ログインบทที่ 6 คนของนาง เพียงครึ่งชั่วยามหลังเดินเข้าจวนอ๋อง ซูอวี้ถงก็ขมวดคิ้วไปแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง ครั้งแรกเพราะลมแรงเกินไป ครั้งที่สองเพราะทางเดินจากโถงหน้าไปเรือนรับรองยาวเกินไปและไม่มีระเบียงปิดกันหิมะ ครั้งที่สามเพราะนางเห็นสวนของจวนอ๋องมีเพียงต้นสนกับต้นไม้ใหญ่ที่เหลือกิ่งเปลือย ไม่มีไม้ดอกงดงามให้เห็นแม้แต่ต้นเดียว ครั้งที่สี่เพราะนางถามว่าศาลาชมทิวทัศน์อยู่ที่ใด แล้วได้รับคำตอบจากหว่านอี๋ว่า—ไม่มี เด็กสาวหยุดเดินทันที “ไม่มีหรือ?” “ไม่มี” “แล้วสระบัวเล่า” “ไม่มี” “สวนบุปผา?” หว่านอี๋ส่ายหน้า อวี้ถงมองญาติผู้พี่ราวกับนางเพิ่งกล่าวว่าจวนแห่งนี้ไม่มีหลังคา “เช่นนั้นเวลาว่างท่านทำอะไร?” หว่านอี๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง “อ่านหนังสือ ดูบัญชี บางครั้งก็ไปดูของในคลัง” ซูจิ้งเหวินซึ่งเดินอยู่ข้างกายหลุดหัวเราะหว่านอี๋หันไปมองทันที “พี่จิ้งเหวินหัวเราะอะไร” “ไม่มีอะไร” “เห็นชัด ๆ ว่าหัวเราะ” “ข้าเพียงกำลังคิดว่า หากท่านอาสะใภ้ได้ยินว่าเจ้ามีเวลาว่างแล้วไปดูของในคลัง คงคิดว่าพวกเรารับคนผิดกลับมา” หว่านอี๋เองก็หัวเราะ “ตอนแรกข้าก็ไม่ได้อยากไป แต่ของที่นี่...” นางหยุดเสียก่อน เซียวฉางเยี่ยซึ่งเดินตามหลังมาไม่ไกลเลิกคิ้วเล็กน้อย อวี้ถงกลับถามต่อทันที “ของที่นี่ทำไม?” หว่านอี๋เหลือบมองสามี ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “ใช้ได้” เซียวฉางเยี่ยหรี่ตา นางกำลังไว้หน้าเขา เขารู้ทันที เพราะหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาได้ยินนางตำหนิของในจวนมามากพอแล้ว ชาแก่เกินไป ผ้าทอหยาบเกินไป รองเท้ากันหิมะหนักเกินไป เนื้อแกะมีกลิ่น ม่านบาง เตาถ่านตั้งผิดที่ แม้แต่ถ้วยบางใบยังถูกนางคัดออกเพราะมีรอยร้าวเล็กจนเขามองแทบไม่เห็นแต่วันนี้พอคนจากเมืองหลวงมา นางกลับสรุปทุกอย่างด้วยคำว่า—ใช้ได้ ชายหนุ่มมองแผ่นหลังของภรรยาอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากขยับขึ้นอย่างแทบมองไม่เห็น อย่างน้อยจิ้งจอกน้อยก็รู้จักรักษาหน้าสามีอยู่บ้าง ทว่าอวี้ถงกลับไม่รู้จักคำว่าพอ เมื่อเข้าเรือนรับรอง นางใช้มือแตะม่านหน้าต่างก็ขมวดคิ้วอีก “บางไป” หว่านอี๋หลับตา “อวี้ถง” “จริงนี่เจ้าคะ อากาศหนาวถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงใช้ผ้าทอแบบ—” เด็กสาวชะงัก เพิ่งสังเกตว่าด้านในมีม่านอีกชั้นซ้อนอยู่ เนื้อแน่นกว่า และด้านล่างยังมีผ้าหนักถ่วงไว้ไม่ให้ลมลอด “อันนี้พี่เปลี่ยนหรือ?” “อืม” อวี้ถงหันไปมองเตาถ่าน “ถ่านก็ไม่เลว” “ข้าเปลี่ยนเหมือนกัน” “เครื่องนอน...” “ข้าเลือกเอง” “ชา?” “ของข้า” หว่านอี๋เริ่มปวดศีรษะ “เจ้ามาที่นี่เพื่อเยี่ยมข้า หรือมาตรวจจวนกันแน่” อวี้ถงยิ้มหวาน “ข้าเพียงอยากรู้ว่าพี่หว่านอี๋อยู่ดีหรือไม่” คำตอบนั้นทำให้หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปบีบแก้มน้องสาว “ข้าอยู่ดี” “จริงหรือ?” “จริง” เซียวฉางเยี่ยยืนอยู่ไม่ไกล เขาไม่ได้สนใจเรื่องม่านหรือถ่านมากนัก กลับสนใจเพียงประโยคเดียว ข้าอยู่ดี นางพูดโดยไม่ลังเล ความขุ่นมัวที่ติดอยู่ในอกเขาตั้งแต่เห็นนางหัวเราะกับซูจิ้งเหวินจึงลดลงบ้าง อย่างน้อยแดนเหนือของเขาก็ไม่ได้ทำให้นางทุกข์ทรมานเสียจนอยู่ไม่ได้ อีกทั้งเมื่อมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เขากลับเพิ่งตระหนักว่า นางเปลี่ยนจวนแห่งนี้ไปมากจริง ๆ แต่เดิมเขาเห็นเพียงว่านางเรื่องมาก วันนี้เมื่อมีซูอวี้ถงมายืนอยู่ข้างกัน เขาจึงได้เห็นว่า หว่านอี๋ต่างหากที่ยอมถอยไปมากแล้ว มื้อกลางวันจัดขึ้นที่เรือนใหญ่ เพราะมีแขกจากเมืองหลวง หว่านอี๋จึงให้ครัวเตรียมอาหารมากกว่าปกติ ปลาแม่น้ำตุ๋นซีอิ๊ว เนื้อแกะย่าง ไก่ตุ๋นเห็ดแห้ง ผักดองนำมาผัดใหม่กับเนื้อ น้ำแกงหัวไชเท้ากับกระดูก และของหวานสองอย่าง ไม่มีสิ่งใดฟุ่มเฟือย แต่ทุกอย่างถูกจัดอย่างประณีต อวี้ถงชิมน้ำแกงคำแรกก็พยักหน้า “อย่างนี้ค่อยสมกับเป็นอาหารของพี่หว่านอี๋” เซียวฉางเยี่ยที่กำลังคีบเนื้อหยุดมือ หว่านอี๋รีบกล่าว “ก่อนหน้านี้อาหารก็ไม่ได้แย่” “ท่านอย่าหลอกข้าเลย” เด็กสาวตอบทันที “พี่เป็นคนเลือกกินเพียงใด ข้ารู้ดี ตอนเด็กท่านอาสะใภ้เคยเปลี่ยนแม่ครัวสามคนเพราะท่านกินข้าวได้น้อย” หว่านอี๋แทบสำลักชา “เรื่องตั้งแต่เมื่อใดแล้ว” จิ้งเหวินหัวเราะ “ตอนเจ้าอายุเจ็ดขวบ” “พี่ยังจำได้?” “เรื่องที่ทำให้ทั้งจวนวุ่นวายสามวัน ใครจะลืม” หว่านอี๋หน้าแดงขึ้นเล็กน้อย “ตอนนั้นข้ายังเด็ก” เซียวฉางเยี่ยมองนาง เขานึกภาพเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่ยอมกินอาหารจนทั้งจวนต้องเปลี่ยนแม่ครัวสามคนไม่ออก