LOGINบรรยากาศยามเช้าหน้ามหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความคึกคักของเหล่าผู้คนที่เดินทางมาเรียน ในขณะที่รถสปอร์ตคันหรูของประมุขหนุ่มขับเข้ามาจอดชิดริมฟุตบาทอย่างนุ่มนวล พรีมขยับตัวเตรียมจะลงจากรถ แต่ก็ถูกมือหนาของชายหนุ่มคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน
"เย็นนี้เลิกเรียนกี่โมง?" น้ำเสียงทุ้มต่ำถามขึ้น สายตาคมกริบมองสบดวงตากลมโตอย่างมีความหมาย "ประมาณสี่โมงเย็นค่ะ" พรีมตอบเสียงเบา แก้มเนียนยังคงขึ้นสีระเรื่อเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืนและเมื่อเช้าที่ผ่านมา "อืม... เดี๋ยวพี่ให้คนมารับ แล้วเจอกันที่บ้าน" เขาเอ่ยบอกพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาประทับจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากหวานอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะยอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระ พรีมก้าวลงจากรถด้วยท่าทางเกร็งเล็กน้อย ความรู้สึกเมื่อยล้าช่วงล่างยังคงมีอยู่ แต่เธอต้องพยายามเดินให้เป็นปกติที่สุด ทันทีที่รถคันหรูขับออกไป 'น้ำตาล' เพื่อนสาวสนิทที่สุดของพรีมก็รีบวิ่งรี่เข้ามาหาทันที ดวงตาของน้ำตาลเป็นประกายวาววับวิบวับอย่างจับผิด "แหมๆๆ พรีมคะ! นั่นรถใครน่ะ? คันละกี่สิบล้านกันเชียว!" น้ำตาลเอ่ยแซวพร้อมกับใช้นิ้วสะกิดแขนเพื่อนสาวเบาๆ "แล้วแน่ใจนะว่าแค่คนรู้จัก? ดูสายตาคนที่นั่งอยู่ในรถมองลงมาสิ จ้องเหมือนจะกลืนกินแกไปทั้งตัวอย่างนั้นแหละ!" "บะ... บ้าเหรอน้ำตาล! ไม่มีอะไรหรอก แค่... แค่ผู้ใหญ่ที่บ้านมาส่งน่ะ" พรีมรีบปฏิเสธ พยายามเก็บอาการหน้าแดงฉ่ำเอาไว้สุดชีวิต เธอไม่กล้าบอกเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคิมหันต์ให้ใครรู้ โดยเฉพาะเพื่อนๆ เพราะกลัวว่าเขาจะไม่พอใจที่เธอเอาเรื่องส่วนตัวไปพูด และที่สำคัญ สัญญาการแต่งงานรวมถึงสถานะระหว่างเธอกับเขามันมีเรื่องของตระกูลเข้ามาเกี่ยวข้อง "ผู้ใหญ่ที่ไหนหน้าตาหล่อคมเข้ม หุ่นน่ากินขนาดนั้นยะ? บอกมาซะดีๆ น้า..." น้ำตาลยังคงหยอกล้อไม่เลิก จนพรีมต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง "พอเลยน้ำตาล เลิกแซวได้แล้ว เดี๋ยวก็เข้าเรียนสายหรอก" "จ้าๆ ไม่แซวแล้วก็ได้" น้ำตาลหัวเราะร่า ขณะนั้นเอง เสียงทุ่มสดใสของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง "พรีม! น้ำตาล!" พรีมและน้ำตาลหันไปมอง พบกับ 'นนท์' เพื่อนหนุ่มหน้าตาดี ยิ้มแย้มสดใส เดินเข้ามาหาพร้อมกับถุงขนมในมือ นนท์เป็นเพื่อนที่เคยเรียนโรงเรียนเดียวกันกับพรีมมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น ก่อนจะสอบติดมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในคณะที่อยู่ติดกัน "อรุณสวัสดิ์นะพรีม อุ่นๆ อยู่เลย ซื้อขนมครกเจ้าอร่อยหน้ามหาลัยมาฝาก เห็นพรีมชอบกิน" นนท์ยื่นถุงขนมให้พรีมด้วยรอยยิ้มจริงใจและสายตาที่อบอุ่น "ขอบใจนะนนท์ ลำบากแย่เลย" พรีมยิ้มรับถุงขนมมาตามมารยาทเพื่อน "ไม่เป็นไร..