เข้าสู่ระบบตอนที่ 5 “คืนที่หิมะตก”
หลังกลับจากจวนอ๋องห้า เสี่ยวอวี้ก็เอาแต่เดินวนรอบห้องไม่หยุด พลางพูดพึมพำ “ตายแน่แล้ว...ครั้งนี้ตายแน่แล้วขอรับ” เสิ่นจือเหยียนกล่าวโดยไม่ได้เหลือบตามองมาทางเด็กหนุ่ม “เจ้าหยุดเดินไปเดินมาได้แล้ว เจ้าทำให้ข้าเสียสมาธิ” นักปราชญ์หนุ่มนั่งอยู่หน้าโต๊ะ ตรงหน้าเขามีตำรากางอยู่ แต่สายตานั้นกลับเพียงมองหน้ากระดาษ ไม่ได้อ่านมันเลยสักนิด ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังติดอยู่ในหัว โดยเฉพาะประโยคนั้นอ “ฉันไม่ปล่อยให้นายตายหรอก” เขาเม้มปากแน่น ดวงตามีประกายวูบไหวเล็กน้อย แปลกนัก เพียงคำพูดธรรมดา เหตุใดถึงทำให้ใจวุ่นวายได้ถึงเพียงนี้ เสี่ยวอวี้ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นข้างโต๊ะ “คุณชาย...ท่านว่า อ๋องห้าจะปล่อยเราไปหรือไม่ขอรับ” “ไม่” เมื่อได้ยินคำตอบเร็วเกินคาด เสี่ยวอวี้ก็แทบร้องไห้ “งั้นเราหนีกันเถอะขอรับ” “เจ้าคิดว่า...จะหนีไปที่ใด ถึงจะรอดพ้นจากเงื้อมมือเขาอย่างงั้นรึ?” เสิ่นจือเหยียนถามด้วยเสียงราบเรียบ โดยไม่แม้ตืจะเงยหน้าจากตำราตรงหน้าที่เขาไม่ได้อ่านมันสักตัวอักษร “อย่างน้อย ก็ไม่โดนตัดหัว” บ่าวหนุ่มตอบเสียงอ่อย ๆ เสิ่นจือเหยียนถอนหายใจ “หากหนี ก็เท่ากับยอมรับผิด” “แต่หากไม่หนี....” เขาเงียบไป ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง อีกฟากของมิติ หลี่จวินเหิงกำลังนั่งวิเคราะห์ข้อมูลบนหน้าจอ ตัวอักษรและตัวเลขจำนวนมหาศาล แสงสีฟ้าสะท้อนดวงตาคมเย็น เอลล่าลอยอยู่ข้าง “ดิฉันประมวลผลและวิเคราะห์ออกมาเรียบร้อยแล้วค่ะ โอกาสที่อ๋องห้าจะเริ่มสืบเรื่อง “ของวิเศษ” อยู่ที่ 87%” ชายหนุ่มเตาะลิ้น “เร็วกว่าที่คิด” เขากล่าว เอไอสาวพยักหน้ารับ ก่อนเอ่ย “เขาฉลาดมากนะคะ” “อืม” จวินเหิงหยุดมองภาพจากกล้องจิ๋วที่ติดไว้บนตัวเสิ่นจือเหยียนที่ยังไม่ได้เอาออก ภาพจากกล้องนั้นสะท้อนกระจกทองเหลืองที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นภาพนักปราชญ์หนุ่ม ที่กำลังนั่งเงียบใต้แสงตะเกียงโบราณ ชายหนุ่มจากโลกอนาคตนิ่งไปเล็กน้อย “นายเครียดอยู่สินะ” ชายหนุ่มพึมพำออกมาเบา ๆ แบบเผลอตัว เอลล่ากระพริบตา “คุณกำลังกังวลเรื่องคุณชายเสิ่นเหรอคะ” ชายหนุ่มสะดุ้ง พร้อมปฏิเสธ “เปล่าสักหน่อย ฉันแค่คิดอะไรเพลิน ๆ” “แต่ชีพจรคุณสูงขึ้นนะคะ” “เอลล่า” จวินเหิงพูดเสียงเข้ม “คะ” เอไอสาวกล่าวตอบเสียงหวานใส “ฉันขอสั่งให้เธอปิดระบบตรวจจับอารมณ์ฉัน” เอลล่าส่งเสียงหัวเราะคิกคัก “ดิฉันขอปฏิเสธค่ะ ระบบประมวลผลแล้วว่ามันจำเป็นต้องเปิดไว้เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ และอีกอย่าง...