تسجيل الدخولบทที่ 1
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นจากโทรศัพท์ส่วนตัวภายในห้องเช่าขนาดไม่ใหญ่มากเหมาะสำหรับการอยู่เพียงแค่คนเดียว มาเก๊าลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปิดเสียงนั้นอย่างเคยชิน เพดานห้องสีขาวหม่นมีรอยร้าวพาดผ่านยาวเหมือนรอยแผล พัดลมตั้งพื้นเก่า ๆ หมุนครืดคราดส่งเสียงดังสม่ำเสมอ เขานอนนิ่งอยู่บนเตียงเหล็กครู่หนึ่งปล่อยให้สติค่อย ๆ กลับมา ทว่าวันนี้มันต่างไปจากวันอื่น ๆ เพราะมันเป็นวันที่เขาต้องเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยครั้งแรก มาเก๊าลุกขึ้นนั่ง มองรอบ ๆ ห้องที่เริ่มคุ้นตา ที่นี่ไม่เหมือนห้องนอนเก่าของเขา ไม่มีความสะดวกสบาย ไม่มีคนคอยปรนนิบัติรับใช้ มีเพียงแค่ตัวของเขาที่ต้องทำเองทุกอย่างแม้ว่าจะไม่เคยทำ… แต่เขาก็จำยอม เพราะกำลังรับโทษในสิ่งที่ตัวเองได้ทำ เขาไปอาบน้ำในห้องน้ำแคบ ๆ กระจกเงาขึ้นเป็นฝ้า ใบหน้าสะท้อนกลับมาไม่ได้ดูเหมือนลูกชายมาเฟียผู้ทรงอำนาจเหมือนเมื่อก่อน การแต่งตัวของเขามีเพียงแค่ เสื้อยืดสีเทาเรียบ ๆ กางเกงยีนส์ตัวใหม่ราคาถูก รองเท้าผ้าใบคู่เดิมที่ใส่มาจากประเทศจีน ทั้งหมดไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้ แต่มันเป็นของจำเป็นที่ต้องมี… มาเก๊าหยิบเอกสารการลงทะเบียนเรียนขึ้นมาเช็กอีกครั้ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เขาเลือกเรียนสาขานี้ไม่ใช่เพราะความฝันแต่อย่างใด ทว่าเป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการเรียนถูกที่สุดต่างหาก ส่วนมหาวิทยาลัยที่เขาเลือกก็เป็นเพียงแค่มหาวิทยาลัยรัฐบาลธรรมดา ๆ เพื่อรองรับกับค่าเทอมที่เขาต้องจ่ายในราคาที่ถูก เพราะงานของเขาก็ไม่ได้เงินเยอะมากพอที่จะทำให้ไปเรียนที่ต้องการได้ เขาเก็บทุกอย่างลงกระเป๋าเป้ก่อนที่จะเดินออกจากห้องเช่าราคาถูกท้ายซอยไป ภายในซอยตอนเช้าเต็มไปด้วยเสียงของผู้คนที่ออกมาใช้ชีวิต อย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แม้ว่าจะเคยมาอยู่ไทยในตอนเด็ก ๆ แต่แม่ก็ไม่เคยพาออกมาดูโลกความเป็นจริงว่าคนอื่น ๆ เขากินอยู่และใช้ชีวิตกันอย่างไร กระทั่งจนเขาได้มาอยู่ที่นี่ด้วยตัวเอง จึงได้เห็นอีกด้านมุมหนึ่งของสังคมที่ไม่ได้สวยหรูเหมือนสิ่งที่เขาคิดจินตนาการเอาไว้ตลอด ก่อนที่จะขึ้นรถไปมหาวิทยาลัยเขาแวะซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งสองไม้ แล้วยืนกินเงียบ ๆ ข้างร้านคนเดียว เป็นขณะเดียวกันกับที่รถเมล์มาจอดเทียบพอดี มหาวิทยาลัยในสายตาของเขาไม่ต่างจากรูปในอินเทอร์เน็ตมากนัก ตึกเรียนเก่า ๆ สนามหญ้าที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงมาใหม่ กับนักศึกษาที่เดินจับกลุ่มหัวเราะเสียงดัง ทุกคนที่นี่ดูมีความสุขกับชีวิตของตัวเอง ไม่ได้มีปัญหากับสถานที่ที่พวกเขาเรียนเลยสักนิด มาเก๊าเดินผ่านกลุ่มนั้นไปเหมือนเงาที่ไม่มีตัวตนและไม่มีใครสนใจ เขามองดูป้ายอาคารเรียนก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปยังห้องห้องเรียนของนักศึกษาปีสาม เขาเลือกนั่งแถวหลังสุดมุมริมหน้าต่าง ไม่สนใจใครเพราะไม่รู้ว่าจะเข้าหาคนอื่นอย่างไร และใช่… การที่เขาเข้ามาเรียนกลางเทอมอย่างนี้ได้ก็เพราะอิทธิพลสุดท้ายที่พ่อได้มอบให้กับเขา จึงทำให้มาเก๊าได้มาอยู่ตรงนี้ เสียงพูดคุยกันดังทั่วห้อง ทุกคนต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดี มีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ไร้เพื่อนฝูง แต่เขาก็ไม่ได้สนใจที่จะเข้าไปทักทายใครเพื่อให้ตัวเองได้มีเพื่อน เขาอยู่ตัวคนเดียวได้… คำพูดมากมายลอยผ่านหูเขาไป แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะเข้าไปร่วมวงสนทนา เขาไม่อยากรู้จักใคร และไม่ได้อยากให้ใครมารู้จัก เพราะหากยิ่งสนิทความเสี่ยงก็จะยิ่งมากขึ้น อีกทั้งความลับที่เขาไม่อยากบอกใครมันก็จะหลุดออกไปง่ายมากขึ้น อาจารย์ประจำรายวิชาเดินเข้ามาทำให้ภายในห้องกลับมาสู่ความสงบ การแนะนำรายวิชาผ่านไปเรื่อย ๆ ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่สำหรับมาเก๊าแล้ว ที่นี่ทุกอย่างมันใหม่สำหรับเขามาก การปรับตัวต้องใช้เวลาอีกเยอะกว่ามันจะปกติเหมือนทุกคน เขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์ทั้งหมด เพียงแค่ไม่เคยมีคนปูทางมาให้ก่อนเท่านั้น ต่างจากที่ประเทศจีนที่มีคนคอยทำให้ทุกอย่าง ระหว่างช่วงพักนักศึกษาทุกคนลุกออกจากที่นั่ง แยกย้ายกันไปพักผ่อนใช้ชีวิตของตัวเอง มาเก๊ายังคงนั่งอยู่ที่เดิมเขาเปิดโน้ตบุ้คเพื่อทำงานที่รับมาเป็นจ๊อบเล็ก ๆ ให้เสร็จภายในวันนี้ “เฮ้ย มึงไม่ไปพักเหรอ” เสียงทุ้มของชายคนหนึ่งดังขึ้นอยู่ตรงหน้าของเขา มาเก๊าค่อย ๆ ละสายตาจากโน้ตบุ้คเพื่อมองไปยังต้นเสียง “ไม่อะ” เขาตอบสั้น ๆ “กูชื่ออาชินะ ได้ข่าวว่ามึงเพิ่งเข้ามาใหม่” อีกฝ่ายยิ้มกว้าง มาเก๊ารับรู้ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพียงแค่กลับไปโฟกัสที่งานของเขาเหมือนเดิม แต่ยังไม่ทันที่บรรยากาศรอบข้างจะเงียบลง ใครอีกคนก็เดินเข้ามาสมทบ “อ้าว มาอยู่นี่เอง” ชายรูปร่างสูงโปร่ง ใส่แว่น หน้าตานิ่ง ๆ วางกระเป๋าลงข้าง ๆ มาเก๊า “เออนี่ กูชื่อไนท์นะ” เขาหันมามองมาเก๊า ไม่ได้อยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังทำ เพียงแค่แนะนำตัวให้มาเก๊ารู้เพียงเท่านั้น “กูมาเก๊า” เขาแนะนำตัวกลับสั้น ๆ “ชื่อเท่ดีว่ะ แต่หน้าตามึงตี๋จัด เป็นคนจีนเหรอวะ” อาชิหัวเราะเล็กน้อย “เออ” มาเก๊าตอบความจริง ไม่คิดจะโกหกปิดบังในเรื่องนี้อยู่แล้ว “อ๋อ” อาชิลากเสียงยาว “เออ งั้นกูสองคนขอนั่งด้วยนะตอนเช้ามาไม่ทันวะ ไม่มีที่เหลือเลย” “ก็ดี เวลาทำงานอะไรจะได้ไม่ต้องแยกกัน” ไนท์พยักหน้าเห็นด้วย มาเก๊ามองทั้งสองคนอย่างพิจารณา ความคิดแรกของเขาคือไม่จำเป็นที่จะต้องมีสองคนนี้อยู่ด้วยก็ได้ ทว่าปากดันตอบกลับอีกอย่างไป… “เออ แล้วแต่” ช่วงบ่ายในรายวิชาแล็บทุกคนถูกสั่งให้แบ่งกลุ่มกัน แต่ไม่รู้ด้วยความบังเอิญหรือถูกลิขิตมาไว้อยู่แล้ว แม้นั่นจะทำให้มาเก๊าถอนหายใจออกมาอย่างเลือกอะไรไม่ได้ “เป็นอย่างที่มึงพูดเลยว่ะไอ้ไนท์ ดีกว่าอยู่กลุ่มกับพวกเหี้ยนั่น” อาชิเอ่ยเสียงดัง มาเก๊านั่งลงหน้าจอคอม มือวางบนคีย์บอร์ดราวกับกำลังจะค้นหาอะไรบางอย่าง เขาปล่อยให้เวลามันทำงานไปเรื่อย ๆ ความคุ้นชินของทั้งสามคนก็เริ่มเข้ากันได้ดี เพราะมีหัวกะทิอย่างมาเก๊าอยู่ในกลุ่มด้วยกัน “เฮ้ย สุดยอดว่ะโคตรเก่ง” ไนท์เอ่ยขึ้นหลังจากที่มองการทำงานของมาเก๊าอยู่สักพักใหญ่ “ตั้งนานทำไมมึงไม่มาวะ นี่คือเพื่อนที่กูกำลังตามหาเลยนะเว้ย” อาชิเสริม มาเก๊าชะงักไปเล็กน้อย เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยได้รับคำชมมากขนาดนี้มาก่อน “กูก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น พอทำได้เฉย ๆ “ “ถ้างั้นงานนี้ กูขอฝากชีวิตไว้กับมึงเลยนะ” อาชิเลื่อนเก้าอี้เข้ามาใกล้ มาเก๊าไม่ได้ตอบอะไร แต่ในใจก็กลับรู้สึกแปลก ๆ ที่เขาสำคัญกับใครสักคน ความรู้สึกที่ไม่ได้รับมานาน มันเป็นความรู้สึกที่มีคนอยู่ข้าง ๆ เย็นวันนั้นหลังเลิกคลาส มาเก๊าและกลุ่มเพื่อนก็เดินออกมาจากมหาวิทยาลัย “มึงกลับยังไงวะ” อาชิหันมาถามเขา “รถเมล์” “จริงเหรอวะ เหมือนกูเลย” ไนท์พูดออกมาอย่างตื่นเต้น เพราะเขาไม่เคยมีเพื่อนร่วมทางมานานแล้ว “งั้นกลับด้วยกันเลยไหม” ไนท์พยักหน้าเห็นด้วย ต่างจากมาเก๊าที่ไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่รู้ว่าเพื่อนจะกลับทางเดียวกับเขา ทั้งสามคนเดินไปยังป้ายรถเมล์และยืนรอท่ามกลางผู้คนมากมาย มาเก๊ามองสิ่งรอบตัวที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ชีวิตธรรมดา นักศึกษาคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอำนาจเหมือนเมื่อก่อน… แต่อย่างน้อยสำหรับเขาแล้วก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดี แม้จะต้องปรับตัวให้เข้ากับคนอื่น ๆ ได้ก็ตามบทที่ 481 ปีผ่านไปเสียงชัตเตอร์ดังรัวพร้อมกับนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มายืนรวมตัวกันอยู่ด้านหน้าตึกคณะ เสียงพูดคุยกันอย่างเจื้อยแจ้วปะปนไปกับเสียงหัวเราะของชายหญิง“อีจ้าว มานี่เดี๋ยวกูถ่ายรูปให้” เส้นด้ายกวักมือเรียกอีกฝ่ายรัว ๆจ้าวที่หอบข้าวของพะรุงพะรังจากที่รุ่นพี่และรุ่นน้องนำเอามาให้เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่เธอเรียนจบ แม้วันนี้จะเป็นเพียงแค่การซ้อมขึ้นรับใบปริญญาก็ตาม ทว่าผู้คนที่รักและชื่นชอบในตัวของเธอกลับมีอยู่ไม่น้อยจึงต้องเตรียมใจรับของขวัญทั้งสองรอบ“มึงไม่เดินมาหากูล่ะ ของกูก็เยอะ” จ้าวบนอุบแต่ก็ยังสาวเท้าเดินไปหาเพื่อน“โอ๊ย แล้วไอ้มาเก๊ามันไปไหน ไม่มาช่วยมึงล่ะ” ผิงผิงเท้าเอว“นู่นไง สาว ๆ รุมล้อมจนมองไม่เห็นแล้ว” ว่าแล้วก็อดไม่ได้ที่ต้องเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ วันดี ๆ แบบนี้จ้าวเองก็ไม่อยากขัดขวางหรือทำตัวหวงก้างมากเกินไปที่จะมีคนนำของขวัญเพื่อแสดงความยินดีให้กับเขา“ครั้งแรกเลยปะเนี่ยที่มึงไม่ตาเขียว” เส้นด้ายหัวเราะร่า“ถ้าแค่มาแสดงความยินดีกูก็ไม่โกรธหรอก แต่อย่าให้รู้ว่าอีไหนมันทำตัวน่าสงสัย”“แหม ใครจะกล้า ตอนนี้ใคร ๆ ก็รู้หมดแล้วว่าฤทธิ์มึงเยอะ
บทที่ 47ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันภายในคอนโดส่วนตัวของมาเก๊ามาร่วมหนึ่งเดือนกว่า ความเขินที่มีก็เริ่มน้อยลงมากกว่าตอนแรกแม้จะเพิ่งคุ้นชินกับการนอนร่วมเตียงด้วยกันก็ตาม ในทุก ๆ คืนจ้าวจะได้รับอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นจากมาเก๊าอยู่เสมอแม้ว่าเธอจะหลับใหลไปก่อนเขาก็ตามมาเก๊ากลับไปทำงานที่บาร์หลังมหาวิทยาลัยเหมือนเดิม ทว่าครั้งนี้เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้จัดการ เพราะเจ้าของบาร์นั้นเล็งเห็นถึงความตั้งใจของมาเก๊ามาโดยตลอด แต่ถึงหน้าที่การงานของเขาจะต้องหนักขึ้นเป็นเท่าตัวแต่เขาก็ไม่เคยลืมวันสำคัญของแฟนสาวเลยสักครั้งเดียวโดยเฉพาะวันนี้ที่มาเก๊าตั้งใจกลับคอนโดเร็วกว่าปกติ…“แล้วมันไม่รู้เหรอว่าแกกลับเร็ว”เส้นด้ายเอ่ยถามพลางยื่นกล่องเค้กสั่งทำพิเศษให้กับมาเก๊า เพื่อนทุกคนรู้แผนการเซอร์ไพรส์เป็นอย่างดีและคนที่ได้รับหน้าที่ที่สำคัญก็คือเส้นด้ายที่เพิ่งไปเรียนทำเค้กมาเมื่อเดือนก่อน มาเก๊าอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับงานวันเกิดของจ้าวในปีนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาพอจะทำได้มากที่สุดก็คือให้ทุกคนร่วมมือกันในเรื่องต่าง ๆ“ไม่หรอก เราบอกว่ากลับดึกเพราะมีงานด่วนด้วยซ้ำ”“แบบนี้มันไม่น้อยใจแย่รึไง”“เมื่อ