นนท์เต็มใจ" น้ำตาลที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะส่งสายตากรุ้มกริ่มและยิ้มหนอกเอ้อให้นนท์อย่างรู้ทัน เพราะคนทั้งแก๊งและคนรอบข้างต่างก็ดูออกทั้งนั้นว่านนท์คิดยังไงกับพรีม มีแค่พรีมคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยรู้ตัวและคิดว่านนท์เป็นแค่เพื่อนสนิทมาโดยตลอด "มองอะไรขนาดนั้นน่ะน้ำตาล เดี๋ยวก็ตบตาหลุดเลย" พรีมดุเพื่อนสาวเสียงเบาพลางทำตาเขียวใส่เพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า "แซวนิดแซวน้อยก็ไม่ได้นะคนเรา ป่ะๆ ขึ้นเรียนกันเหอะ" น้ำตาลหัวเราะก่อนจะดึงแขนพรีมเดินขึ้นอาคารเรียน โดยมีนนท์เดินตามไปติดๆ ตกช่วงเที่ยง บรรยากาศที่โรงอาหารคณะเต็มไปด้วยความอึกทึก นนท์และเพื่อนผู้ชายในแก๊งอีกสามคนเดินมาร่วมโต๊ะกับพรีมและน้ำตาล รวมเป็นกลุ่มห้าคนเหมือนเช่นเคย ทั้งหมดสนิทสนมกันมาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง แม้จะแยกย้ายกันไปเรียนคนละคณะในระดับมหาวิทยาลัย แต่เพราะตึกเรียนอยู่ติดกัน จึงมักจะนัดกินข้าวและไปไหนมาไหนด้วยกันเป็นประจำ "กินเยอะๆ นะพรีม ช่วงนี้ดูผอมลงไปนะ" นนท์ว่าพลางตักกับข้าวในจานของตัวเองแบ่งให้พรีมอย่างใส่ใจ "ขอบใจนะนนท์ แต่พรีมกินไม่ไหวแล้ว นนท์กินเถอะ" พรีมตอบกลับพร้อมรอยยิ้มเกรงใจ โดยไม่ได้คิดอะไรเกินเลยไปกว่าคำว่าเพื่อน ต่างจากนนท์ที่มองใบหน้าหวานด้วยสายตาอ่อนโยนลึกซึ้ง และเพื่อนคนอื่นๆ ในโต๊ะต่างก็อมยิ้มให้กันอย่างรู้กันดี ในเวลาเดียวกัน ณ อาคารสูงตระหง่านใจกลางเมืองหลวง ภายในห้องทำงานประธานบริหารขอคิมหันต์ บรรยากาศกลับแตกต่างจากทุกวันอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มทรงอำนาจในชุดสูทสากลเนี๊ยบกริบนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานหรูหรา ใบหน้าคมคายมีรอยยิ้มน้อยๆ แต้มอยู่ที่มุมปากตลอดเวลา แม้กระทั่งในห้องประชุมใหญ่ที่ปกติมักจะเต็มไปด้วยรังสีความกดดันและเสียงดุดันของประธานหนุ่ม แต่วันนี้คิมหันต์กลับนั่งฟังรายงานนิ่งๆ ไม่ได้เอ็ดหรือตำหนิลูกน้องแม้แต่น้อย จนเหล่าผู้บริหารและพนักงานต่างพากันแปลกใจและรู้สึกโล่งอกไปตามๆ กัน เมื่อนาฬิกาบนข้อมือเรือนหรูบอกเวลาเลิกเรียนของพรีม คิมหันต์ก็ลุกขึ้นยืนทันที เขารวบเสื้อสูทขึ้นสวมอย่างรวดเร็ว "เตรียมรถ ออกไปมหาลัยพรีมเดี๋ยวนี้" คิมหันต์สั่งเลขาหนุ่มเสียงเรียบ แต่ฉายแววรีบร้อนอย่างเห็นได้ชัด "ครับท่านประธาน" เลขารับคำพลางแอบสงสัยในท่าทีที่ดูอารมณ์ดีและรีบร้อนของเจ้านาย รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวมาจอดที่หน้าคณะของพรีมก่อนเวลาเลิกเรียนเล็กน้อย มาคัสนั่งรออยู่ในรถพร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อมองหาภรรยาสาว แต่แล้ว... สายตาคมกริบของเขากลับต้องสะดุดเข้ากับภาพตรงหน้าใต้โถงอาคารเรียน พรีมนั่งอยู่บนโต๊ะหินอ่อนกับเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง (นนท์) ทั้งสองกำลังนั่งชิดใกล้ ติวหนังสือและหัวเราะร่าเริงกันอย่างมีความสุข แสงแดดยามเย็นตกกระทบใบหน้าหวานที่กำลังยิ้มสดใส