LOGIN“เตียไม่ได้พูดเพื่อให้หนูกลัว แต่พูดเพื่ออยากให้หนูเตรียมใจเอาไว้เท่านั้น เตียหวังดีกับหนู อยากให้หนูยอมรับให้ได้นะเหม่ยลี่ หนูจะคิดว่าเตียเห็นแก่ตัวก็ได้ เตียยอม”
มือเล็ก ๆ รีบตะครุบมือของบิดา ส่ายศีรษะหน้าตาจริงจังขณะมองท่านด้วยแววตาแน่วแน่
“เตียไม่ผิด และหนูก็ไม่ได้โกรธเตียด้วย หนูยอมรับได้” เพื่อพ่อกับแม่ที่เธอรักยิ่งกว่าชีวิต เธอยอมทำได้ทุกอย่าง ต่อให้ต้องข้ามมิติไปอยู่ยุคมนุษย์หินเธอก็จะไป แต่ไปถึงแล้วจะหาวิธีพังงานแต่ง ทำให้ว่าที่เจ้าบ่าวต้องเป็นฝ่ายโบกมือลาให้ได้
“นี่ลูกไม่ได้คิดอะไรพิเรนทร์ ๆ อยู่ใช่ไหม” เห็นสายตาครุ่นคิดของลูกสาวก็เดาอย่างรู้ทัน
“ไม่ได้คิดอะไรเลยนะเตีย” รีบปฏิเสธสีหน้าสงสัยของบิดาน้ำเสียงขึงขัง
บิดาลังเลกับความจริงจังที่มากเกินไปของลูกสาว ผิดวิสัยคนที่ชอบทำตัวสบาย ๆ ของเธอมาก ถึงแม้จะเป็นคนง่าย ๆ เข้าหาคนอื่นเก่ง แต่เธอก็ไม่ชอบทำอะไรฝืนใจตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นเรื่องที่เธอยอมรับง่าย ๆ แบบนี้ก็ผิดไปจากที่คาดการณ์เอาไว้
“เตียไม่รู้หรอกนะว่าหนูกำลังคิดตุกติกอะไร แต่ในเมื่อหนูยอมรับง่าย ๆ แบบนี้เตียก็จะยอมเชื่อใจ ไม่ว่าหนูจะคิดอะไรเอาไว้ เตียก็หวังว่าสุดท้ายแล้วลูกของเตียจะอยู่เคียงข้างเขาคนนั้นไปตลอดชีวิต เพื่อให้เตียกับเหนียงอุ่นใจ” มือใหญ่นุ่มละมุนผิดจากมือของบุรุษทั่วไปลูบลงบนหลังมือเล็ก “แม้สิ่งที่พูดกับลูกมันจะฟังเหมือนผลักภาระให้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่เตียกับเหนียงห่วงก็คือลูกต่างหากล่ะ”
“จริงเหรอเตีย หนูนึกว่าเตียจะเห็นหน้าที่สำคัญกว่าหนูเสียอีก”
“ถึงเตียจะทำไปเพราะหน้าที่ แต่ที่เต็มใจทำก็เพราะมหาเทพรับปากเตียแล้ว ว่าจะให้พวกเราเจอกันได้ตลอดที่ต้องการ ทีนี้เข้าใจเตียมากขึ้นแล้วใช่ไหม”
เมื่อได้รู้ความในใจของบิดา หญิงสาวก็คลี่ยิ้มกว้าง ไม่ได้รู้สึกอึดอัดใจเหมือนเช่นตอนแรกอีก ขอแค่มีโอกาสได้เจอพ่อแม่อีก จะอยู่ที่ไหนเธอก็ย่อมดีใจ
“กับเหนียงกับซันนี่ก็ด้วยใช่ไหมเตีย” ย้ำถามให้แน่ใจ
“อือ”
“งั้นหนูจะเริ่มเตรียมใจเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปเลยเตีย”
หยวนตงยิ้มกับคำพูดของลูก “ไม่ต้องเครียดขนาดนั้นก็ได้เหม่ยลี่”
“ก็หนูไม่รู้ว่าต้องไปเจออะไรบ้างนี่เตีย ครึ่งเทพครึ่งปีศาจหน้าตาจะเป็นยังไง นิสัยจะเป็นยังไงก็ไม่รู้”
คราวนี้หยวนตงหัวเราะลั่นยิ่งกว่าเดิม ลูบศีรษะของลูกสาวตัวน้อย
“ไหนลองบอกเตียซิ ลูกคิดว่าเทพเซียนหน้าตาเป็นอย่างไร ปีศาจหน้าตาเป็นอย่างไร และคิดว่าชาวมายาจะเป็นอย่างไร”
“เขาว่าเทพเซียนนางฟ้าหน้าตาจะหมดจดงดงาม ผิวพรรณผุดผ่องดุจทองคำ ส่วนปีศาจนั้น..” ครุ่นคิดสักครู่ “ในความคิดของหนูคงจะต้องมีอะไรที่แปลกจากมนุษย์ และคงไม่ดูดีเหมือนคนแดนสวรรค์ อย่างเช่นตัวอาจจะใหญ่ ตัวสีแดงสีเขียว หูอาจจะแหลมยาว จมูกยื่นหรืออาจจะมีเขา ดังนั้นชาวมายาอาจจะหน้าตาดี แต่จะต้องมีจุดเด่นแบบปีศาจที่น่ากลัวมาก ๆ ประมาณนี้หรือเปล่าเตีย” แค่คิดก็หดหู่พอทน แล้วเธอต้องไปแต่งงานด้วย จะต้องใจกล้ามากเพียงใด
“ผิดแล้วเหม่ยลี่”
“อะไรผิดจ๊ะเตีย” ทำหน้างง ไม่เข้าใจว่าเรื่องไหนที่ผิด
“คนแดนสวรรค์อาจจะเป็นอย่างที่ลูกพูดก็จริง แต่ปีศาจนั้นก็แทบไม่ต่างกับพวกเตียหรอก อาจจะมีต่างกันบ้างตามลักษณะเผ่าพันธุ์ แต่ก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนจนดูน่าเกลียดน่ากลัว ตรงกันข้ามเสียอีก พวกปีศาจนั้นล้วนมีหน้าตาที่ดูดีไร้ที่ติ ถ้าให้เทียบกับโลกมนุษย์ใบนี้ ก็คงเหมือนคนเอเชียกับคนยุโรป ดังนั้นชาวมายาก็เหมือนลูกครึ่งที่ได้ส่วนดีของพ่อกับแม่มาผสมผสานกัน น้อยนักที่จะดูเหมือนแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”
“จริงเหรอเตีย หนูนึกว่าจะเหมือนแฟนแทสติกโฟร์ จักรวาลมาร์เวลอะไรแบบนั้นซะอีก แต่ได้ยินแบบนี้หนูก็สบายใจมาก ๆ ๆ ๆ เลยเตีย”
“ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอก จะเหมือนก็ตรงที่มีพลังเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้มีกันทุกคนหรอกนะ เพราะข้ามสายพันธุ์กันไปมาก็เลยกลายพันธุ์กันไปเยอะ แต่ลูกไม่ต้องกังวลนะ ดินแดนมายากับเมืองมนุษย์นั้นก็เหมือนประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเรา มีเขตแดนแบ่งกั้นที่ชัดเจน ชาวมายาสามารถเข้าออกแดนมนุษย์ได้อย่างอิสระ แต่มนุษย์นั้นยากที่จะเข้าไปอยู่ในแดนมายา แต่พวกเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น
ชาวมายาสามารถเข้าออกแดนมนุษย์ได้อย่างอิสรเสรี แต่ไม่สามารถใช้พลังเวทได้เพื่อเป็นการปกป้องมนุษย์ที่ด้อยกว่า ส่วนมนุษย์นั้นยากที่จะเข้าไปในแดนมายาเพราะเป็นเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ เว้นเสียแต่ว่าจะผูกใจรักต่อชาวมายาและมีสัมพันธ์ทางกายอย่างลึกซึ้งแล้วเท่านั้น แต่ทั้งสองเผ่าพันธุ์ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติมาตลอดพันปี มีปัญหาระหองระแหงกันบ้างเหมือนตำรวจกับผู้ร้าย แต่ก็มีการจัดการปัญหาอย่างยุติธรรมต่อทุกฝ่าย.. อยู่ที่นั่น ถ้าลูกปรับตัวได้แล้วลูกจะต้องมีความสุขมากแน่ ๆ”
“ในเมื่อเตียรับปากว่าจะพาเหนียงกับซันนี่ไปเยี่ยมหนูบ่อย ๆ หนูคิดว่าหนูน่าจะอยู่ได้”