แต่เมื่อนึกถึงวันแรกที่นางนั่งมองหมั่นโถวแข็งกับน้ำแกงของเขาด้วยสีหน้าราวกับกำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่—ก็พอนึกออกขึ้นมาบ้าง “แล้วเจ้ากินอะไร?” เขาถามขึ้น หว่านอี๋หันมามอง “อะไรเจ้าคะ” “ตอนอายุเจ็ดขวบ” ทั้งโต๊ะเงียบไปเล็กน้อย เพราะไม่มีใครคิดว่าเซียวฉางเยี่ยจะสนใจเรื่องนี้ จิ้งเหวินจึงตอบแทน “สุดท้ายท่านอาสะใภ้ต้องไปขอแม่ครัวจากจวนท่านยายมาหนึ่งคน นางจึงยอมกินข้าว” เซียวฉางเยี่ยพยักหน้า “เรื่องมากมาตั้งแต่เด็ก” หว่านอี๋หันขวับ “ท่านอ๋อง” อวี้ถงมองพี่สาว แล้วมองบุรุษตรงหัวโต๊ะนางเพิ่งรู้สึกว่า บรรยากาศระหว่างสามีภรรยาไม่เหมือนที่ตนจินตนาการไว้เสียทีเดียว หว่านอี๋ไม่ได้เกรงเขา ถึงขั้นกล้าถลึงตาใส่ ส่วนอ๋องพิทักษ์ชายแดนผู้มีชื่อเสียงน่ากลัวก็ไม่ได้โกรธ ตรงกันข้าม—มุมปากของเขาเหมือนจะยกขึ้นเล็กน้อยด้วยซ้ำ อวี้ถงจึงเงียบลง อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ยังทำให้นางเบาใจได้บ้าง หลังอาหาร หว่านอี๋ให้คนยกชาหิมะแรกที่จิ้งเหวินนำมาให้ขึ้นมาชง เพียงเปิดฝากล่อง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ก็ลอยออกมา หญิงสาวก้มลงดมดวงตาเป็นประกายอย่างเห็นได้ชัด “ของปีนี้จริงด้วย” “ข้าจะเอาของเก่ามาหลอกเจ้าทำไม” จิ้งเหวินตอบ “ท่านอาฝากคนซื้อไว้ตั้งแต่ต้นฤดู เก็บส่วนที่ดีที่สุดให้เจ้า” หว่านอี๋ลูบฝากล่องเบา ๆ “ท่านพ่อยังจำได้” “เจ้าคิดว่าท่านอาลืมอะไรเกี่ยวกับเจ้าบ้าง” รอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวอ่อนลง “ท่านพ่อกับท่านแม่เป็นอย่างไร” จิ้งเหวินจึงเล่า มารดานางร้องไห้หลังขบวนเจ้าสาวออกจากเมืองหลวง บิดาทำเป็นไม่เป็นอะไร แต่หลายวันหลังจากนั้นกลับให้คนมาถามข่าวขบวนเดินทางเช้าเย็นฮองเฮาส่งคนไปที่จวนถึงสองครั้งเพื่อถามว่ามีข่าวจากชายแดนหรือยัง แม้แต่ท่านย่าซึ่งปกติไม่ค่อยแสดงความรู้สึก ก็ยังสั่งคนไปไหว้พระขอพรให้นางเดินทางปลอดภัย หว่านอี๋นั่งฟังเงียบ ๆ ดวงตาค่อย ๆ แดงขึ้น นางก้มหน้ารินชาเพื่อปิดบัง “พวกเขาช่างกังวลเกินไป” “เจ้าเป็นบุตรสาวคนเดียวของท่านอา จะไม่ให้กังวลได้อย่างไร” จิ้งเหวินกล่าว “ก่อนข้ามา ท่านอายังกำชับข้าสามรอบว่าให้ดูว่าเจ้าผอมลงหรือไม่” หว่านอี๋หัวเราะทั้งที่ปลายจมูกเริ่มแดง “ถึงว่าพอมาถึงพี่ก็เอาแต่มองข้า” “ต้องกลับไปรายงาน” เซียวฉางเยี่ยไม่ได้พูดอะไร สายตากลับตกอยู่บนใบหน้าภรรยา เป็นอีกมุมหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็น หญิงสาวที่ปกติเชิดคางใส่เขาได้แม้ในเวลาขุ่นเคือง บัดนี้เพียงได้ยินว่าบิดามารดาคิดถึงก็ต้องก้มหน้าซ่อนดวงตาแดง ๆ นางยังเด็กจริง ๆ ความคิดนี้ผุดขึ้นมาเป็นครั้งแรกอย่างชัดเจน สิบแปดปี เมื่อเทียบกับชีวิตสามสิบสองปีของเขา นางยังมีช่วงเวลาที่ถูกคนในครอบครัวประคองไว้ในฝ่ามือมากกว่าช่วงเวลาที่ต้องยืนด้วยตัวเองเสียอีก แล้วราชโองการเพียงฉบับเดียวก็ส่งนางมาไกลนับพันลี้ คืนวิวาห์ผุดขึ้นมาในความคิดโดยไม่ทันตั้งตัว คืนนั้นเขาสั่งให้นางถอดทุกอย่างออก ตรวจนางราวกับตรวจเชลย เขาไม่ได้รู้สึกผิดหากย้อนกลับไปในสถานการณ์เดิม เขาก็ยังทำเชานเดิม คนจากราชสำนัก เขาไม่มีทางไว้ใจเพียงเพราะมีใบหน้างดงาม แต่เป็นครั้งแรกที่เขานึกขึ้นได้ว่า—คืนนั้นสำหรับเขา เป็นเพียงคืนที่มีภรรยาเพิ่มเข้ามาคนหนึ่ง สำหรับนาง กลับเป็นคืนแรกที่อยู่ห่างจากครอบครัวนับพันลี้ หว่านอี๋เงยหน้าพอดี สายตาทั้งคู่ประสานกัน “ท่านมองข้าทำไม” เซียวฉางเยี่ยตอบหน้าตาย “ตาแดง” หว่านอี๋ชะงัก ก่อนหันหนีทันที “ไอชาร้อน” อวี้ถงเกือบหลุดหัวเราะ จิ้งเหวินยกถ้วยชาขึ้นปิดรอยยิ้ม เซียวฉางเยี่ยไม่เปิดโปง เพียงยกถ้วยขึ้นดื่มตาม ชาไหลผ่านลิ้น เขานิ่งไปเล็กน้อย หอม รสไม่หนักทั้งนุ่มนวล มีความหวานติดปลายลิ้นจาง ๆ เขามองน้ำชาสีอ่อนในถ้วย ที่แท้นางชอบรสเช่นนี้ เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านั้น แต่เขากลับจำเอาไว้ ช่วงบ่าย อวี้ถงลากหว่านอี๋ออกไปดูของที่ตนนำมาจากเมืองหลวง หีบแล้วหีบเล่าถูกเปิด เครื่องหอม ผลไม้เชื่อม ผ้า หนังสือ ยา ของกินเล่นแม้แต่เครื่องปรุงจากร้านที่หว่านอี๋เคยซื้อประจำยังมี “นี่ท่านแม่ข้าฝากมา” อวี้ถงยื่นห่อหนึ่งให้ “ส่วนกล่องนั้นท่านอาสะใภ้จัดเอง ข้าไม่ได้รับอนุญาตให้แตะ” หว่านอี๋เปิดออก ด้านในมีอาภรณ์กันหนาวสองชุด เพียงแตะฝีเข็มตรงขอบแขนเสื้อ นางก็รู้ว่าเป็นฝีมือมารดา มือเรียวหยุดอยู่นาน อวี้ถงจึงขยับเข้ามากอดแขน “คิดถึงบ้านหรือ” หว่านอี๋ไม่ได้ตอบทันที “คิดถึงสิ” “ถ้าเลือกได้ อยากกลับไปกับพวกเราหรือไม่” ด้านนอกเรือน ฝีเท้าคู่หนึ่งหยุดลง เซียวฉางเยี่ยเพียงกลับมาเอาเอกสารที่ทิ้งไว้ ไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่เสียงของหญิงสาวลอยออกมาพอดี หว่านอี๋ลูบแขนเสื้อที่มารดาเย็บให้ “พูดอะไรเป็นเด็ก” “ข้าถามจริง ๆ” “ข้าแต่งงานแล้ว” “แต่งแล้วก็กลับไปเยี่ยมบ้านได้” คราวนี้หว่านอี๋ยิ้ม “แน่นอนว่าวันหนึ่งข้าต้องกลับไป” เซียวฉางเยี่ยยืนนิ่ง วันหนึ่งข้าต้องกลับไป นางย่อมหมายถึงกลับไปเยี่ยมครอบครัว แต่ไม่รู้เหตุใด เขากลับไม่ชอบมัน ราวกับคำว่า กลับไป ทำให้เขาเพิ่งตระหนักว่า สำหรับหว่านอี๋—ที่นี่อาจยังไม่ใช่สถานที่ซึ่งนางเรียกว่า บ้าน ชายหนุ่มไม่ได้เดินเข้าไปเอาเอกสาร เขาหันกลับอย่างเงียบ ๆ แต่เพิ่งก้าวลงจากระเบียง เสียงสาวใช้ด้านหน้าก็ดังขึ้น “แม่นางอวี้หลัน” ฝีเท้าของเซียวฉางเยี่ยหยุดอีกครั้ง ภายในเรือน หว่านอี๋เองก็เงยหน้าขึ้นไม่นานสตรีในอาภรณ์สีอ่อนก็ปรากฏขึ้นตรงประตูนางแต่งกายเรียบง่ายดังเช่นทุกวัน ไม่มีสิ่งใดเกินฐานะ หรือบางที—เพราะไม่มีฐานะให้เกินเลยตั้งแต่แรก อวี้หลันก้าวเข้ามา ก้มศีรษะให้หว่านอี๋ก่อน “พระชายา” จากนั้นจึงหันไปยังแขกทั้งสอง “คารวะคุณชายซู คุณหนูซูเจ้าค่ะ” ซูจิ้งเหวินพยักหน้ารับตามมารยาท ส่วนซูอวี้ถง—มือที่กำลังหยิบผลไม้เชื่อมกลับหยุดค้าง เด็กสาวมองสตรีแปลกหน้าตรงหน้า มองการเกล้าผม มองกิริยา มองท่าทีคุ้นเคยของคนในจวนที่มีต่อนาง ก่อนหันไปมองญาติผู้พี่ของตนช้า ๆ แววตาของอวี้ถงเปลี่ยนไปแล้ว หว่านอี๋เห็น จิ้งเหวินก็เห็น และนอกประตู—เซียวฉางเยี่ยเองก็เห็นเช่นกัน
บทที่ 21 ราชโองการจากเมืองหลวงหิมะบนหลังคาจวนอ๋องละลายไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะกลับมาปกคลุมหนาอีกครั้งเมื่อฤดูหนาวเวียนมาถึง เวลาหลายเดือนผ่านไปอย่างสงบผิดกับชายแดนเหนือที่ไม่เคยสงบจริงสักวัน รอยแผลจากลูกธนูบนหัวไหล่ของหว่านอี๋เหลือเพียงรอยจาง ๆ พิษที่เคยทำให้นางนอนอยู่ระหว่างความเป็นกับความตายไม่ทิ้งผลร้ายไว้มากนัก นอกจากร่างกายที่หนาวง่ายขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และความระมัดระวังของคนรอบตัวที่มากเสียจนนางรำคาญโดยเฉพาะเซียวฉางเยี่ย หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น จำนวนองครักษ์ที่ติดตามพระชายาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว รถม้าถูกตรวจทุกครั้งก่อนออกจากจวนอาหารและยาที่เข้าถึงเรือนใหญ่ต้องผ่านมือคนสนิท แม้แต่เส้นทางที่นางจะไปตรวจโรงทอผ้าหรือคลังสินค้าก็ไม่เคยใช้ซ้ำติดกันหลายครั้ง หว่านอี๋เคยบ่นว่า หากมากกว่านี้อีกหน่อย เขาคงเอาทหารทั้งกองมาล้อมนางไว้กลางจวน ฉางเยี่ยตอบเพียงว่า—ถ้าจำเป็นก็ทำได้นับแต่นั้นนางจึงเลิกพูด ไม่ใช่เพราะยอมแต่เพราะรู้ว่าพูดไปก็เสียเวลา ชายผู้นี้เมื่อดื้อขึ้นมา ต่อให้เอาม้าศึกสิบตัวมาลากก็คงลากไม่ขยับทว่าความเข้มงวดเหล่านั้นกลับค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว เช่นเดีย
บทที่ 20 รอยด้ายเส้นหนึ่งหลังจากฟื้นได้สองวัน หว่านอี๋จึงเริ่มนั่งพิงหัวเตียงได้นานขึ้น นางยังลุกเดินเองไม่ได้ เพียงขยับตัวมากไป แผลตรงหัวไหล่ก็จะปวดลึกจนสีหน้าเปลี่ยน พิษแม้ถูกกดไว้แล้ว แต่ผลที่ทิ้งไว้กลับชัดเจนกว่าบาดแผลเสียอีก ปลายนิ้วบางครั้งยังชา ร่างกายหนาวง่าย กินอาหารได้เพียงเล็กน้อยแม้แต่ยกถ้วยชานาน ๆ มือก็เริ่มสั่น สำหรับหว่านอี๋ เรื่องพวกนี้น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าความเจ็บ นางไม่ชอบความรู้สึกที่ต้องให้คนอื่นช่วยทุกอย่าง สาวใช้ต้องช่วยสวมเสื้อ ช่วยประคองนั่ง แม้กระทั่งตอนลงจากเตียงไปนั่งข้างหน้าต่างก็ยังต้องมีคนพยุงแต่คนที่น่ารำคาญที่สุด—ยังคงเป็นสามีของนาง“ข้าจะไปนั่งด้านนอก” หว่านอี๋กล่าวเป็นครั้งที่สาม เซียวฉางเยี่ยซึ่งกำลังอ่านรายงานอยู่ตรงโต๊ะไม่เงยหน้า “ไม่ได้” “หมอบอกว่าข้าควรขยับตัวบ้าง” “ขยับในห้อง” “ข้าอยากรับลม”คราวนี้เขาเงยหน้า “รับลมแล้วไข้ขึ้นอีก ลำบากผู้ใด?”หว่านอี๋หน้าตึง “ข้า” “ผิด” เขาวางเอกสารลง “ข้า” นางนิ่ง คนพูดกลับหยิบเอกสารขึ้นอ่านต่อราวกับไม่ได้พูดอะไรหว่านอี๋มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันหน้าหนี ไม่อยากยอมรับว่าคำตอบนั้นทำให้ต่อว่าไม่ลง น่าหงุดหงิดจร
บทที่ 19 บ้าน“...ท่านอ๋อง...” เสียงเบาจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ แต่สำหรับเซียวฉางเยี่ย กลับชัดเจนกว่าทุกเสียงที่เคยได้ยิน เขาก้มลงทันที มือที่จับมือนางอยู่กำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ข้าอยู่นี่” ริมฝีปากของหว่านอี๋ขยับอีกครั้ง เปลือกตาสั่น ราวกับกำลังพยายามลืมขึ้นท่ามกลางความหนักอึ้งที่กดทับทั้งร่าง ฉางเยี่ยมองไม่กะพริบ “หว่านอี๋” คราวนี้ดวงตาคู่นั้นเปิดขึ้นเล็กน้อย เพียงเสี้ยวเดียว แววตาพร่ามัว ไม่มีความสดใส ไม่มีประกายเฉลียวฉลาดที่เขาคุ้นเคย นางมองเขา แต่เหมือนยังมองไม่ชัด “ข้าอยู่ตรงนี้” ชายหนุ่มพูดซ้ำ น้ำเสียงต่ำลงอย่างไม่รู้ตัว หว่านอี๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับกำลังพยายามคิดอะไรบางอย่าง ริมฝีปากซีดขยับ “ข้า...” เสียงแผ่วจนเขาต้องก้มเข้าไปใกล้กว่าเดิม หว่านอี๋หายใจลำบาก คำแต่ละคำหลุดออกมาช้า ๆ “ข้า...กลับถึงบ้านแล้วหรือ...” เซียวฉางเยี่ยนิ่งงันโลกทั้งใบเหมือนหยุดลงชั่วขณะ บ้าน คำง่าย ๆ แต่กลับหนักจนลมหายใจของเขาสะดุด บ้านที่ไหน? เมืองหลวงหรือ? จวนของบิดามารดานาง? ตำหนักของฮองเฮา? หรือ—สายตาของชายหนุ่มเลื่อนไปทั่วห้อง ม่านมุ้ง โต๊ะชาที่นางเลือกเอง เครื่องหอมที่นางเปลี่ยน ผ้าม่านที่สั่งให้ซ
บทที่ 18 คนที่ยังไม่ลืมตารุ่งเช้ามาถึงช้ากว่าทุกวัน อย่างน้อยเซียวฉางเยี่ยรู้สึกเช่นนั้น ตลอดคืนเขาแทบไม่ได้หลับหว่านอี๋ผ่านช่วงอาการทรุดหนักมาได้ แต่คำว่า ผ่าน ของหมอกลับไม่ได้หมายความว่านางปลอดภัยเพียงหมายถึง—นางยังหายใจอยู่ เท่านั้น แสงสีเทาจากด้านนอกค่อย ๆ ลอดผ่านกระดาษหน้าต่างเข้ามาในห้อง ตะเกียงที่จุดไว้ตลอดคืนยังไม่ถูกดับกลิ่นยาคละคลุ้ง บนโต๊ะมีถ้วยยาที่เย็นแล้วหลายใบ เซียวฉางเยี่ยนั่งอยู่ข้างเตียง อาภรณ์ชั้นนอกยังเป็นชุดเดิมจากเมื่อวาน เส้นผมไม่ได้จัดใหม่ เคราบริเวณกรามขึ้นจาง ๆ ใต้ดวงตามีรอยคล้ำซึ่งแทบไม่เคยปรากฏให้ผู้ใดเห็น แต่เขาไม่สนใจ มือข้างหนึ่งยังจับมือหว่านอี๋ไว้ นิ้วเรียวในฝ่ามือไม่ได้เย็นจัดเหมือนช่วงกลางคืนแล้ว อุ่นขึ้นเล็กน้อย เขาจำความรู้สึกนี้ไว้ละเอียดกว่าที่ควร เพราะเมื่อคืนมีช่วงหนึ่งที่มือคู่นี้เย็นลงจนหัวใจของเขาเหมือนหยุดตามไปด้วย “ท่านอ๋อง” หมอชราเข้ามาเงียบ ๆฉางเยี่ยเงยหน้า “เป็นอย่างไร” หมอจับชีพจร ใช้เวลานานกว่าปกติ นานจนชายหนุ่มเริ่มทนไม่ไหว “พูด” “ชีพจรมั่นคงขึ้นกว่ากลางคืนขอรับ” ฉางเยี่ยพยักหน้า “แล้วเหตุใดนางยังไม่ฟื้น” หมอนิ่งไป “พิษร้ายแรงมาก ร่