สายตาของชายหนุ่มคนนั้นที่จ้องมองพรีมเต็มไปด้วยความรัก ความหลงใหล และความปรารถนาอย่างเปิดเผย สายตาของคนที่มอง 'ผู้หญิงที่ตัวเองรัก' ซึ่งคนอย่างคิมหันต์ดูออกได้ในทันที! ฉับพลันนั้นเอง... ความอารมณ์ดีตลอดทั้งวันขอคิมหันต์ก็พังทลายลงสิ้น รังสีความอุ่นไอแห่งความสุขหายวับไป แทนที่ด้วยรังสีความอำมหิตและเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างสูงจนบรรยากาศภายในรถเย็นเยือกขึ้นมาทันตา เลขาหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะหน้าถึงกับขนลุกซู่ด้วยความพรั่นพรึง ไม่กล้าแม้แต่จะถอนหายใจแรง "ชิบหายแล้วไหมล่ะ" เลขาอย่างมาร์คพึมพัมเบาๆกับตัวเอง พรีมที่ไม่รู้เลยว่าคิมหันค์เดินทางมาถึงก่อนเวลาแล้ว เธอกำลังรวบรวมชีทสรุปบทเรียน เพราะเพื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่มขอตัวกลับบ้านไปหมดแล้ว เหลือเพียงนนท์ที่อาสาอยู่เป็นเพื่อนและช่วยเก็บของ ขณะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของพรีมก็ดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมารับเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของคิมหันต์ ใบหน้าหวานแต้มยิ้มสดใส "สวัสดีค่ะพี่..." "ขึ้นรถ... เดี๋ยวนี้!" น้ำเสียงทุ้มต่ำ เย็นชา และเต็มไปด้วยความกร้าวระด่างดังแทรกเข้ามาในสายเพียงประโยคเดียวสั้นๆ ก่อนที่สัญญาณจะตัดไปทันที! พรีมขมวดคิ้วด้วยความสงสัยและตื่นตระหนก หัวใจกระตุกวูบ เธอรู้สึกได้ทันทีว่าปลายสายกำลังอารมณ์ไม่ดีอย่างหนัก หญิงสาวรีบหันไปบอกลานนท์ด้วยท่าทางรีบร้อน "นนท์ พรีมต้องรีบไปแล้วนะ ผู้ใหญ่มารับแล้ว ขอบใจมากนะที่อยู่เป็นเพื่อน" "เอ่อ... ให้เดินไปส่งไหมพรีม?" นนท์เอ่ยถามด้วยความห่วงใย "ไม่เป็นไรจ้ะ นนท์กลับได้เลยนะ บายจ้ะ" พรีมโบกมือลาแล้วรีบวิ่งตรงไปยังรถคันหรูที่จอดรออยู่ริมฟุตบาททันที คิมหันต์ที่มองดูภาพการรำลาและสายตาอาลัยอาวรณ์ของชายหนุ่มคนนั้นผ่านกระจกรถ ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดเดือดดาลจนแทบควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ ความหึงหวงและโทสะมืดแปดด้านพุ่งขึ้นจุกอก พรีมเปิดประตูขึ้นมานั่งบนเบาะหลังข้างๆ มาคัส หญิงสาวพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วส่งย้อมสดใสให้เขา "มารอคอนข้างนานหรือยังคะพี่คิม? พอดีพรีมติวหนังสือกับ..." "หุบปาก!" เสียงคำรามเย็นชาและรังสีดุดันของคิมหันต์ทำให้คำพูดของพรีมหยุดชะงักลงทันที หญิงสาวตกใจจนตัวสั่น ใบหน้าหวานซีดสลดลงในบัดดล เธอเม้มริมฝีปากแน่น ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว ตลอดเส้นทางกลับบ้าน บรรยากาศภายในรถยนต์เงียบสงบจนน่ากลัว ไอความเย็นเยียบและรังสีความโมโหของมาคัสปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว พรีมนั่งเกร็ง ก้มหน้านิ่ง มองมือตัวเองที่กำเข้าหากันแน่นบนตัก ความสับสนและความกลัวจับขั้วหัวใจ เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรผิด ถึงทำให้ชายหนุ่มที่เคยอ่อนโยนเมื่อเช้า เปลี่ยนกลับกลายเป็นซาตานร้ายเพียงแค่เสี้ยววินาที