับ ตุลยากรพูดครับ”(สวัสดีค่ะ ติดต่อจากฝ่ายบุคคลบริษัท อินฟินิตี้ เวลธ์ นะคะ) น้ำเสียงสุภาพและเป็นทางการจากปลายสาย ทำเอาตุลแทบจะกลั้นหายใจ (ทางเราขอแจ้งผลการสัมภาษณ์งานเมื่อวันก่อนค่ะ คุณตุลยากรผ่านการพิจารณานะคะ ทางบริษัทตกลงรับคุณเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยนักวิเคราะห์การลงทุนค่ะ)“ผ... ผ่านเหรอครับ! รับผมเข้าทำงานแล้วจริงๆ เหรอครับ!” ตุลเผลอตะโกนออกมาด้วยความลืมตัว ก่อนจะรีบตะครุบปากตัวเองแล้วลดเสียงลง “ขะ... ขอโทษครับ ยินดีครับ ผมพร้อมเริ่มงานเลยครับ!”(ค่ะ ยินดีต้อนรับสู่ทีมนะคะ คุณตุลยากรสามารถเริ่มงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนหน้าเป็นต้นไปค่ะ เวลาปฏิบัติงานคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ แปดโมงครึ่งถึงห้าโมงเย็นนะคะ เดี๋ยวทางเราจะส่งรายละเอียดสัญญาจ้างและสวัสดิการไปให้ทางอีเมลค่ะ)หลังจากวางสาย ตุลยากรก็กระโดด
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านผืนเก่าเข้ามาภายในห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ของหอพัก ตุลยากรตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ชายหนุ่มจัดการอาบน้ำแต่งตัวด้วยความพิถีพิถันที่สุดเท่าที่เคยทำมา เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกรีดจนเรียบกริบไร้รอยยับ จับคู่กับกางเกงสแล็กสีดำและเสื้อสูทตัวเก่งที่แม้จะไม่ได้มาจากแบรนด์เนมหรูหรา แต่มันก็เป็นชุดที่ดูสุภาพและให้เกียรติสถานที่มากที่สุดเท่าที่บัณฑิตตกงานอย่างเขาจะหามาได้ตุลยืนอยู่หน้ากระจกบานยาว สำรวจภาพสะท้อนของตัวเอง ชายหนุ่มรูปร่างอวบในชุดสูทที่ค่อนข้างตึงบริเวณหน้าท้อง ใบหน้ากลมๆ แว่นตากรอบหนา และทรงผมที่ถูกเซ็ตให้ดูเป็นทรงอย่างเรียบง่าย... ไม่ว่าจะมองมุมไหน เขาก็ดูเป็นแค่เด็กจบใหม่ธรรมดาๆ ที่เดินชนได้ทั่วไปตามท้องถนน ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใจ และมักจะถูกตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกเสมอความไม่มั่นใจเริ่มก่อตัวขึ้นในอก อาการประหม่าก่อนการสัมภาษณ์งานครั้งสำคัญกำลังจะเล่นงานเขาทว่า... เมื่อตุลละสายตาจากกระจก และมองไปยังโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กข้างเตียงนอนกล่องสตรอว์เบอร์รีชอร์ตเค้กจากโรงแรมห้าดาวที่ถูกกินไปแล้วครึ่งหนึ่ง วางเคียงคู่กับการ์ดกระดาษแข็งสีครีม
แสงสีฟ้าจากหน้าจอแล็ปท็อปสาดส่องกระทบใบหน้าหล่อเหลาที่ฉายแววเหนื่อยล้า ตัดกับความมืดมิดของลานจอดรถด้านหลังห้างสรรพสินค้า ชนันภัทร์ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเปิดพื้นที่บนโต๊ะหินขัดให้ ‘ก้อนขนสีขาว’ ได้ขยับเข้ามานั่งใกล้ๆทายไม่ได้คาดหวังให้สกู๊ปปี้แบร์เข้าใจตัวเลขยิบย่อยหรือกราฟที่ดิ่งลงเหวบนหน้าจอหรอก เขาเพียงแค่ต้องการใครสักคน... หรืออะไรสักอย่างที่รับฟังเขาโดยไม่ตัดสิน เพื่อระบายความอึดอัดที่อัดแน่นอยู่ในอกออกมาเท่านั้น“เกอเกอกำลังเจอปัญหาใหญ่น่ะ...” ทายเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า ปลายนิ้วเรียวชี้ไปที่กราฟเส้นสีแดงที่ดิ่งพสุธา “หนูเห็นเส้นสีแดงนี่ไหม มันคือกองทุนที่เกอเกอดูแลอยู่ จู่ๆ มูลค่ามันก็ร่วงเอาๆ ตั้งแต่เช้าเมื่อวาน ร่วงจนเงินหายไปหลายร้อยล้านในเวลาไม่กี่ชั่วโมง”ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความสมเพชตัวเอง “เกอเกอกับทีมงานนั่งหาต้นตอมาทั้งวัน เราดูกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ดูความผันผวนของตลาด แต่ทุกอย่างมันปกติไปหมด... มันเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นจงใจทุบหม้อข้าวเกอเกอ และถ้าเกอเกอหาคำตอบไม่ได้ภายในวันพุธนี้... เกอเกอคงโดนไล่ออกจากโปรเจกต์ และโดนคนที่บ้านเหยียบจมดินแน่ๆ”ทายเอ
