LOGIN‘เตียเป็นคนของแดนสวรรค์ เป็นเทพรักษาชื่อหยวนตง และเป็นคนสนิทของมหาเทพ.. เมื่อพันกว่าปีก่อนท่านมหาเทพรักกับธิดาราชาปีศาจ พวกท่านทั้งสองรักกันมากและมีลูกด้วยกัน แต่ก็ไม่สามารถใช้ชีวิตเคียงคู่ผัวเมียกันได้.. ลูกที่เกิดมาก็ถูกสองดินแดนแย่งชิงกัน จึงผนึกพลังร่วมกันสร้างดินแดนมายาให้เป็นดินแดนสำหรับลูกหลานที่เกิดจากคนสองดินแดนนี้ได้อาศัยอยู่’
คำบอกเล่าที่สุดแสนจะแฟนตาซีของบิดา ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวสมองของหญิงสาวที่นอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงขนาดห้าฟุต สวดมนต์ก็แล้ว นับแกะก็แล้ว ฟังดนตรีเพื่อการผ่อนคลายก็แล้ว แต่ก็ยังไม่รู้สึกง่วง ทั้งที่เวลาล่วงมาถึงตีสอง
‘เพื่อความสบายใจของอาเตียกับอาเหนียง และบรรพบุรุษของเรา.. ลูกจำเป็นต้องแต่งงานกับบุรุษท่านหนึ่ง... คำพูดของเตียอาจจะทำให้หนูช็อก แต่ยังมีเรื่องที่ชวนช็อกมากกว่านี้รอหนูอยู่ วันนี้เตียขอบอกกับหนูแค่นี้ก่อน เมื่อหนูพร้อมมากกว่านี้ค่อยมาถามเตียใหม่ แล้วเตียจะเล่าให้หนูฟังทั้งหมด.. เหม่ยลี่’
‘จ้ะเตีย’
‘เตียจะบอกความจริงกับหนูทุกอย่าง แม้จะทำผิดต่อหนู แต่ก็หวังว่าหนูจะไม่โกรธไม่เกลียดเตียนะ’
‘หนูไม่คิดแบบนั้นหรอกเตีย หนูรู้ว่าเตียเป็นคนมีเหตุผล หนูก็แค่ช็อกนิดหน่อยที่อยู่ ๆ ก็มาได้ยินเรื่องแบบนี้ ถ้าเตียไม่มีอะไรแล้วหนูขอขึ้นไปนอนก่อนนะ’
“โธ่เว้ย!” ร่างสมส่วนลงจากเตียง เปิดประตูออกจากห้อง แล้วตรงไปที่ห้องนอนของบิดา เพื่อถามเรื่องที่ยังค้างคาให้มันจบ ๆ ไป อยากรู้ว่าเรื่องจริงที่ช็อกยิ่งกว่าการต้องแต่งงานคืออะไร
ห้องนอนของบิดา
หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวชวนช็อกโลกจากปากของบิดาแล้ว เหม่ยลี่ก็ได้แต่นิ่งอึ้ง มองบิดาหน้านิ่วคิ้วขมวด.. เตียของเธอไม่ใช่คนที่จะพูดเรื่องโกหกได้หน้าตายขนาดนี้ และเตียก็โกหกไม่เก่งด้วย
แต่นี่เธอดูไม่ออกเลยว่าเตียกำลังโกหก
แต่มันก็เหลือเชื่อจนยากที่จะทำใจให้เชื่อได้
“เตียพูดจริงหรือเปล่าเนี่ย” ถามย้ำและจ้องตาท่านไม่กะพริบเพื่อจับผิด แต่สายตานั้นก็ยังแน่วแน่จริงจังขณะพยักหน้ารับ “เตียจะให้หนูเชื่อว่าคนที่หนูต้องแต่งงานด้วยอยู่ในอีกมิติหนึ่ง เป็นชาวมายาที่เป็นลูกผสมของเทพกับปีศาจเนี่ยนะ นี่เตียกำลังตั้งกล้องหลอกหนูอยู่ใช่ไหม รายการผีจ้างเตียมาอำหนูใช่ไหม” หันซ้ายหันขวา เดินหาไฟแดง ๆ จากมุมอับในห้องนอนบิดาอย่างจริงจัง
“ใจเย็น ๆ กลับมานั่งลงก่อน” หยวนตงแตะมือตรงที่นั่งที่ลูกสาวเพิ่งลุกไป “มองหน้าเตีย แล้วตอบอย่างที่คิดนะ หน้าเตียเหมือนคนที่กำลังพูดโกหกหรือเปล่า”
“ไม่เลยสักนิด”
“แล้วทำไมหนูถึงไม่เชื่อ”
“โธ่เตีย เรื่องมันแฟนตาซีแบบนี้จะให้หนูเชื่อลงยังไงล่ะ นี่มันนิยายชัด ๆ”
“มันไม่ใช่เรื่องแฟนตาซีหรือนิยายอะไรทั้งนั้นเหม่ยลี่ ในจักรวาลนี้ยังมีสิ่งที่หนูไม่รู้อีกมากมาย ที่ซ้อนทับกันอยู่หลายห้วงมิติ หลายกาลเวลา และที่เตียกล้าพูดได้เต็มปาก ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ เตียกับเหนียงก็มาจากมิติอื่นในจักรวาลนี้ไงล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเตียพิสูจน์ด้วยการพาหนูไปยังโลกที่คนนั้นอยู่ได้ไหมล่ะ หนูอยากพิสูจน์ด้วยตัวเองสักครั้ง หรือไปมิติไหนก็ได้ ทำให้หนูเห็นแล้วหนูจะเชื่อ”
“มันไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่าย ๆ หรอกนะเหม่ยลี่ มันต้องมีเวลาของแต่ละมิติที่บรรจบกันพอดีเป็นตัวเชื่อม พลังงานของดวงดาวของจักรวาล เราไม่สามารถกำหนดเองได้หรอกนะ” คงมีแต่มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ทำได้ แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียพลังเทพที่บำเพ็ญเพียรมาหลายร้อยปี ในการเปิดประตูเชื่อมมิติแต่ละครั้ง
“แล้วเตียรู้ได้อย่างไรว่าแปดสิงหาเราจะข้ามมิติไปยังที่นั่น”
“นั่นเพราะเทพดวงดาวได้พยากรณ์เวลาเอาไว้ แต่ก็ทำได้แค่คร่าว ๆ เท่านั้น ก็เหมือนกับที่เราพยากรณ์ฝนฟ้าอากาศนั่นแหละ จากนั้นมหาเทพก็ใช้พลังเทพที่บำเพ็ญเพียร ช่วยเปิดประตูมิติตามเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะต้องใช้พลังเยอะมาก.. เหม่ยลี่” หยวนตงเรียกลูกสาวที่ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
หญิงสาวมองหน้าบิดา “เพราะแบบนี้ใช่ไหม เตียถึงให้หนูเรียนเกี่ยวกับการป้องกันตัวมาตั้งแต่เด็ก”
“ก็มีส่วน เพราะที่นั่นไม่ได้เจริญรุ่งเรืองเหมือนที่เราอยู่ตอนนี้ และหนูก็เป็นแค่เด็กสาวธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น เตียไม่รู้หรอกว่าจะมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน แต่ฝึกให้เก่งไว้ก็ไม่เสียหาย” เจ้าเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง พลังเวทใด ๆ ก็ไม่มีติดตัว ที่มายาอาจจะมีคนแบบเจ้าอยู่บ้าง