ทันทีที่รถจอดสนิทที่หน้าคฤหาสน์หรู คิมหันต์ก็เปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปทันที โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหรือรอพรีม หญิงสาวต้องรีบก้าวเท้าตามหลังแผ่นหลังกว้างของเขาขึ้นไปบนชั้นสองอย่างรวดเร็ว ปัง! เสียงประตูห้องนอนใหญ่ถูกปิดลงอย่างรุนแรงด้วยมือของมาคัส ทันทีที่พรีมก้าวพ้นขอบประตูเข้ามา ชายหนุ่มก็หันกลับมาจ้องมองเธอด้วยสายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะและความหึงหวง "พี่คิม... เป็นอะไรไปคะ? ทำไมต้องโกรธพรีมขนาดนี้ด้วย?" พรีมเค้นเสียงถามออกไป ร่างบางสั่นสะท้านด้วยความกลัว แต่ก็อยากรู้สาเหตุ "ฉันบอกให้เธอเรียกว่าอะไร?!" คิมหันต์ตวาดเสียงกร้าว เดินก้าวรุกต้อนร่างบางจนแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับบานประตู "ฉันบอกให้เธอเรียกฉันว่าพี่คิมแค่ตอนที่เราอยู่บนเตียง! อย่ามาทำเป็นสนิทสนมเรียกร้องความสนใจตราบใดที่เธอซ่อนสันดานเดิมๆ เอาไว้ไม่มิด!" "สันดานอะไรคะ?! พรีมทำอะไรผิด?!" พรีมตะโกนสวนกลับไป น้ำตาเริ่มคลอเบ้าด้วยความอัดอั้นและตกใจที่ถูกเขาด่าทออย่างไม่มีเหตุผล "ทำอะไรผิดงั้นเหรอ?!" คิมหันต์เค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูถูกและเย้ยหยัน "ภาพที่เธอนั่งเสนอหน้า ออเซาะ ยิ้มระรื่นอยู่กับไอ้เด็กนั่นมันคืออะไร! สายตาที่มันมองเธอ มันอยากจะจับเธอทำเมียจนตัวสั่น! แล้วเธอก็ระรื่นตอบมัน สนุกมากนักหรือไงที่บริหารเสน่ห์ใส่ผู้ชายคนอื่นไปทั่ว!ร่าน" คำพูดร้ายกาจและหยาบคายของเขาเปรียบเสมือนตบหน้าพรีมอย่างแรง หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มด้วยความผิดหวังและเสียใจอย่างถึงที่สุด น้ำตาหยดใสไหลพละโหล่ออกมาจากดวงตาคู่สวย "หยุดดูถูกพรีมนะ! นั่นเพื่อนพรีม! เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ ม.2 นนท์ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น และพรีมก็ไม่ได้ทำตัวร่านอย่างที่คุณกล่าวหา!" พรีมแผดเสียงใส่อย่างไม่ยอมแพ้ แม้ตัวจะสั่นเทาด้วยแรงสะอื้น "เพื่อนงั้นเหรอ?! หึ! มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ดูไม่ออกว่ามันคิดยังไงกับเธอ!" คิมหันต์บีบข้อมือเล็กของเธอแน่นจนขึ้นรอยแดง กดร่างบางติดประตูอย่างดุเดือด "หรือว่าจริงๆ แล้วเธอรู้... แต่เธอชอบ! ชอบที่มีผู้ชายมาคอยล้อมหน้าล้อมหลัง อยากเอาตัวเองไปประเคนให้มันใช่ไหม?!" "คุณคิมหันต์!" พรีมใช้แรงทั้งหมดที่มีสะบัดข้อมือออกจากการจับกุม แล้วผลักแผงอกแกร่งของเขาอย่างแรงจนชายหนุ่มชะงัก "อย่าเอาความคิดต่ำๆ ของคุณมาตัดสินพรีม! พรีมไม่เคยคิดจะทำเรื่องเสื่อมเสียแบบนั้น! คุณไม่มีสิทธิ์มาด่าพรีมด้วยคำพูดแย่ๆ แบบนี้!" "ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์?!" คิมหันต์ตวาดกลับ ดวงตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ "อย่าลืมนะว่าตอนนี้เธออยู่ในฐานะอะไร! เธอเป็น 'เมีย' ของฉัน! เป็นคนที่แต่งงานเข้าบ้านตระกูลฉัน!" "แต่งงานงั้นเหรอ?!" พรีมหัวเราะทั้งน้ำตา