ดิฉันคิดว่า มันสนุกดีค่ะ” จวินเหิงถอนหายใจ ก่อนลุกเดินไปใกล้กำแพงมิติ พร้อมเรียก “เฮ้” เสิ่นจือเหยียนเงยหน้าขึ้นตามเสียง “เจ้ายังไม่นอนอีกรึ นี่ก็ยามชวี (19.00-20.59) แล้วนะ” ชายหนุ่มนั่งลงที่เก้าอี้ แล้วท้าวคางบนโต๊ะ “โลกฉันมันยังไม่ดึกสักหน่อย” “แปลกนัก ที่นี่ยามนี้ผู้คนล้วนหลับไหลกันแล้ว”ฃ “นายต่างหากที่นอนเร็วเหมือนคนแก่” จวินเหิงกระเซ้า เสิ่นจือเหยียนย่นจมูกเล็กน้อย ก่อนตะหวัดเสียงตอบ “ข้าตื่นตั้งแต่ยามเหม่า (05.00-06.59) จวินเหิงกล่าวสวนทันที “โลกฉันเรียกมันว่า ตีห้า...ตื่นเช้าเหมือนคนแก่อยู่ดี” จือเหยียนคิด เขาควรรู้สึกแปลกใจกับคำว่า “ตีห้า” หรือควรหงุดหงิดที่ชายในอีกยุคกล่าวหาว่าเขาเหมือน “คนแก่” ดี “ช่างเถอะ” นักปราชญ์กล่าว พลางถอนใจออกมาเบา ๆ อย่างเผลอตัว จวินเหิงมองสีหน้าอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดเบา ๆ “นายกำลังกลัวเหรอ” เสิ่นจือเหยียนนิ่งไป เขาไม่ตอบคำถามนั้นในทันที สุดท้ายจึงยิ้มบาง “ผู้ใดไม่กลัวความตายบ้าง” เขากล่าวเรียบ ๆ แต่แฝงด้วยน้ำเสียงกังวลใจเล็กน้อย ลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างไม้ หิมะเริ่มโปรยลงมาเบา ๆ จวินเหิงมองภาพนั้นเงียบ ๆ โลกของเขาแทบไม่เหลือหิมะจริงแล้ว ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยระบบอากาศ แม้แต่ฤดูกาลยังถูกคำนวณ เขาเอ่ยเพื่อกลบความเงียบ “โลกของนาย...สวยดี” เสิ่นจือเหยียนชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบกลับ “โลกเจ้าก็ช่างสว่างไสวยิ่งนัก” “แต่หนาวจับใจใช่ย่อย” จวินเหิงตอบเบา ๆ คำตอบนั้นทำให้อีกฝ่ายเงียบไป ชายหนุ่มยิ้มจาง พลางกล่าวต่อ “นายว่าน่าแปลกไหม ทั้งที่โลกของฉันก้าวหน้าไปไกล แต่คนกลับเหงากว่าเดิม” “...” นักปราชญ์หนุ่มไม่ตอบ เขานิ่งคิด ชายหนุ่มกล่าวต่อช้า เสียงต่ำแสนเบา เหมือนกำลังพูดกับตัวเองมากกว่า “เพราะ ทุกคนเชื่อข้อมูล มากกว่าเสียงในหัวใจ” เสิ่นจือเหยียนมองเขานิ่ง คืนนี้สีหน้าของชายหนุ่มจากอีกโลกหนึ่งดูต่างจากทุกครั้ง ไม่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ไม่มีแววตาประชดประชัน ไม่มีท่ายียวนกวนประสาทอย่างที่เขามักจะทำ มีเพียงความเหนื่อยล้าลึก ๆ ในดวงตา เมื่อบอกเล่าถึงโลกที่เขาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน “เจ้า...” เสิ่นจือเหยียนพูดช้า ๆ “ไม่ชอบโลกของตนหรือ” จวินเหิงหัวเราะเบา ๆ “ไม่ชอบคนในโลกนั้นมากกว่า” เสิ่นจือเหยียน ไม่กล่าวสิ่งใด แต่ก็ไม่หยุดที่จะจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้า