บทที่ 46พ่อกับแม่มองหน้าสลับกันไปมาต่างจากมาเก๊าที่ยิ้มหน้าระรื่นราวกับตอนนี้เขาไม่ได้สนใจคำตอบที่จะได้รับเสียเท่าไหร่ เพราะต่อให้พ่อและแม่ของเธอจะปฏิเสธแต่เขาก็จะหาวิธีมาเพื่อให้ได้ตัวเธอไปอยู่ดีถ้าเป็นเรื่องของจ้าวแล้วคนอย่างมาเก๊าสู้ไม่ถอยแน่นอน เขายอมเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับสถานการณ์อันตรายเพื่อให้ได้กลับมาอยู่กับเธออย่างอิสระ เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องผิดหวังเด็ดขาด“ตี๋…” จ้าวกระตุกแขนมาเก๊าเบา ๆ“ไม่เป็นไรหรอก” มาเก๊าตอบกลับด้วยรอยยิ้ม“จริง ๆ ข้าก็ไม่ได้อยากขัดขวางความสุขของเอ็งหรอกนะ” พ่อลอบถอนหายใจ “แต่มันก็อดเป็นห่วงจ้าวไม่ได้ มันไม่เคยออกไปใช้ชีวิตกับคนอื่น มันจะเป็นภาระแกเปล่า ๆ “สีหน้าของพ่อดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะความรักและความเป็นห่วงที่กลัวว่าลูกสาวของตัวเองจะเข้ากับคนอื่นไม่ได้ แม้ว่าคนนั้นจะเป็นแฟนของจ้าวเองก็ตาม ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหาของมาเก๊าเลยสักนิด เธอไม่ใช่ภาระแต่กลับกันเขาจะไม่ให้เธอลำบากเลยสักนิดเลยต่างหาก“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นเลยครับพ่อ จ้าวไม่ต้องทำอะไรเลยผมต่างหากที่พร้อมจะทำให้เธอทุกอย่าง” มาเก๊ารับปากอย่างหนักแน่น“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องถามเจ้าตัวเองแล้ว
บทที่ 45รถยนต์หรูสีดำสนิทแล่นเข้ามาสู่สนามบินของประเทศจีนหลายคันโดยที่คันแรกมาเก๊าและจีนนั่งมาด้วย ส่วนเถ้าแก่เฉิงนั่งอยู่คันที่สองเพราะอยากให้พี่น้องได้พูดคุยความในใจกันก่อนที่มาเก๊าจะกลับประเทศไทยในวันนี้ไม่เพียงเท่านั้นเถ้าแก่เฉิงยังเตรียมเครื่องบินส่วนตัวไว้ให้ลูกชายคนเล็กเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นักบินมากประสบการณ์ที่ทำงานรับใช้ตระกูลหานมาหลายปีก็พร้อมที่จะไปส่งนายน้อยด้วยตัวเองอย่างเต็มใจ ทว่าคนที่ดูจะอาลัยอาวรณ์มากที่สุดก็เห็นจะเป็นจีนที่สรรหาเรื่องต่าง ๆ มาเพื่อเปลี่ยนใจมาเก๊าให้อยู่กับเขาที่นี่แต่ความแน่วแน่ของมาเก๊าก็ไม่อาจจะทำให้คำขอร้องของจีนมีผลต่อเขาได้“แล้วมึงจะกลับมาอีกเมื่อไหร่” จีนเอ่ยถามแม้สายตาเว้าวอนอยู่ก็ตาม“ไม่รู้หรอก ก็เรียนจบนู่นแหละมั้ง” มาเก๊ากระจับกระเป๋าเดินทางของตัวเองแน่น“กว่ามึงจะเรียนจบ เอาเป็นว่ากูไปหามึงเองดีกว่า”“เอาเวลาไปดูแลพ่อเถอะ ที่นั่นไม่ค่อยมีอะไร”ที่มาเก๊าเลือกจะพูดอย่างนั้นก็เพราะกลัวว่าพี่ชายของเขาจะไปสร้างเรื่องที่ประเทศไทยให้เถ้าแก่เฉิงมาตามเช็ดตามล้างต่างหาก ที่นั่นไม่ใช่ถิ่นของพวกเขาแม้แต่มาเก๊าเองก็ยังเจียมตัวอยู่นานกว่าที่จะกล้าเอ