เห็นเจ้านายอึกอักพูดไม่ออก มู่สงก็รีบขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิด“เสินเฉา ถึงเวลาต้องไปแล้ว” สอดปากเข้าช่วยเหลือพร้อมด้วยสีหน้าโง่ ๆเหม่ยลี่เขม้นมองมู่สงยิ้ม ๆ นับถือในความจงรักภักดีจนอยากจะเจรจาเอามาเป็นพวก“ต้องไปแล้ว.. ต้องไปไหนกันเหรอถึงได้รีบร้อนนัก” เมื่อกี้ยังเอ้อระเหยลอยชาย ทำท่าไม่พอใจที่เธอบอกว่าปวดขาไม่อยากเดินต่ออยู่เลย“ข้าน้อยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เสินเฉาต้องไปถือศีลในถ้ำ” มู่สงทำหน้าใสซื่อตอบกลับอย่างนอบน้อม“ช่างเป็นคนมีหลักธรรมค้ำจุนจิตใจยิ่งนัก มิน่าถึงได้ดูมีสง่าราศีไร้ผู้ใดเทียบเทียมขนาดนี้”เสินเฉาได้รับคำชมจากใบหน้านวลยิ้มแย้มก็คลี่ยิ้มกว้าง โค้งศีรษะให้นางเล็กน้อย“เหนียงเนี่ยงกล่าวชมเกินไปแล้ว” อยากถามนางต่อนักว่าเขาดูมีสง่าราศีเหนือฟูจวินของนางหรือไม่ “ในดินแดนมายาแห่งนี้ ไม่มีใครมีสง่าราศีเท่าฟูจวินของเจ้าอีกแล้ว เพราะเขาเป็นถึงต้าเสินของที่นี่” พูดทั้งที่ไม่อยากพูด“ท่านพี่พูดเกินไปแล้ว เสินหลง บิดาของพวกเราต่างหากคือต้าเสิน ส่วนข้าก็แค่รักษาการแทนท่านเท่านั้น”“แต่ท่านพ่อก็เลือกเจ้าเป็นหวางฉู่ นั่นแสดงให้เห็นว่าเจ้าต้องมีดีกว่าข้าที่เป็นลูกคนโตมิใช่หรือ” เสี
พูดจบมู่สงก็เดินเข้ามาเหมือนนัดกันไว้ โค้งกายเล็กน้อยก่อนจะยื่นโถอาหารปลาให้ผู้เป็นนาย“เสินเฉา” เหม่ยลี่หมดความอดทนต่อการปั้นหน้า เพราะดูแล้วเขาคงไม่กลับง่าย ๆ ถ้านางไม่ทำเสียเอง “ข้าขออภัยที่ต้องพูด ตอนนี้ข้าปวดเท้าและหนาวมาก ข้าคงเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว”“เช่นนั้นให้ข้าประคองไปที่ศาลาดีหรือไม่เหนียงเนี่ยง”“ไม่เป็นไรเสินเฉา ข้าพอเดินไหวเจ้าค่ะ” ตอบเขาแล้วรีบหันหลังเดินกลับไปที่ศาลา“เหนียงเนี่ยง ข้าน้อยไม่คิดว่าเหนียงเนี่ยงเจ็บเท้าอย่างที่อ้างนะ” มู่สงผู้เดินตามหลัง เอ่ยขึ้นหลังจากมองดูนางอยู่สักพักเหม่ยลี่หันกลับไปมองบุรุษรูปร่างสูงใหญ่กำยำพอ ๆ กับเสินอี้ แต่หน้าตานั้นอย่าได้เทียบกัน เพราะฝ่ายนี้นอกจากไม่หล่อแล้วยังดูตาลอย ๆ เบลอ ๆ เหมือนคนไม่ค่อยเต็มเต็ง แต่เสินอี้ก็เตือนให้ระวังเขาคนนี้เอาไว้ให้มาก ๆ“เขาผู้นี้เป็นคนสนิทของเสินเฉาหรือเจ้าคะ”“ใช่ มู่สงเป็นคนของข้าเอง เหนียงเนี่ยงอย่าถือโทษโกรธเคืองเขาเลยนะ เขาไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไหร่ เป็นคนซื่อ ๆ ตรง ๆ อยากพูดอะไรก็พูดแบบนี้ตลอด แต่ไม่มีพิษมีภัยกับใครหรอก เป็นคนที่ไว้ใจได้ทีเดียว”“อ้อ.. มู่สง”“ขอรับ เหนียงเนี่ยง”“คราวหน้าคราวหลังห