เขาคิดในใจ สิ่งที่ที่ชายหนุ่มต้องเจอนั้น สาหัสถึงเพียงใดกันแน่นะ “รวมถึงครอบครัวเจ้าด้วยงั้นรึ?” รอยยิ้มของชายหนุ่มผู้ที่อยู่ตรงข้าม จางลงเล็กน้อย “อืม” “เพราะเหตุใด” เสิ่นจือเหยียนที่ยังคงไม่ละสายตาจากใบหน้าของฝ่ายตรงข้ามเอ่ยถาม ชายหนุ่มเผลอสบตากับเขาวูบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะหลุบตาลง แล้วตอบพึมพำ “เพราะสำหรับพวกเขา ฉันมีค่าแค่ในฐานะ -ทายาท-“ ชายหนุ่มจากโลกอนาคต เดินไปนั่งเอนหลังที่โซฟาข้าง ๆ หน้าต่าง สายตาเหม่อมองออกไปยังแสงนีออนจากเมืองที่ส่องสว่างอยู่ไกล ๆ “ฉันถูกเลี้ยงมาให้เก่ง ให้ชนะ ให้ควบคุมคนอื่น” “...” “แต่ไม่เคยมีใครถามฉัน ว่าฉันต้องการมันไหม ฉันอยากทำอะไร หรือว่าฉันอยากเป็นอะไร” เสิ่นจือเหยียนกำชายเสื้อแน่นขึ้นโดยไม่รู่ตัว ประโยคนั้น...กลับคล้ายตัวเขาเองเหลือเกิน “เช่นนั้น...”เขาพูดขึ้นมาเบา ๆ “หากเลือกได้ เจ้าจะเป็นสิ่งใด” จวินเหิงนิ่งไป...นานมาก...ก่อนหัวเราะในลำคอ “ไม่รู้สิ ฉันไม่เคยคิดมาก่อน” “เหตุใด เจ้าจึงไม่เคยคิด?” “โลกของฉันไม่มีเวลาคิดเรื่องแบบนั้น หรือถ้าจะพูดให้ถูก ฉันไม่คาดว่าฉันจะมีโอกาสได้คิดมากกว่าถึงจะเหมาะ” เสิ่นจือเหยียนรู้สึกถึงหัวใจตนเองที่โดนบีบรัดโดยไม่ทราบสาเหตุ เขากล่าวออกมาอย่างยากลำบากว่า “ช่างน่าเศร้านัก” “นายนี่ พูดเหมือนคนแก่จริง ๆ “จวินเหิงกล่าวด้วยเสียงขบขัน “นั่นย่อมแน่นอน...ข้าแก่กว่าเจ้า อย่างน้อยก็หนึ่งปี” เสิ่นจือเหยียนกล่าวประชดประชัน “ก็แค่ปีเดียว” จวินเหิงยังไม่หยุดเย้าแหย่ “ก็นับว่าข้าแก่กว่า” จือเหยียนนั่งหลังตรง วางมาด ผู้อาวุโส “โอเค ท่านอาเสิ่น" “ไร้มารยาท!! แค่ท่านพี่เสิ่นก็เพียงพอแล้ว เจ้านี่ช่างหยาบคายนัก” เสิ่นจือเหยียนดุ แต่ด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะบาง ๆ จวินเหิงหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ทำเอาเสี่ยวอวื้ที่นอนหลับอยู่ตรงฟูกมุมห้องสะดุ้งตี่น “ไฟไหม้หรือขอรับ” ทั้งสองหันหน้ามาตอบพร้อมกันอย่างน่าเหลือเชื่อ “ไม่ใช่” “ถ้าเช่นนั้น ข้านอนต่อ...”แล้วเด็กหนุ่มก็ทิ้งตัวลงไปนอนพร้อมเสียงกรนเบา ๆ ต่อทันที ทั้งสองมองภาพนั้นแล้วเผลอยิ้มออกมาพร้อมกัน บรรยากาศเงียบสงบลงอีกครั้ง ภายนอก หิมะยังคงโปรยปราย เสิ่นจือเหยียนลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่างออกอีกเล็กน้อย...