ความเจ็บปวดรวดร้าวพุ่งขึ้นจุกอก "แต่งงานเพราะสัญญาที่ปู่ของคุณกับปู่ของพรีมสัญญากันไว้ต่างหาก! คุณไม่ได้รักพรีม! คุณแต่งงานกับพรีมเพราะหน้าที่และความจำเป็น! แล้วอย่ามาทำเป็นหึงหวง หรือทำเหมือนว่าพรีมมีความหมายกับคุณหน่อยเลย!" "ถูกต้อง!" คิมหันต์รามเสียงต่ำ ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดเมื่อถูกต้อนจนมุม "มันก็แค่สัญญาไร้สาระของพวกคนแก่! ถ้าไม่มีสัญญานั่น คิดเหรอว่าคนอย่างฉันจะลดตัวลงมาแต่งงานกับเด็กกะโปโล ไร้ราคาอย่างเธอ!" คำพูดประหารหัวใจดังก้องอยู่ในหัวของพรีม น้ำตาไหลรินออกมาเป็นสาย ความรู้สึกดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อคืนและเมื่อเช้าถูกทำลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี พรีมเชิดหน้าขึ้น สบสายตาเย็นชาของเขาอย่างไม่เกรงกลัว แม้หัวใจจะแหลกสลายเป็นผุยผง "ถ้าพรีมมันไร้ราคาและน่ารังเกียจขนาดนั้น คุณก็ปล่อยพรีมไปสิคะ! จะมาสนใจพรีมทำไม!" "ฉันไม่ปล่อย!" คิมหันต์เค่นเสียงกร้าว ยื่นหน้าเข้ามาประชิดใบหน้าหวานที่เปรอะไปด้วยน้ำตา "เพราะตราบใดที่เธอยังใช้นามสกุลของฉัน ยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมียของฉัน... อย่าทำตัวร่านให้ตระกูลของฉันต้องขายหน้า! อย่าให้ใครเอาไปพูดได้ว่าเมียของคิมหันต์พาผู้ชายอื่นขึ้นเตียง!" "คุณคิมหันต์!" "ฟังฉันไว้ให้ดีนะพรีม!" คิมหันต์ใช้นิ้วชี้หน้าเธอด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและเหี้ยมเกรียม "ถ้าเธออยากร่านนอนกับคนอื่นมากนัก... ก็อดทนรอให้ครบกำหนดสัญญาหนึ่งปีซะก่อน! พอครบหนึ่งปีเมื่อไหร่ ฉันจะหย่าให้เธอ แล้วเธอจะไปประเคนตัวให้ไอ้หน้าไหนก็เชิญ! แต่ระหว่างนี้... ถ้าเธอกล้าทำให้ชื่อเสียงตระกูลฉันต้องแปดเปื้อนแม้แต่นิดเดียว อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!" พรีมจ้องมองชายตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเค้นและผิดหวัง เธอสูดหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกั้นเสียงสะอื้น แล้วเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "ได้ค่ะ... หนึ่งปี! พรีมจะจำคำพูดของคุณไว้ ให้มันครบหนึ่งปีเมื่อไหร่ พรีมจะเป็นฝ่ายไปจากชีวิตคุณเอง และจะไม่กลับมาให้คุณเห็นหน้าอีกเลย!" คิมหันต์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาเด็ดเดี่ยวและไร้ความรู้สึกของพรีม หัวใจของเขากระตุกวูบอย่างประหลาด ความหงุดหงิดและความรู้สึกพ่ายแพ้ปะทุขึ้นในใจ ชายหนุ่มละสายตาจากใบหน้าหวาน เค้นเสียงเหอะในลำคอ ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังประตูห้องนอน "คืนนี้ฉันจะไปนอนที่ห้องหนังสือ... อย่ามายุ่งกับฉัน!" สิ้นเสียงตวาด คิมหันต์ก็เดินเปิดประตูออกจากห้องไป และปิดประตูเสียงดัง ปัง! ทิ้งให้พรีมยืนโดดเดี่ยวอยู่กลางห้องนอนใหญ่ที่แสนอ้างว้าง ทันทีที่ประตูถูกปิดลง ร่างบางของพรีมก็ทรุดลงไปกองกับพื้นห้องน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาอย่างกั้นไม่อยู่ เสียงสะอื้นไห้ด้วยความความเสียใจและความเจ็บปวดดังก้องไปทั่วห้องนอนที่เคยเต็มไปด้วยความอบอุ่นเมื่อคืนวาน หญิงสาวโอบกอดตัวเองไว้แน่น ร้องไห้จนกระทั่งไม่มีน้ำตาจะไหล ขณะเดียวกัน ในห้องหนังสืออันเงียบสงบ คิมหันต์นั่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ท่ามกลางความมืดมิด ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองด้วยความเครียดแค้นและสับสน อารมณ์โกรธชั่ววูบและความหึงหวงที่ไร้เหตุผลทำให้เขาเอ่ยคำพูดร้ายกาจทำร้ายจิตใจของเธอไปมากมาย คำพูดของพรีมที่บอกว่า 'จะไปจากชีวิตเขา' ยังคงดังก้องอยู่ในหัว และมันกำลังกัดกินหัวใจของประมุขหนุ่มอย่างช้าๆ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว...เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับความเงียบเหงาที่ปกคลุมไปทั่วคฤหาสน์หรู พรีมตื่นขึ้นมาด้วยดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้ตลอดทั้งคืน หญิงสาวจัดการอาบน้ำแต่งตัวในชุดนักศึกษาอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินลงมาจากชั้นบนด้วยสภาพไร้ชีวิตชีวา เมื่อเดินลงมาถึงห้องโถงด้านล่าง สายตากลมโตสุกใสที่บัดนี้หมองหม่นก็กวาดมองไปรอบๆ บริเวณบ้านอย่างเคยชิน โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมองหาใครบางคนอยู่ "มองหาคุณคิมหันต์อยู่เหรอคะคุณพรีม?" ป้าสาย แม่บ้านเก่าแก่ที่เห็นพรีมยืนลังเลอยู่จึงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและรอยยิ้มเอ็นดู "เอ่อ... เปล่าค่ะป้าสาย พรีมไม่ได้มองหาใครสักหน่อย" พรีมรีบปฏิเสธเสียงแผ่ว หลบสายตาป้าแม่บ้านอย่างมีเลศนัย "คุณคิมหันต์ออกไปทำงานตั้งแต่ตรู่แล้วค่ะคุณพรีม" ป้าสายพูดพลางยิ้มอย่างรู้ทัน "เห็นบอกว่ามีประชุมด่วนที่ต่างจังหวัด น่าจะกลับอีกทีก็ค่ำๆ นู่นเลยค่ะ" "อ๋อ... เหรอกับป้า" พรีมพยักหน้ารับเบาๆ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ ความรู้สึกห่อเหี่ยวและโหว่งเหวงพุ่งเข้ามาจับขั้วหัวใจอย่างน่าประหลาด 'เขาออกไปโดยไม่คิดจะลาหรือมองหน้าเราเลยสินะ... คงจะรังเกียจเรามากจริงๆ' "แล้วคุณพรีมจะรับอาหารเช้าเลยไหมคะ? ป้าเ
บรรยากาศยามเช้าหน้ามหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความคึกคักของเหล่าผู้คนที่เดินทางมาเรียน ในขณะที่รถสปอร์ตคันหรูของประมุขหนุ่มขับเข้ามาจอดชิดริมฟุตบาทอย่างนุ่มนวล พรีมขยับตัวเตรียมจะลงจากรถ แต่ก็ถูกมือหนาของชายหนุ่มคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน "เย็นนี้เลิกเรียนกี่โมง?" น้ำเสียงทุ้มต่ำถามขึ้น สายตาคมกริบมองสบดวงตากลมโตอย่างมีความหมาย "ประมาณสี่โมงเย็นค่ะ" พรีมตอบเสียงเบา แก้มเนียนยังคงขึ้นสีระเรื่อเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืนและเมื่อเช้าที่ผ่านมา "อืม... เดี๋ยวพี่ให้คนมารับ แล้วเจอกันที่บ้าน" เขาเอ่ยบอกพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาประทับจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากหวานอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะยอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระ พรีมก้าวลงจากรถด้วยท่าทางเกร็งเล็กน้อย ความรู้สึกเมื่อยล้าช่วงล่างยังคงมีอยู่ แต่เธอต้องพยายามเดินให้เป็นปกติที่สุด ทันทีที่รถคันหรูขับออกไป 'น้ำตาล' เพื่อนสาวสนิทที่สุดของพรีมก็รีบวิ่งรี่เข้ามาหาทันที ดวงตาของน้ำตาลเป็นประกายวาววับวิบวับอย่างจับผิด "แหมๆๆ พรีมคะ! นั่นรถใครน่ะ? คันละกี่สิบล้านกันเชียว!" น้ำตาลเอ่ยแซวพร้อมกับใช้นิ้วสะกิดแขนเพื่อนสาวเบาๆ "แล้วแน่ใจนะว่าแค่คนรู้จัก? ดูสายตาคนที
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านเนื้อดีเข้ามาจับเรือนร่างเปลือยเปล่าใต้ผ้านวมผืนหนา พรีมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกเมื่อยล้าไปทั้งกาย โดยเฉพาะช่วงล่างที่ยังคงมีความรู้สึกชาและผ่าวร้อนลอยเด่นขึ้นมา ความทรงจำจากบทรักดุเดือดเมื่อคืนที่ลากยาวตั้งแต่เคาน์เตอร์หินอ่อนในห้องครัว หน้าประตู โซฟาหนัง และจบลงบนเตียงใหญ่ พรั่งพรูเข้ามาในหัวจนแก้มเนียนร้อนผ่าวและขึ้นสีแดงระเรื่อทันที ข้างกายเธอคือแผงอกกว้างกำยำของคิมหันต์ แขนแกร่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามยังคงโอบตระกองกอดเอวคอดของเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปไหน ใบหน้าคมคายที่เคยบึ้งตึงและดูทรงอำนาจต่อหน้าคนทั้งโลก บัดนี้ยามหลับใหลกลับดูผ่อนคลายและเสน่ห์แรงเกินต้านทาน พรีมอดไม่ได้ที่จะยื่นมือเรียวเล็กไปสัมผัสสันจมูกโด่งและสันกรอบหน้าของเขาเบาๆ "ตื่นมาแอบมองสามีตัวเองแต่เช้าเลยนะ..." น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าระย้าดังขึ้นทั้งที่ดวงตาคมยังปิดอยู่ ก่อนที่มือหนาจะรวบจับมือเล็กของเธอไปประทับจูบที่กลางฝ่ามือหนักๆ "คุณคิมหันต์... เอ่อ พี่คิม ตื่นนานแล้วเหรอคะ" พรีมเอ่ยถามเสียงเบา พยายามจะถดตัวหนีด้วยความเขินอายเมื่อนึกถึงคำสั่งดุดันของเขาเมื่อคืน แต่กลับถูกวงแข
ลมหายใจอุ่นร้อนและเสียงหอบกระสันยังคงก้องกังวานอยู่ในห้องครัวที่เงียบสงบ พรีมนอนหมดแรงอยู่บนเคาน์เตอร์หินอ่อน เรือนร่างผ่องใสขึ้นสีแดงระเรื่อฉ่ำไปด้วยเหงื่อและรอยรัก คิมหันต์ถอนตัวตนอันอุ่นร้อนออกมาอย่างช้าๆ ก่อนจะมองดูผลงานของตัวเองด้วยสายตาพึงพอใจและเอ็นดูเป็นที่สุด "มะ... ไม่ไหวแล้วนะคะคุณคิมหันต์... พรีมเหนื่อยจนไม่มีแรงเดินแล้ว" พรีมเอ่ยเสียงแผ่วสั่น ใบหน้าหวานซุกเข้าหาอกแกร่งอย่างออดอ้อนและประหม่า คิมหันต์หลุดหัวเราะในลำคอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ เขาก้มลงประทับจูบเบาๆ ที่พวงแก้มแดงก่ำ ก่อนจะช้อนร่างบางในสภาพเปลือยเปล่าขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย "ใครบอกว่าฉันจะปล่อยให้เธอพักกันล่ะ?" คิมหันต์เอ่ยกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงพร่าระย้า "ยกแรกตรงนี้เป็นแค่ 'น้ำจิ้ม' เท่านั้น... บนห้องของจริงต่างหาก" "คุณคิมหันต์! คนบ้า... อื้อ!" พรีมยังไม่ทันจะได้เอ็ดเสียงเขียว คิมหันต์ก็สาวเท้ายาวๆ ก้าวออกจากห้องครัว อุ้มร่างบางขึ้นบันไดวนตรงไปยังชั้นสองอย่างรวดเร็วและหนักแน่น ทันทีที่ก้าวพ้นบานประตูห้องนอนใหญ่ที่ถูกดันปิดลงดัง ปัง! ความอดทนของประมุขหนุ่มก็พังทลายลงอีกครั้ง เขากด
เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งหนึ่งทุ่มกว่าๆ แสงมืดมิดของยามค่ำคืนครอบคลุมไปทั่วทั้งคฤหาสน์ตระกูลภักดีณรงค์ พรีมที่เผลอหลับยาวไปตั้งแต่ช่วงบ่ายค่อยๆ กะพริบตาตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนคิงไซส์ผืนนุ่ม สายตากลมโตมองไปรอบๆ ห้องนอนอันกว้างขวางที่บัดนี้เงียบสงบ ไร้เงาร่างสูงของสามีมาเฟีย "สงสัยยังไม่กลับ... ไม่ก็อยู่ที่ห้องทำงานมั้ง" เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวขาลงจากเตียงนอน ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวตรงช่วงล่างที่เคยมีในตอนเช้าหายไปเกือบหมดแล้ว ทว่ายังคงมีความรู้สึกขัดๆ ตึงๆ อยู่บ้างเล็กน้อยยามขยับตัว ทันทีที่ความคิดส่วนลึกหวนนึกไปถึงสาเหตุของความเจ็บระบมและภาพเหตุการณ์บทรักอันดุเดือดเมื่อเช้า ใบหน้าหวานก็ร้อนผ่าวขึ้นสีแดงระเรื่อฉับพลัน "เลิกคิดได้แล้วยัยพรีม แกนี่มันลามกจริงๆ!" พรีมสะบัดหน้าเรียกสติของตัวเองเบาๆ เพื่อไล่ภาพหวาบหวามออกจากหัว ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการอาบน้ำชำระร่างกาย ร่างบางเลือกสวมชุดนอนผ้าซาตินสายเดี่ยวสีครีมตัวยาวผ่าข้างสูง นุ่มลื่นสบายผิว พร้อมสวมทับด้วยเสื้อผ้าคลุมสายสปาเก็ตตี้เข้าชุดกัน จากนั้นจึงเดินก้าวเท้ายาวลงไปยังชั้นล่างเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องครัวขนาดใหญ่ เพ
ดวงอาทิตย์ในยามสายของวันเคลื่อนขึ้นสูง ส่องแสงแดดเจิดจ้าไปทั่วบริเวณ คฤหาสน์ตระกูลภักดีณรงค์อันเงียบสงบกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เมื่อรถสปอร์ตคันหรูสีดำแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าอย่างนุ่มนวลบริเวณหน้าประตูทางเข้าหลัก ชายชุดดำสองคนรีบก้าวเข้ามาเปิดประตูรถให้อย่างนอบน้อม ภายในรถ พรีมนั่งกอดอก หน้าบึ้งตึง ตากลมโตมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างด้วยอาการ 'งอน' อย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อปนความหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะเวลาตอนนี้ล่วงเลยมาถึงเกือบสิบเอ็ดโมงเช้าแล้ว นั่นหมายความว่าเธอขาดเรียนวิชาสำคัญในภาคเช้าไปโดยสมบูรณ์! "ยังไม่หายงอนอีกเหรอ?" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ของคิมหันต์เอ่ยถามขึ้นข้างกาย เขาหันมามองใบหน้าบูดบึ้งของภรรยาหมาดๆ ด้วยแววตาเอ็นดูและขำขันในใจ "ก็เพราะใครล่ะคะ!" พรีมหันขวับมามองเขาด้วยสายตาค้อนขวับ "ถ้าไม่ใช่เพราะคุณเอาแต่ใจเมื่อเช้านี้... ฉันคงไม่ต้องขาดเรียนวิชาของอาจารย์วิชัยหรอกค่ะ! คลาสนี้เช็คชื่อตั้งสองเปอร์เซ็นต์เลยนะคุณคิมหันต์!" คิมหันต์หลุดหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี รอยยิ้มกว้างที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาก้าวลงจากรถก่อนจะเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งของ