แต่อย่างน้อย ๆ พวกเขาก็มีครอบครัวคอยปกป้องดูแล ผิดกับเจ้าที่ไม่มีใครเลย เตียจึงทำทุกอย่างให้เจ้าให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เตียอย่าพูดให้หนูกลัวสิ” หญิงสาวใจฝ่อเมื่อคิดถึงตัวเองที่ต้องข้ามมิติไปแต่งงาน แล้วบิดายังมาบอกว่าความเจริญล้าหลังกว่าโลกใบนี้ของเธออีก ชีวิตเธอทำไมถึงแปลกประหลาดกว่าคนอื่นเขาแบบนี้นะ อยากจะบอกปฏิเสธแต่ก็ยากที่จะพูดออกไป
“ท่านไม่ทำแบบนั้นกับอี้โฮ่วหรอก ท่านก็แค่ทำโทษเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประสาสามีภรรยาเท่านั้นแหละ” ความจริงนางเห็นตอนที่เสินอี้เดินออกมาจากหลังฉากกั้นแล้ว และพยายามจะเตือนอี้โฮ่วให้รู้ตัว แต่นางก็ลอยหน้าลอยตาพูดอย่างมีอารมณ์ ไม่ยอมสบตาด้วยสักนิด ผลจึงเป็นอย่างที่เห็น“เช่นนั้นหนูปี้ก็สบายใจ แต่เราน่าจะไปบอกกับเหล่ากวงสักหน่อยดีไหม ให้ท่านช่วยมาสังเกตการณ์ไว้ก่อนจะดีกว่า”“อย่าไปรบกวนเขาเลย ดีไม่ดีเจ้าจะถูกหัวเราะเยาะเอาอีกที่กลัวไม่เข้าเรื่อง รีบกลับจวนกันดีกว่า ข้าคิดถึงสามีของข้าแล้ว”“เจ้าค่ะ” สาวใช้ยิ้มแป้นกับคำพูดตรงไปตรงมาของฮูหยิน ประคองนางไปที่รถม้าที่จอดรออยู่หน้าเรือนหวี่ตามที่อี้โฮ่วอนุญาตเป็นพิเศษภายในห้องนอนใหญ่เรือนหวี่“เป็นอย่างไรเล่าอี้โฮ่ว ข้าอ่อนแรงเหมือนถั่วงอกหรือไม่” ร่างใหญ่เปลือยเปล่าที่นอนแผ่หลาไร้แรง ถามร่างบางที่นอนระทวยเพราะถูกฤทธิ์รักร้อนแรงของเขาโถมใส่“แค่นี้ใช่ไหมที่อยากจะอวดให้ข้ารู้”“ใช่ ฟูจวินของเจ้าพลังมหาศาลดุจขุนเขา เสพเจ้าทั้งคืนทั้งวันก็ยังได้ ต่อไปนี้อย่ามานินทาว่าร้ายข้าลับหลังอีก”“ท่านก็อย่าทำตัวเป็นถั่วงอกให้ข้าเห็นอีกก็แล้วกัน ปล่อย! เดี๋ยวเตียข
เขาเองก็ไม่ต่างกับนาง ยิ่งขยับก็ยิ่งสะท้าน ยิ่งต้องการนางอย่างรุนแรง ไม่อาจหักห้ามใจให้หยุดทำรักนางได้ ร่างเล็กที่นอนอยู่บนที่นอนจึงโยกคลอนตามแรงรักที่เขามอบให้ค่ำคืนแห่งความรักไม่ได้จบลงง่าย ๆ เสินอี้ละเลงรักร้อนแรงใส่นางไม่เลิกรา สมกับความถวิลหาสิบกว่าวันที่ไม่ได้เจอกัน สมกับความโล่งอกโล่งใจที่จัดการเรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจออกไปได้ทั้งหมดนับจากนี้ไปเขาจะมีนางเป็นฟูเหรินเพียงหนึ่งเดียว ส่วนนางก็จะมีเขาเป็นฟูจวินที่รักนางเพียงหนึ่งเดียว ไม่ต้องแบ่งเขาให้ใครแม้จะเป็นเพียงแค่ฟูจวินในนามก็ตาม ....................สองเดือนผ่านไป“คารวะอี้โฮ่ว”“นั่งลงก่อนสิฮูหยิน” เหม่ยลี่รีบกล่าวเชื้อเชิญซื่อเหม่ยเหนียงให้นั่งลงอย่างห่วงใย เพราะรู้ว่านางกำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ “เจ้าไม่จำเป็นต้องมาคารวะข้าบ่อย ๆ ขนาดนี้ก็ได้ กำลังท้องกำลังไส้ควรพักผ่อนให้มาก ๆ จะดีกว่า”“อยู่แต่ในจวนก็น่าเบื่อ ฮุ่ยเซียนไม่ให้ข้าทำอะไรเลยนอกจากกินกับนอน ข้าได้เดินยืดเส้นยืดสายมาหาท่านแบบนี้ข้ามีความสุขมาก อย่าขับไสข้าเลยนะอี้โฮ่ว”“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก ข้าแค่ทำตามที่ฮุ่ยเซียนขอร้องน่ะ”“อะไรนะ เขามาบอกให้ท่านพูดเช่นนั้นหรือ”
เท้าเล็ก ๆ ในรองเท้าปักลายงดงามค่อย ๆ ก้าวไปใกล้แผ่นหลังหนา สูดลมหายใจเข้าปอดเรียกความกล้าก่อนจะเอื้อมมือไปโอบกอดเขาไว้“อย่าหันมาเด็ดขาดจนกว่าข้าจะอนุญาต”“อือ”“แล้วก็ฟังข้าพูดไปเงียบ ๆ ห้ามถามห้ามซักใด ๆ ทั้งสิ้น”“ได้”“..ท่านรู้อะไรไหมเสินอี้ อยู่ใกล้ ๆ ท่านแล้วข้ารู้สึกอุ่นใจทุกครั้ง ยิ่งอยู่ด้วยข้าก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ คืนนี้ก็เช่นกัน ที่ข้ายอมฝ่าความมืดไปพบท่านก็เพราะข้าคิดถึงท่านมาก มากจนห้ามใจเอาไว้ไม่ไหว ถ้าไม่ใช่เพราะ..เพราะ..เพราะรักท่านข้าคงไม่รู้สึกเช่นนี้”พูดความในใจให้เขารับฟังด้วยความขัดเขินแล้วก็เหมือนคนเป็นใบ้ในบัดดล พอรู้สึกว่าเขาขยับตัวก็รีบออกแรงรัดเขาแน่นขึ้น ฝังหน้ากับแผ่นหลังแกร่งเพราะไม่อยากให้เขาหันมาตอนนี้เสินอี้ยืนนิ่งดั่งหินผาเมื่อเจออาการเขินอายแบบเด็กสาวแรกเจอบุรุษที่ต้องใจของฟูเหรินคนงาม หัวใจที่พองโตเพราะได้ยินคำบอกรัก อิ่มเอิบเหมือนได้น้ำได้ดินดีมากยิ่งขึ้น ยอมยืนนิ่ง ๆ ให้นางกอดรัดอยู่สักพักจนอ้อมแขนค่อย ๆ คลาย จึงดึงร่างบางมาทางด้านหน้าแล้วอุ้มมาไว้ในอ้อมแขน ไม่ยอมพูดยอมจาตามที่นางสั่งห้าม แต่รีบย่างสามขุมไปยังเตียงนอนหลังใหญ่หลังฉากกั้
“ได้ซะที่ไหนเล่า เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมท่านไม่เดือดร้อนสักนิด แล้วข้าจะทำอย่างไรดีเล่าทีนี้”“เจ้าจะกังวลใจไปทำไม ข้าเป็นเจ้าของมันข้ายังไม่ใส่ใจสักนิด ไปเถิด ข้าง่วงแล้ว กลับห้องกันเถิด ซูสุคืนนี้ข้าขอกลับก่อนนะ ท่านกับตั้วซานจัดการเรื่องที่เหลือแทนข้าทีก็แล้วกัน”“เชิญเสินอี้พักผ่อนตามอัธยาศัยเถิด ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเหลาสิ่วกับอาตั้วก็พอ เราสองคนจะทำให้จบคืนนี้เลย”“อือ พรุ่งนี้ข้าจะมาคุยด้วยนะ” แล้วใช้เวทมนตร์พาตัวเองกับนางในอ้อมแขนหายไปอย่างรวดเร็ว“เสินอี้คงคิดถึงเหนียงเนี่ยงมากเลยนะ รีบพานางกลับห้องนอนโดยไม่สนใจกฎที่ตัวเองตั้งเลย” ตั้วซานเหน็บแนมเจ้านายที่เป็นคนตั้งกฎว่าอยู่ในเซี่ยเทียนกงห้ามใช้เวทมนตร์กลใดทั้งสิ้น “ถ้าเจ้ามีฮูหยินเมื่อไหร่เจ้าก็จะรู้เองว่าความคิดถึงโหยหาที่ถาโถมกันนานวันจะเป็นอย่างไร” กวงตอบยิ้ม ๆ แล้วชักชวนกันไปที่หองาน เพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายจากเสินอี้ให้เสร็จสิ้นในคืนนี้…………………“นี่!” เหม่ยลี่ฟาดฝ่ามือใส่มือที่เริ่มรุกเร้าใส่ทันทีที่กลับเข้ามาในห้องนอน “อย่ามาทำรุ่มร่ามกับข้านะ”“ที่ไปหาข้ากลางดึกแบบนี้ไม่ใช่เพราะคิดถึงข้าหรอกหรือเหม่ยลี่”“ใคร
“เพราะข้าอยากให้นางได้ทำตามแผนเพื่อลองใจเสินอี้ด้วย อยากดูไหวพริบของเขาด้วย คิดว่าเมื่อถึงคราวจำเป็นค่อยเผยความจริงก็แล้วกัน แต่โชคดีเหลือเกินที่เสินอี้ไม่หลงกลตามนางและยังรู้ทันอีก ข้าจึงได้แต่ปิดปากเงียบรอดูเขาจัดการนางอยู่ห่าง ๆ แบบนี้ไงเล่า”“แต่ข้าไม่สนุกด้วยสักนิด ถ้าหากว่าแผนของนางบรรลุด้วยดีท่านจะทำอย่างไร ท่านต้องกลายเป็นคนผิดแทนนางอย่างนั้นหรือ”“ข้าก็จะใช้กระจกความจำเผยความชั่วร้ายของนางให้เสินอี้รับรู้”“นับว่ายังดีที่มีสติบันทึกการกระทำของนางเอาไว้ คิดว่าท่านจะขลาดเขลากว่านี้”คนถูกตำหนิขมวดคิ้วเรียว ชักสีหน้างอใส่อีกฝ่าย “คิดว่าข้าจะโง่พึ่งพาแต่ท่านเป็นอย่างเดียวหรืออย่างไร” สะบัดเสียงโต้แย้งอย่างมีแง่งอน “ออกไปให้พ้นหน้าข้าเลย”“ใครจะยอม” แล้วคนตัวใหญ่ที่อยู่นอกอ่างอาบน้ำก็ช้อนเอาร่างโปร่งขึ้นจากอ่าง “กล้าไล่ข้าแบบนี้คงต้องทำโทษสักหน่อยแล้ว” แล้วอุ้มเขาไปที่เตียงหลังใหญ่เสินเฉารีบเอื้อมมือหยิบเสื้อคลุมมาปกปิดเรือนร่างของตนเอาไว้ขณะที่ถูกมู่สงอุ้มออกมาจากห้องอาบน้ำ ไม่ได้ปฏิเสธการกระทำเอาแต่ใจของเขาแต่อย่างใด.....................ตำหนักเสินอี้เกือบจะสิบวันแล้วที่เสินอ
“เจ้านี่นะ ให้ข้าได้ดูละครรักสนุก ๆ ต่ออีกหน่อยก็ไม่ได้”“ผู้กำกับเช่นท่านทำให้คนดูอย่างข้าหงุดหงิดมาก เลิกแกล้งพวกเขาแล้วก็จัดการให้มันเรียบร้อยเถิด ข้าหิวแล้ว ขืนชักช้าจะไม่รอกินข้าวพร้อมท่านแล้วนะ”“ข้าจะรีบจัดการให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้แหละ มานั่งใกล้ ๆ ข้ามา” เสินอี้รีบลุกไปจูงมือยอดดวงใจ “เจ้าช่วยข้าตัดสินใจทีเถิดฟูเหริน