ลมหนาวพัดเข้ามาพร้อมเกล็ดหิมะสีขาว จวินเหิงมองอีกฝ่ายเงียบ ๆ ภาพชายหนุ่มในยุคโบราณ สวมชุดสีฟ้าอ่อน ชายฟ้าพริ้วไหวตามสายลมเบา ๆ ภายใต้แสงจันทร์และดวงดาวจากภายนอก พร้อมมีหิมะเข้ามาหมุนวนเล็กน้อยรอบตัว งดงามเกินจริงราวภาพฝัน ทันใดนั้นเอง เสิ่นจือเหยียนหันกลับมา ชายหนุ่มจากอีกมิติรีบหลบหน้าอย่างไว “เจ้าดื่มสุราหรือไม่” “แน่นอน” จวินเหิงตอบ พลางคิด นี่เขาไม่ได้ดูเป็นเด็กน้อยขนาดยังไม่บรรลุนิติภาวะใช่ไหม “เช่นนั้น...” เสิ่นจือเหยียนหยิบจอกสุราขึ้นมาสองใบ ใบหนึ่งรินให้ตนเอง ส่วนอีกใบเขารินแล้วหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ดันแก้วนั้นผ่านกำแพงมิติช้า ๆ จวินเหิงชะงัก จอกสุราทะลุผ่านเข้ามาถึงฝั่งเขาจริง ๆ ชายหนุ่มรับไว้เงียบ ๆ เนื้อหยกจากแก้ว เย็นเฉียบในมือ เสิ่นจือเหยียนยกจอกของตนขึ้นชิดกำแพงมิติที่กระเพื่อมเหมือนน้ำตรงหน้า สายลมพัดชายแขนเสื้อพริ้วเบาก่อนเอ่ยเสียงเบา “人生虽孤,清风自伴”"ชีวิตแม้โดดเดี่ยว แต่มีสายลมเป็นเพื่อน" หลี่จวินเหิงมองเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนยกจองของตัวเอง ชนจอกสุราของอีกฝ่ายเบา ๆ กึก... “ละมุนลิ้นมาก” ชายหนุ่มฝ่ายตรงข้ามกล่าว หลังจากยกหมดจอก “น่าเสียดาย...โลกฉันไม่มีสุราแบบบนาย” “เช่นนั้น สิ่งใดอยู่ในแก้วที่เจ้าถือจิบอยู่ทุกวี่วัน?” “กาแฟ” จวินเหิงตอบ พลางคิดในใจ ...หมอนั่นคงคิดว่าเขากินเหล้าตลอดเวลาทุกวันสินะ... “รสชาติเป็นเช่นไร หวานหรือขม” จวินเหิงตอบแบบแทบไม่ต้องคิด “ขม ขมมาก” นักปราชญ์หนุ่มจากโลกอดีตยิ้มน้อย ๆ “เหมาะกับเจ้า” ชายหนุ่มแทบจะสำลัก “นี่นายกำลังชมฉันหรือด่าฉันเนี่ย” “แล้วแต่เจ้าจะคิด” เสิ่นจือเหยียนยักไหล่เลียนแบบชายหนุ่มในโลกอนาคตที่เขาเคยเห็น ทั้งสองหัวเราะเบา ๆ พร้อมกัน โดยไม่รู้เลยว่า— อีกด้านหนึ่งของเมืองหลวง ภายในตำหนักมืดสลัว อ๋องห้ากำบจังมองภาพวาดบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะ เป็นภาพ “หญิงสาวโปร่งใสลอยกลางอากาศ” ภาพวาดถูกวาดอย่างหยาบ ๆ จากคำบอกเล่าของคนในจวน “ของวิเศษ...สิ่งมีชีวิตประหลาด” เขาหรี่ตามอง สายตาเย็นเยียบ “เสิ่นจือเหยียน เจ้าซ่อนสิ่งใดไว้กันแน่” ด้านหลัง เข็มทิศโบราณบนโต๊ะเริ่มหมุนเองช้า ๆ ราวกับกำลังตอบสนองต่อพลังงานบางอย่าง ...พลังที่ไม่ควรมีอยู่ในยุคนี้ และในคืนเดียวกันนั้นเอง—กลางห้องปริศนาทางฝั่งของจวินเหิง กำแพงอีกด้านปรากฎสัญลักษณ์โบราณสีแดงขึ้นชั่วขณะ เอลล่าร้องเตือนทันที “คุณชายหลี่คะ ดิฉันตรวจพบพลังงานกาลเวลาเพิ่มขึ้นอย่างกระทันหันค่ะ” จวินเหิงลืมตาตื่นภายในความมืดทันที ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “หมายความว่ายังไง” “ดูเหมือน...ประตูมิติกำลังจะเสถียรมากขึ้นค่ะ” ชายหนุ่มหรี่ตาข้างหนึ่ง แล้วถาม “นั่นไม่ดีรึไง?” เอลล่าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ “ไม่ใช่ไม่ดีค่ะ แต่ปัญหาคือ...