บทที่ 44คฤหาสน์ตระกูลหานกลับมาครึกครื้นอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เป็นแบบนี้มานาน การพูดคุยกันโดยปกติอย่างที่ครอบครัวอื่นเป็นกันพวกเขาไม่เคยได้สัมผัสตั้งแต่ที่ผู้เป็นแม่ไม่ได้อยู่ที่นี่ หากเรื่องเลวร้ายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นก็ไม่รู้เลยว่าพี่น้องจะกลับมารักใคร่กันได้อีกเมื่อไหร่มาเก๊าต้องอยู่รักษาตัวตามที่หมอสั่งทั้งที่ความจริงเขาอยากจะกลับประเทศไทยเพื่อไปหาจ้าวเสียตอนนี้เลย แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะรักษาตัวเพื่อกลับไปหาเธออย่างปลอดภัยมากที่สุด และไม่อยากให้เธอต้องเป็นห่วงใจเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขามากไปกว่านี้หากเธอได้เห็นรอยแผลที่ยังไม่หายดีของเขา มีหวังความสดใสของเธอต้องหายไปอีกครั้งเพราะเขาอย่างแน่นอน“ช่วงนี้มันหนีไปคุยโทรศัพท์บ่อยนะพ่อ” จีนว่าพลางจิบชาเบา ๆ“คงเป็นเรื่องสำคัญ” เถ้าแก่เฉิงยกยิ้มราวกับรู้อะไรบางอย่างจีนจับสังเกตนั้นได้ดีและรู้ว่าพ่อต้องคิดไม่ต่างจากตัวเองเสียเท่าไหร่“น่าแปลกนะครับ ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนไหนเข้ามาเปลี่ยนมันได้มากขนาดนี้”“แต่ก็ดีแล้ว จะได้ตามทันโลกสักที วัน ๆ ทำตัวเหมือนไม่รับรู้โลกภายนอก” เถ้าแก่เฉิงว่า“เพราะแบบนี้ผมถึงมีเรื่องมาเสนอพ่อ”จีนว่าพลางยกยิ้มเบา
บทที่ 43สองอาทิตย์ผ่านไปอาการของจีนดีขึ้นตามลำดับและคนที่มาคอยดูแลเขาไม่ห่างก็คือมาเก๊าที่มาทำหน้าที่แทนเถ้าแก่เฉิงอย่างไม่ขาดตกด้วยความเต็มใจ ทว่าวันนี้เถ้าแก่เฉิงกลับอยากมาดูอาการลูกชายคนโตด้วยตัวเองมาเก๊าจึงขัดต่อความต้องการไม่ได้“หมอบอกว่าพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว” มาเก๊าว่าพลางนั่งลงข้าง ๆ ผู้เป็นพ่อ“จริง ๆ ก็อยากให้หมอประจำตระกูลเข้าไปดูแลที่บ้านนะ แต่อาการมันหนักไปต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลเท่านั้น” เถ้าแก่เฉิงว่า“ไม่เป็นไรหรอกครับพ่อ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว” จีนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง และการกระทำที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนทำให้เถ้าแก่เฉิงแปลกใจไม่น้อย“นี่ไอ้หยวนมันกระแทกระบบประสาทรึไง อยู่ ๆ ถึงได้เปลี่ยนเป็นคนใจเย็นไปได้” เขาแค่นหัวเราะ“ต่อให้มันไม่ทำแต่โดนแบบนี้ก็ต้องเปลี่ยนกันบ้างนั่นแหละครับ”มาเก๊าส่ายหน้าเบา ๆ ที่เห็นหน้าที่อันหวาดหวั่นของพี่ชายเมื่อพูดถึงศัตรูคู่แค้น หลังจากนี้จีนคงเข็ดขยาดไปอีกนานในเรื่องการทำอะไรไม่คิด และมันทำให้เขารับรู้ถึงนิสัยที่แท้จริงของตัวเองว่าไม่มีประสบการณ์มากพอที่จะสู้กับใครได้เลย ไม่ว่าจะเรื่องการต่อสู้หรือเรื่องการทำธุรกิจที่ความรู้ของเขาน