บทที่ 17 คืนที่ยาวนานที่สุดเซียวฉางเยี่ยไม่ได้ถามอะไรอีก ทันทีที่คำว่า อาการไม่ดี หลุดออกจากปากองครักษ์ เขาคว้าเสื้อคลุมกับดาบแล้วเดินออกจากกระโจม “ท่านอ๋อง!” รองแม่ทัพตามออกมา “การประชุม—” “เจ้าจัดการ” คำสั่งสั้นจนแทบไม่มีช่องให้ถาม “แต่เรื่องเสบียงป้อมเหนือ—” “ทำตามแผนเดิม หากมีปัญหาให้ส่งคนตามข้า” ม้าถูกนำมาแล้ว ฉางเยี่ยขึ้นอานในครั้งเดียว ก่อนกระชากบังเหียน “เปิดทาง!” ม้าศึกทะยานออกจากค่าย หิมะใต้กีบแตกกระจาย ไม่มีผู้ใดกล้าขวาง ทหารตามออกไปเพียงไม่กี่คน กระทั่งรองแม่ทัพซึ่งติดตามเขามานานยังยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะท่านอ๋องกลับจวนเป็นเรื่องแปลก แต่เพราะตลอดหลายปี—พวกเขาไม่เคยเห็นเซียวฉางเยี่ยทิ้งการประชุมทางทหารกลางคัน ครั้งหนึ่งแนวรบด้านตะวันตกถูกตีแตก นายทหารคนสนิทตายต่อหน้า เขายังยืนสั่งการต่อจนฟ้ามืด ครั้งหนึ่งตัวเองถูกแทงเข้าชายโครง เลือดไหลจนเกราะเปียก เขายังไม่ยอมลงจากม้า สำหรับเซียวฉางเยี่ย ทุกสิ่งมีลำดับของมัน ศึกอยู่ก่อนความเจ็บปวด หน้าที่อยู่ก่อนชีวิต แต่วันนี้—เพียงคำว่า พระชายาถูกพิษ ทุกอย่างถูกทิ้งไว้เบื้องหลังลมหนาวตีใบหน้าจนชา ฉางเยี่ยกลับแทบไม่รู้สึก ในหัวม
บทที่ 16 ลูกธนูอาบพิษหิมะเมื่อคืนตกหนักกว่าหลายวันก่อน ยามเช้าเมื่อเปิดหน้าต่างออกไป ทั้งจวนอ๋องถูกคลุมด้วยสีขาวโพลน กิ่งสนรับน้ำหนักหิมะจนโน้มต่ำ ลมหายใจของผู้คนกลายเป็นไอขาวทันทีที่ก้าวพ้นชายคา หว่านอี๋ยืนอยู่หน้ากระจก ปล่อยให้สาวใช้ช่วยสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ให้ “พระชายาจะออกไปจริงหรือเจ้าคะ” “อืม” “วันนี้หนาวมากนะเจ้าคะ”หว่านอี๋ยื่นมือรับเตาอุ่นขนาดเล็ก “หากรอวันที่แดนเหนือไม่หนาว เกรงว่าข้าคงไม่ต้องออกจากจวนตลอดปี” สาวใช้เงียบไปเถียงไม่ได้ หว่านอี๋มองเงาตัวเองในกระจกอีกครั้ง วันนี้นางไม่ได้แต่งกายหรูหรา เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกขาวสองอัน เสื้อคลุมสีเข้มยาวถึงข้อเท้า รองเท้าด้านในบุขนแกะหนาเป็นพิเศษ รองเท้าคู่นี้เพิ่งทำขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน นางเป็นคนให้แก้แบบเอง เดิมรองเท้าของทหารชายแดนใช้หนังค่อนข้างหนา ทนทานก็จริง แต่เมื่อโดนหิมะนาน ๆ ความชื้นจะซึมเข้าไป ด้านในเย็นจัดจนทหารบางคนปลายเท้าแตกหรือเป็นแผล หว่านอี๋ไม่รู้เรื่องการรบ แต่รู้เรื่องหนังนางเพียงจับรองเท้าคู่หนึ่ง พลิกดูตะเข็บ ถามราคา แล้วให้คนนำหนังอีกสามชนิดมาเทียบ สุดท้ายพบว่า หากไม่ยึดติดว่าต้องใช้หนังชนิดเดียวทั้งคู่