มีบางอย่างกำลัง “ตื่น” อยู่ในห้องนี้”NC ตอนพิเศษ : คืนแรกแห่งรัก หลังจากที่หลี่จวินเหิง ขอร้องแกมบังคับเอลล่า เอไอสาวคู่ใจให้ยอมปิดระบบตัวเองในคืนนี้ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ตรง ๆ ที่เจ้าตัวยืนยันหนักแน่นว่า เขาอยาก “อยู่ลำพัง” กับเสิ่นจือเหยียนคนรักของตนเองสำเร็จ เอลล่าก็ยิ้มยิงฟันพร้อมพยักหน้า และปิดระบบของตนเองไปตามคำขอนั้นพร้อมเสียงหัวเราะคิก ๆ ทางฝั่งเสิ่นจือเหยียนเองก็กำลังจะบอกเสี่ยวอวี้ บ่าวชายของตนเองเช่นกัน “เอ่อ...เสี่ยวอวี้...คืนนี้เจ้าไม่ต้องอยู่รับใช้ข้าก็ได้นะ” เสิ่นจือเหยียนกล่าวเบา ๆ หลังจากที่เขาดับตะเกียงใบใหญ่ในห้องไปแล้ว เหลือเพียงตะเกียงน้อยที่อยู่ตรงหัวเตียง ส่องแสงเหลืองนวลตา พร้อมแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง “เหตุใดกันขอรับ” เสี่ยวอวี้ที่กำลังจะปูที่นอนข้างเตียง ที่ประจำของเขา “ข้าแค่....อยากจะ...” เจ้านายของเขาอึกอัก แต่สีหน้าเริ่มขึ้นสีชมพูเรื่ออย่างเห็นได้ชัด จนเสี่ยวอวี้อดถามด้วยความห่วงใยไม่ได้ว่า “คุณชายไม่สบายหรือขอรับ งั้นให้บ่าวไปตามหมอดีหรือไม่?” น้ำเสียงของบ่าวหนุ่มน้อยร้อนรนเต็มไปด้วยความห่วงใย “มะ...ไม่ต้อง...ข้าแค่...แค่อยากอยู่กับจวินเหิงเพียงลำพัง” พูดจบชายหนุ่มก็หน
ตอนพิเศษ 1 “คืนหิมะแรก” หิมะแรกของปีถัดมา ตกลงมาอย่างเงียบงัน นอกหน้าต่างของห้องพักมิติโลกอนาคตถูกปกคลุมด้วยแสงสีออนส่วนโลกอดีตมีแต่เกล็ดหิมะสีขาวเสิ่นจือเหยียนยืนมองภาพของอีกฝั่งนิ่ง ๆ แม้กลับมาเชื่อมต่อกันได้อีกครั้ง แต่เขาก็ยังไม่ชินกับโลกของจวินเหิงเสียทีเดียวโดยเฉพาะ “ในฤดูหนาว” ของโลกอนาคต“หนาวมั้ย?” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากทางด้านหลังก่อนผ้าคลุมตัวหนาผืนหนึ่งจะถูกพาดลงบนไหล่เสิ่นจือเหยียนหันกลับมา พบจวินเหิงในชุดลำลองสีเข้ม กำลังมองเขาด้วยสายตาอ่อนโอน“โลกของเจ้าประหลาดจริง”“ตรงไหน”“แสงไม่เคยดับเลย”จวินเหิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินมายืนข้างเขา “แล้วชอบไหม”เสิ่นจือเหยียนเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา “หากที่นั่นมีเจ้า...มีหรือที่ข้าจะไม่ชอบ”จวินเหิงชะงัก ก่อนยกยิ้มช้า ๆ “เดี๋ยวนี้พูดเก่งขึ้นนะ”“ข้าเพียงพูดความจริง” เสิ่นจือเหยียนตอบ ในขณะที่สายตายังไม่ละจากใบหน้าเขา“อันตรายชะมัด” จวินเหิงเอามือมาจับที่หน้าอกของตัวเอง“?”“นายทำฉันหัวใจเต้นแรงเกินไปแล้ว” ยังไม่ทันตั้งตัว จวินเหิงก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ จนปลายจมูกแทบแตะกันลมหายใจอุ่นปะทะใบหน้าเบา ๆเสิ่นจือเหยียนชะงักทันที