ความสำเร็จในโลกธุรกิจนั้นหอมหวาน ทว่ามันก็เปราะบางและมีอายุขัยสั้นยิ่งกว่าแมลงชีปะขาวชนันภัทร์ อัศววัฒน์สกุล เพิ่งจะได้ลิ้มรสความโปร่งโล่งจากการพรีเซนต์โมเดลความเสี่ยงผ่านบอร์ดบริหารไปได้เพียงแค่สัปดาห์เดียว พายุลูกใหม่ที่รุนแรงและบ้าคลั่งกว่าเดิมก็พัดโหมกระหน่ำเข้าใส่เขาโดยไม่ทันตั้งตัวเช้าวันศุกร์ที่ควรจะเป็นวันทำงานสุดท้ายของสัปดาห์อันเงียบสงบ บรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวของรองประธานบริหารบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้ากลับถูกทำลายลงด้วยเสียงเคาะประตูที่รัวและแรงจนผิดวิสัย“บอสครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!”‘กฤต’ หัวหน้าทีมนักวิเคราะห์การลงทุนผลักประตูพรวดพราดเข้ามา ใบหน้าของชายวัยสามสิบต้นๆ ซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามไรผมทั้งที่แอร์ในห้องเย็นเฉียบ ในมือของเขากำแท็บเล็ตแน่นจนข้อขาวทายละสายตาจากกองเอกสารบนโต๊ะ ขมวดคิ้วเข้าหากันทันทีเมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกของลูกน้องคนสนิท “มีอะไรครับพี่กฤต ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ พูด”“กองทุน AG Growth Fund ของเราครับบอส...” กฤตกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก วางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะตรงหน้าทายแล้วเลื่อนหน้าจอให้ดู “มูลค่า NAV (Net Asset Value) ร่วงลงอย่างหนักต
เช้าวันเสาร์เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ หลังร้านไอศกรีมสาขาใหญ่ในห้างสรรพสินค้าตุลยากรในชุดเสื้อยืดสีขาวธรรมดากับกางเกงยีนส์ตัวเก่งกำลังยืนง่วนอยู่กับการจัดเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ภายในห้องพักพนักงาน วันนี้เขามาถึงก่อนเวลาเริ่มงานเกือบครึ่งชั่วโมงเพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของการจราจร เด็กหนุ่มเปิดตู้ล็อกเกอร์ เก็บกระเป๋าเป้ใบเก่งเข้าที่ ก่อนจะหันไปเช็กสภาพหัวไฟเบอร์กลาสของสกู๊ปปี้แบร์ว่ามีรอยเปื้อนหรือจุดชำรุดตรงไหนหรือไม่“พี่ตุล! มาเช้าจังเลย”เสียงใสแจ๋วที่คุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเข้ามา ‘มิ้นท์’ พนักงานพาร์ตไทม์สาววัยนักศึกษา ก้าวเข้ามาในห้องพักด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส วันนี้เธอรวบผมหางม้าผูกโบสีชมพูดูน่ารักสมวัย ในมือเล็กๆ ทั้งสองข้างถือถุงพลาสติกที่ส่งกลิ่นหอมฉุยของอาหารเช้าลอยมาแตะจมูก“อ้าว มิ้นท์ มาเช้าเหมือนกันนี่” ตุลหันไปยิ้มทักทายเพื่อนร่วมงานสาวอย่างเป็นมิตร“ก็ตั้งใจมาเช้านี่แหละ” มิ้นท์เดินตรงดิ่งเข้ามาหา ชูถุงข้าวเหนียวหมูปิ้งเจ้าดังประจำซอยหน้าห้างขึ้นตรงหน้าเด็กหนุ่ม “มิ้นท์ซื้อหมูปิ้งเจ้าอร่อยมาฝาก เห็นพี่ตุลชอบมาเช้าๆ แล้วไม่ค่อยยอมกิ
เวลาสามสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับโกหกสำหรับตุลยากรแล้ว ชีวิตในวันธรรมดาของเขายังคงวนเวียนอยู่ในลูปเดิมๆ ที่แสนจะน่าเบื่อหน่ายและบั่นทอนจิตใจ นั่นคือการตื่นเช้า สวมชุดนักศึกษาหรือชุดเชิ้ตผูกไทที่ดูเป็นทางการ หอบแฟ้มพอร์ตโฟลิโอตระเวนไปสัมภาษณ์งานตามบริษัทต่างๆ และจบลงด้วยการถูกปฏิเสธหรือประโยคคลาสสิกอย่าง ‘แล้วทางเราจะติดต่อกลับไป’ ซึ่งแปลความหมายได้ว่า ‘ไม่ต้องรอหรอก’ความล้มเหลวซ้ำซากเหล่านั้นค่อยๆ กัดกร่อนความมั่นใจที่เหลืออยู่น้อยนิดของตุลให้ลดลงไปทุกวัน รูปร่างที่อวบอ้วนและแก้มกลมๆ ของตัวเองกลายเป็นสิ่งที่เขารู้สึกเกลียดชังเวลาส่องกระจก เขาเริ่มเก็บตัวอยู่ในห้องเช่าแคบๆ มากขึ้น กินน้อยลงด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าน้ำหนักจะลดลงบ้าง แต่ความเครียดกลับทำให้เขายิ่งบวมน้ำและดูไม่ได้เข้าไปใหญ่โลกแห่งความเป็นจริงของ ‘ไอ้ตุ่น’ ช่างมืดมนและไร้ทางออกแต่ทว่า... ท่ามกลางความมืดมิดเหล่านั้น กลับมีแสงสว่างเล็กๆ ที่ปลายอุโมงค์รอคอยเขาอยู่ในทุกๆ วันหยุดสุดสัปดาห์วันเสาร์และอาทิตย์กลายเป็นช่วงเวลาที่ตุลยากรเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ไม่ใช่แค่เพราะมันเป็นวันที่เขาจะได้สวมบทบาทเป็น ‘สกู๊ปปี้แบร์’