ข้าควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี” พานางนั่งลงเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยถามน้ำเสียงอ่อนโยน ไร้ความเย็นชาเช่นสักครู่เหม่ยลี่ถลึงตาใส่คนข้าง ๆ แล้วโน้มหน้าไปใกล้หูเขา“ทำไมโยนภาระมาให้ข้าแบบนี้เล่า”“ในฐานะที่เจ้าเป็นฟูเหรินของข้า ข้าอยากรู้ความคิดเห็นของเจ้า”“ท่านจะถามให้มากความทำไม ก็อย่างที่ข้าเคยบอกท่านไปนั่นแหละ ถ้าพวกเขามีใจให้กันก็จับแต่งงานกันก็หมดเรื่อง” แล้วหันไปมองฮุ่ยเซียนกับโฉมงามซื่อเหม่ยเหนียง “พวกท่านอยากแต่งงานกันไหม.. ฮุ่ยเซียน”ฮุ่ยเซียนหันไปมองสตรีที่คุกเข่าอยู่ข้าง ๆ เห็นนางหน้าแดงก่ำ มองแต่มือที่เท้าอยู่กับพื้น“ถ้าต้องให้เลือกระหว่างความตายกับการแต่งงาน ข้าต้องอยากแต่งงานอยู่แล้วเหนียงเนี่ยง เพราะข้ารักนางจึงอยากใช้ชีวิตอยู่กับนางมากที่สุด”เหม่ยลี่คลี
เสินอี้นิ่งอึ้งด้วยคาดไม่ถึงว่าเสินเฉาจะพูดเช่นนั้นออกมา ในใจเขาพลันรู้สึกเต็มตื้น นึกถึงคำพูดของคนรักที่ว่าให้เชื่อใจเกอเกอคนนี้สักครั้ง ด้วยการถ่ายทอดความรู้สึกฉันพี่น้องออกไปอย่างจริงใจ แต่เขายังแทบไม่ได้เริ่มทำก็เห็นผลแล้วหรือ“ข้า.. เหม่ยลี่ก็บอกกับข้าเช่นนั้น นางบอกให้ข้าเชื่อใจท่านให้ถึงที่ส
จางผินเฟยเห็นอาการของซื่อผินเฟยก็เริ่มกลัวว่านางจะกินยาขวดนั้นเพื่อช่วยตัวเอง รีบข่มกลั้นอาการเจ็บท้องแล้วเข้าไปแย่งเอายาจากมือนาง แต่ยังไม่ทันได้เปิดขวดยาก็ถูกผู้อื่นแย่งไปอีกทอด เพียงไม่นานก็เกิดศึกชิงยาขึ้น ผินเฟยที่อยู่ในอาการเจ็บปวดทรมาน ดิ้นรนเอาชีวิตรอดกันจนไม่สนใจเสินอี้และเสินเฉา“หยุดเดี๋
คนถูกถามละสายตาจากถ้วยข้าว มองหน้าคนถามด้วยความตะขิดตะขวงใจ“มีอะไรก็บอกข้าสิ”“ข้าข้องใจ ทำไมงานเลี้ยงพรุ่งนี้ข้าถึงเข้าร่วมด้วยไม่ได้”“เจ้าอยากร่วมงานด้วยหรือ”“ข้าอยากรู้..แต่ถ้าท่านหาเหตุผลมาบอกไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”เขาวางตะเกียบในมือ ถอนหายใจกับท่าทางไม่ยินดียินร้ายแต่คำพูดกลับตัดพ้อ“เพราะข้าต้
“เพราะคนของนางเข้าพบเหนียงเนี่ยงก่อนจะเกิดเรื่องขึ้นน่ะสิ ถึงจะตรวจใบชาที่นางนำมาฝากแล้วไม่พบอะไร แต่เสินอี้ก็ยังไม่ไว้วางใจ ให้ข้าส่งคนจับตาดูนางกับคนของนางไว้”“ทำไมท่านถึงได้สงสัยนางเล่า”“ท่านบังเอิญเห็นเหล่าผินเฟยคุยกันในสวนน่ะ บอกว่าท่าทีของนางเปลี่ยนไปจนน่าสงสัยมากที่สุด”“นางเป็นผินเฟยที่ดี