ตอนที่ 35 (บทสรุป) : “เหนือกาลเวลา” ทุกอย่างขาวโพลน ไร้เสียง ไร้แรงโน้มถ่วง เหมือนโลกทั้งใบถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆหลี่จวินเหิงรู้สึกได้เพียง ความเย็นเยียบ ที่ค่อย ๆ กลืนร่างกายและสัมผัสจากมือของเสิ่นจือเหยียน...ที่กำลังหลุดหายไปทีละน้อย...“เสิ่นจือเหยียน!!!”เขาพยายามคว้าไว้สุดแรง แต่ปลายนิ้วกลับแตะได้เพียงแสงสีทอง ก่อนทุกอย่างจะดับวูบลง ติ๊ด...ติ๊ด...ติ๊ด... เสียงเครื่องมือแพทย์ดังแว่วมา เปลือกตาของจวินเหิงขยับช้า ๆ ก่อนลืมขึ้นอย่างยากลำบากแสงสีขาวของห้องพยาบาลทำให้เขาตาพร่าไปชั่วครู่จากนั้น...เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทันที“ในที่สุดคุณก็ฟื้นค่ะ คุณชายหลี่” เอลล่า เอไอสาวผู้ชายของเขานั่นเองจวินเหิงรีบลุกพรวด “เสิ่นจือเหยียนล่ะ!?”“เดี๋ยวก่อนค่ะ...คุณเพิ่งฟื้น—““เขาอยู่ไหน!!”ห้องเงียบลงทันทีเอลล่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ “...ประตูเวลาปิดแล้วค่ะ”หัวใจของจวินเหิงร่วงวูบทันที เขานิ่งค้างอยู่แบบนั้น เหมือนทุกเสียงรอบตัวหายไปหมดในพริบตา“ไม่พบสัญญาณเชื่อมต่ออีกแล้ว” เอลล่ากล่าวแผ่วเบา “สถานีวิจัยหยุดทำงานทั้งหมด...”เอไอสาว กลั้นเสียงสั่นก่อนกล่าวต่อ “และเส้นเวลา...กลับสู่สมดุลแล
ตอนที่ 34 : “ห้านาทีก่อนจากลา” [ระบบจะปิดลงใน 240 วินาที] เสียงแจ้งเตือนยังดังต่อเนื่องในห้องใต้ดินที่กำลังพังทลายฝุ่นควันลอยคลุ้ง เศษหินตกลงมาไม่หยุดแต่หลี่จวินเหิง กับเสิ่นจือเหยียนกลับยังยืนนิ่ง มองกันอยู่ตรงนั้น ราวกับไม่ได้ยินเสียงอื่นอีกแล้วเสี่ยวอวี้มองซ้ายมองขวาอย่างลนลาน “พวกเราควรหนีก่อน หรือควรร่ำลาก่อนดีขอรับ!?”เอลล่าตอบเรียบ ๆ พยายามทำเสียงให้สงบ ถึงแม้จะปิดความสั่นในนั้นไม่ได้เลยสักนิด“ทำสองอย่างพร้อมกันเลยก็ได้นะคะ”จวินเหิงหัวเราะเบา ๆทั้งที่ใบหน้าซีดจากการเสียเลือด และบาดแผลที่มี“ตอนนี้พวกนายยังมีอารมณ์เล่นมุกกันอีกหรือ” ก่อนเดินเข้าไปหาเสิ่นจือเหยียนช้า ๆยิ่งใกล้...หัวใจยิ่งเจ็บ เพราะนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริง ๆ เสิ่นจือเหยียนมองเลือดบนใบหน้าและร่างกายอีกฝ่าย ดวงตาสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด“เจ้าบาดเจ็บหนัก”“ยังไม่ตาย” ชายหนุ่มตรงหน้าพยายามฝืนยิ้ม“เจ้ายังจะพูดเล่นอีก...” น้ำเสียงนั้นเบาลง จนแทบฟังไม่ออกจวินเหิงหยุดยืนตรงหน้าเขา ก่อนยากมือแตะแก้วอีกฝ่ายเบา ๆ เหมือนเคยสัมผัสนั้นอ่อนโยนจนน่าใจหาย “นายร้องไห้เหรอ”เสิ่นจือเหยียนชะงักทันที เพราะเพิ่งรู้ตัวว่า