“ไม่ต้องหรอกหนี่ซวี่ เราสองคนปกป้องอาซันได้สบายมาก เพราะพลังเวทย์เราฟื้นเต็มที่แล้ว แต่ตอนที่อยู่บนโลกมนุษย์นั้นเราแทบไม่มีพลังเวทย์ติดตัวเลย”“แต่เสินเฉามีเวทย์ปีศาจที่ร้ายแรง และยังแอบฝึกเวทย์สวรรค์อีกต่างหาก คนสนิทของเขาก็เจ้าเล่ห์มากอุบาย ข้าเกรงว่าท่านทั้งสองจะเสียท่าพวกมัน”“ไม่มีใครเจ้าเล่ห์เท่ามนุษย์อีกแล้วเสินอี้ มนุษย์ไร้เวทย์แต่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ท่านน่าจะเห็นแล้วว่ามนุษย์ในมิตินั้นทำอะไรได้บ้าง ไม่มีเวทย์เหาะเหินเดินอากาศ แต่ก็มีรถมีเครื่องบินใช้เดินทาง มีธุระต่างแคว้นแดนไกลแค่ไหน แค่ใช้โทรศัพท์คุยกันก็รู้เรื่องแล้ว ไม่ใช่แค่ได้ยินแต่เสียง แต่ยังคุยแบบเห็นหน้ากันได้ด้วย อยากได้ภาพตัวเองสักใบไม่ต้องเสียเวลาเรียกช่างมาวาด แค่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือก็ได้ภาพสวยเสมือนจริงออกมา ทั้งหมดคือฝีมือของมนุษย์ที่ไร้เวทมนตร์ประดิษฐ์ขึ้นมาทั้งนั้น ดังนั้นข้าไม่กลัวเล่ห์เหลี่ยมของเสินเฉาหรอก เพราะข้าอยู่กับมนุษย์จนชินแล้ว”“ถ้าท่านยืนยันเช่นนั้นข้าก็ไม่โต้แย้งอีกแล้ว แต่ถ้าถึงคราวคับขันจริง ๆ ท่านต้องขอความช่วยเหลือจากข้าทันทีนะ”“ได้” หยวนหลินตวัดฝ่ามือเบา ๆ หินสีเลือดก้อนหนึ่งก็ปรากฏขึ้
จางผินเฟยหน้าแดงซ่าน ไม่ใช่เพราะอับอาย แต่เพราะโกรธคำพูดที่ถูกสวนกลับมานั้นนางเอาไปพูดกับฟูจวินไม่ได้ต่างหาก“เจ้าก็ไปพูดกับท่านเองสิ แต่อย่าพาดพิงมาถึงข้าก็แล้วกัน เพราะข้าไม่ได้สั่งห้ามเจ้าเรื่องนี้ แต่ถ้าเจ้าใส่ร้ายข้าว่ามาระรานไม่ให้เจ้ายุ่งกับท่านละก็ ข้าจะมาจัดการเจ้าแน่”“ข้าไม่ใช่คนขี้ฟ้อง” นางไม่คิดจะฟ้องอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ไม่เอามาใส่ใจให้เสียสุขภาพจิตหรอก ถ้าทนไม่ไหวขึ้นมาก็จะจัดการด้วยตัวเอง ไม่คิดพึ่งพาเขาที่มีปัญหาใหญ่พอตัวให้คิดมากอยู่แล้วหรอก “แต่ถ้าท่านถามก็ไม่แน่ ถ้าไม่อยากให้ข้าพลั้งปากก็อย่ามายุ่งกับข้าอีก” แต่ก็ทิ้งท้ายให้อีกฝ่ายกริ่งเกรง“ที่ข้ามาพบเจ้าก็เพราะหวังดี อยากให้เจ้าปฏิบัติตามกฎระเบียบของเซี่ยเทียนกงที่ปฏิบัติกันมาอย่างเคร่งครัด เสินอี้ยังไม่มีอี้โฮ่วและผินโฮ่ว ข้าในฐานะต้าผินเฟยจึงถือว่ามีตำแหน่งสูงสุด จึงต้องมาทำหน้าที่บอกกล่าวกับเจ้า เพราะไม่อยากให้เจ้าถูกบรรดาผินเฟยคนอื่น ๆ ครหาว่าร้ายก็เท่านั้น ถ้าเจ้าปฏิบัติตามกฎได้มันก็เป็นผลดีต่อเจ้าเอง” เมื่อถูกขู่ก็ไม่กล้าทำตัวข่ม น้ำเสียงจึงอ่อนลงอย่างมาก“ขอบคุณจางผินเฟยที่เป็นห่วงข้า ข้าจะปฏิบัติตามอย่างเ
ณ บึงกว้างประมาณห้าหมู่ที่รายล้อมด้วยไม้ดอกนานาพันธุ์ มีสะพานไม้พาดขวางไว้เดินชมความงามของดอกบัวหลากสี และปลาสวยงามหลากชนิดนอกจากปลาแล้วยังมีเยวียนยางลอยคอคู่กันอยู่หลายคู่ หูเตี๋ยก็บินว่อนอวดลายสวยงามอยู่เหนือดอกไม้ใบบัวที่ริมบึงอีกด้านยังมีภูเขาลูกย่อมที่มีธารน้ำไหลแซมเป็นทางตกลงสู่บึง กระฉอกเป็นระลอกคลื่นต้องแสงแดดจนเกิดประกายระยิบระยับชวนมองศาลาริมบึงแห่งนี้จึงเป็นสถานที่โปรดของเหม่ยลี่ตั้งแต่วันแรกที่เสินอี้พานางมานั่งเล่น ซึ่งก็คือเมื่อวานนี้และวันนี้ศาลาแห่งนี้ก็ได้ต้อนรับแขกคนแรกของนาง“จางผินเฟย” เหม่ยลี่ทักทายสตรีที่นั่งเชิดหน้า เหมือนมองหาอะไรบนขื่อศาลาอย่างนอบน้อมพอประมาณ เพราะคะเนอายุแล้วนางก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ“เม่ยเมย นั่งสิ” จางผินเฟยทักทายกลับและผายมือเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่ง“ขอบคุณจางผินเฟย” เหม่ยลี่ไม่ถือสากับท่าทางวางอำนาจดั่งเป็นเจ้าของสถานที่ของอีกฝ่าย “จางผินเฟยมาขอพบข้า มีธุระอันใดกับข้าหรือ”“ไยเม่ยเมยถึงถามเช่นนั้น..ข้าเป็นผินเฟยเอกของเสินอี้ เจ้าน่าจะรู้ใช่หรือไม่”“ไม่รู้เลยเจ้าค่ะ” นางรู้สิ เพราะนางเพิ่งจะถามจากสาวใช้ตอนเดินมานี่เอง“.....” จา
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าคิดว่าเวลานี้ไม่เหมาะที่จะเรียกอินผินเฟยมาพบพวกเรา เพราะอาจจะตกเป็นเป้าสายตาได้ง่าย ๆ รอให้จบงานก่อนน่าจะดีกว่านะจางผินเฟย”“แต่ข้าใจร้อนนี่ เจ้าสองคนจะมัวเอ้อระเหยอยู่ไม่ได้นะ”“ข้าก็ร้อนใจไม่ต่างกัน แต่ร้อนใจไปก็เท่านั้น เพราะฟูจวินก็ไม่เคยสนใจเรามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” เกาผินเฟยตัดพ้อเว่ยผินเฟยผู้อ่อนแอกว่าคนอื่นซับน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจที่ปริ่มดวงตา“ข้าว่าเราอย่าไปยุ่งกับนางจะดีกว่า”“ไม่ดี / ไม่ได้นะ” จางผินเฟยและเกาผินเฟยตอบทันควัน“แม้ฟูจวินจะไม่เห็นเราอยู่ในสายตา แต่เราก็เป็นผินเฟยของท่าน ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องแสดงให้นางรู้ว่าเรามาก่อน ต่อให้นางเป็นคนโปรดนางก็ต้องให้เกียรติเราตามลำดับ”“จางผินเฟยพูดถูก” เกาผินเฟยเห็นด้วย“แต่อีกไม่กี่วันนางก็จะกลายเป็นผินเฟยเหมือนเราแล้วนะ”“เป็นผินเฟยเหมือนกันแต่ก็มาทีหลัง ข้าไม่ยอมให้นางเหยียบหัวข้าง่าย ๆ หรอก” จางผินเฟยนัยน์ตาวาวด้วยความชิงชัง “ก่อนที่จะถึงวันแต่งตั้งนาง ข้าต้องหาทางทำอะไรนางสักอย่างให้ได้”“เจ้าจะทำอะไรหรือจางผินเฟย”“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องรู้หรอกเว่ยผินเฟย เชิญกลับไปร้องไห้อยู่ที่เรือนของเจ้าเถิด เรื