ตอนที่ 33 : “เดิมพันด้วยชีวิต” เสียงเครื่องจักรดังกึกก้องไม่หยุด ห้องใต้ดินเริ่มพังลงที่ละส่วน เศษหินร่วงล่นรอบด้าน ราววันสิ้นโลก แต่สายตาของหลี่จวินเหิงยังคงจับอยู่ที่อ๋องห้าเพียงคนเดียวอีกฝ่าย ยืนอยู่กลางแสงสีทอง พลังงานมหาศาลหมุนรอบกาย ดวงตาเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง และเสียสติ“ข้า...คือผู้ถูกเลือก” อ๋องห้าหัวเราะลั่น “พลังแห่งสวรรค์กำลังตอบรับข้า!!!”เอลล่าถึงกับพึมพำ “ตอบรับบ้านคุณสิคะ...มันกำลังจะระเบิดต่างหาก...”เสี่ยวอวี้พยักหน้ารัว ๆ “ข้าเห็นด้วย!!จวินเหิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเปิดใช้งานอุปกรณ์ในมือทันที ติ๊ด— แท่งโลหะสีเงิน เริ่มกางออกช้า ๆ วงแหวนพลังสีฟ้าหมุนรอบตัวมันเอลล่ารายงานทันที “เครื่องตัดคลื่นมิติเริ่มทำงานค่ะ”“เสถียรภาพ???”“ต่ำมากค่ะ!!!”“ดี...”“ดีตรงไหนคะ!?” ชายหนุ่มไม่ตอบ เพราะตอนนี้ เขากำลังคำนวณทุกอย่างในหัวอย่างรวดเร็ว เพราะหากพลาดนิดเดียว...ประตูเวลาอาจจะระเบิดพร้อมกัน ทั้งสองยุคและทุกคนจะตายหมด เสิ่นจือเหยียนมองแผ่นหลังของเขานิ่ง ก่อนกำมือแน่น ปลายเล็กจิกเข้าไปในเนื้อเขาเกลียดความรู้สึกนี้ ความรู้สึกที่ช่วยอะไรไม่ได้ ทั้งที่อีกฝ่ายกำลังเสี่ยงชีวิตอย
ตอนที่ 32 : “เส้นเวลาที่กำลังพังทลาย” ครืดดด....!!! เสียงเครื่องจักรดังก้องไปทั่วห้องใต้ดิน แสงสีทองจากแกนพลังงานสว่างขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าแสบตาพื้นเริ่มแตกร้าว เศษหินร่วงหล่นต่อเนื่อง ราวกับสถานที่แห่งนี้ พร้อมจะพังลงได้ทุกเมื่อเอลล่ารายงานเสียงรัวว เร็ว และตื่นตะหนกเล็กน้อย“ค่าความเสถียรกำลังลดลงอย่างต่อเนื่องค่ะ!! ประตูเวลากำลังเชื่อมสองยุคเข้าหากันโดยตรง”จวินเหิงกัดกราม สีหน้าฉายแววกังวลอย่างชัดเจน “หยุดระบบได้ไหม”“ต้องปิดแกนพลังงานค่ะ”“แล้วทำไมยังไม่ปิด!!!”“เพราะมีคนกำลังจะเอามันไปค่ะ” ทุกคนหันขวับทันที และพบว่า อ๋องห้า กำลังเอื้อมมือยังผลึกสีทอง ดวงตาเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง แววตาแดงก่ำ“พลังนี้...ต้องเป็นของข้า...เป็นของข้าเท่านั้น!!!”เสิ่นจือเหยียนพุ่งเข้าไปทันที “หยุดนะ!!” แต่จังหวะนั้น--- ฟึ่บ!! พลังงานสีทองพลันระเบิดออกจากผลึกตู้มมมมมม!!! แรงกระแทกมหาศาลซัดทุกคนปลิวกระเด็น เสี่ยวอวี้ร้องลั่น “พวกเรากำลังจะตายแล้วขอรับบบบ”จวินเหิงรีบคว้าตัวเสิ่นจือเหยียนไว้ ก่อนอีกฝ่ายจะกระแทกกำแพง ทั้งคู่ล้มลมพร้อมกัน เสียงหัวใจดังชัดจนแยกไม่ออกว่าเป็นของใครเสิ่นจือเหยียนเงยหน



![หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



