LOGINตลอดหลายอาทิตย์ ปราณต้องเข้าไปเรียนรู้งานที่โรงงานของที่บ้านอย่างจริงจังในฐานะทายาท ธุรกิจครอบครัวที่มีคนงานเป็นร้อยกับปัญหาจุกจิกรายวันไม่ใช่เรื่องเล่นเลย
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันเริ่มหวั่นไหว คือความหน้าด้านและเสมอต้นเสมอปลายของเขา
ปราณยังคงโผล่มารับฉันหลังเลิกงานแทบทุกเย็น ไม่มีคำหวาน ไม่มีดอกไม้ มีแค่คำกวนประสาท เราไม่ได้ไปกินดินเนอร์หรูทุกวัน บางวันก็แค่ร้านข้าวต้มรอบดึก บางวันเขาก็กินอะไรง่าย ๆ ในรถ หลายครั้งที่ฉันแอบมองเขาตอนขับรถ แขนเสื้อเชิ้ตที่พับขึ้นลวก ๆ มีรอยเปื้อนฝุ่นโรงงานติดอยู่ ผมยุ่งนิดหน่อย และสายตาที่ดูเหนื่อยล้าชัดเจน
ฉันรู้ดีว่าการเข้าไปคุมโรงงานแทนพ่อมันหนักแค่ไหน เขาวิ่งงานตั้งแต่เช้ามืด ประชุมแก้ปัญหาจนหัวหมุน แต่เขากลับยอมขับรถฝ่ารถติดสุขุมวิทเป็นชั่วโมงเพื่อมาเจอฉัน...
"มองหน้าผมขนาดนั้น จะจูบแลกค่าน้ำมันเหรอครับ?"
เสียงแหบ ๆ ขัดความคิดฉันขึ้นมา ปราณหันมามองแวบหนึ่งตอนติดไฟแดง ยิ้มมุมปากกวนประสาทเหมือนเดิม ทั้งที่ใต้ตาเริ่มคล้ำ
"เหนื่อยก็กลับไปนอนสิ จะขับรถมารับทำไมทุกวัน" ฉันกอดอกแซวกลับ
"กลับไปนอนคนเดียวมันน่าเบื่อ..." เขาละมือจากพวงมาลัยมาวางบนตักฉัน บีบต้นขาฉันเบา ๆ อย่างคุ้นเคย ก่อนจะเอนหัวพิงเบาะแล้วถอนหายใจยาว
"...อยู่กับพี่แล้วหายเหนื่อยกว่าเยอะ"
คำพูดกับมืออุ่นที่วางค้างไว้บนขา ทำให้ใจที่เคยคิดว่าเอาอยู่... เริ่มไม่นิ่ง
ฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง... จากเลขาที่ใช้ชีวิตโสดแบบสวยสับ ทำไมตอนนี้ถึงยอมปล่อยให้เด็กนั่นเข้ามาปั่นหัวได้ขนาดนี้?
ฉันหวั่นไหวกับสิ่งที่เขาทำงั้นเหรอ? ใช่... ฉันยอมรับว่าความร้อนแรงและความสม่ำเสมอที่เขาป้อนให้น่ะมันได้ใจไปเต็มๆ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าฉันอยากจะเอาตัวเองเข้าไปผูกมัดในความสัมพันธ์จริงจัง
ฉันไม่ได้เกลียดความรักหรอก แค่รักอิสระของตัวเองมากกว่า... ฉันชอบความสุขที่มาเร็ว เคลมเร็ว จบลงบนเตียงโดยไม่มีอะไรผูกมัดก็พอ
'เคท... มึงอย่าโง่นะ'
ฉันเตือนสติตัวเอง การมีใครสักคนคือการเปิดรับความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้... และคนอย่างเคท เกลียดที่สุดคือการควบคุมอะไรไม่ได้
ตื๊ด... ตื๊ด...
"คุณเคท เข้ามาในห้องหน่อยครับ"
เสียงบอสดังผ่านสายอินเตอร์คอม ฉันลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินเข้าไป
ทันทีที่ประตูปิดลง บอสไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะ แต่ยืนรออยู่ตรงหน้าฉัน ยืนใกล้จนฉันเริ่มอึดอัด
"ช่วงนี้... ปราณมารับคุณทุกเย็นเลยนะ"
เขาถามเหมือนชวนคุยทั่วไป แต่สายตาเหมือนกำลังจับผิด
"ค่ะ" ฉันตอบสั้น ๆ มองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบ
ภัทรยิ้มมุมปาก ยิ้มแบบเดียวกับเวลาที่เขาเตรียมจะบี้คู่แข่งตอนคุยธุรกิจ
"ทำงานด้วยกันมาตั้งสี่ปี ผมนึกว่าคุณจะดูคนออกมากกว่านี้..."
เขาก้าวเข้ามาชิดอีกนิด ท่าทางดูหงุดหงิดชัดเจน
"ปราณมันโตที่เมืองนอก นาน ๆ จะกลับมาที ที่ยอมมาช่วยงานที่โรงงานช่วงนี้ก็แค่หาอะไรทำแก้เบื่อ คุณคิดว่าเด็กแบบนั้นมันจริงจังเหรอเคท? พอเบื่อ หรือจัดการเรื่องโรงงานเสร็จ มันก็บินกลับไปใช้ชีวิตสบาย ๆ ที่แอลเอ ทิ้งคุณไว้ตรงนี้อยู่ดี" เขาทิ้งจังหวะ จ้องตาฉันนิ่ง
"หรือคุณหลงมัน... จนยอมไปนอนกับเด็กมันฟรี ๆ?"
คำพูดดูถูกที่ยิงเข้ามา ไม่ได้ทำให้ฉันสะทกสะท้าน
ฉันมองหน้าเจ้านายที่เอาคำว่าหวังดีมาบังหน้าความหวงก้างของตัวเอง เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแล้วตอบกลับ
"จะอะไรก็ช่าง... มันก็เรื่องส่วนตัวของเคทค่ะ ไม่เกี่ยวกับเวลางาน และไม่เกี่ยวกับบอสด้วย"
ภัทรกัดฟันแน่น สายตาที่เคยดูนิ่งเริ่มคุมอารมณ์ไม่อยู่เพราะโดนตอกกลับว่าไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย
"แต่มันเกี่ยวกับบริษัท!" ภัทรขึ้นเสียง ก้าวเข้ามาชิดจนแทบชนตัว
"ผมไม่ต้องการให้เลขาตัวเองเสียสมาธิกับเรื่องไร้สาระ และไม่อยากให้คุณไปยุ่งกับคนในบ้านของเป้ให้มันวุ่นวาย"
เขาตัดบท คว้าแฟ้มบนโต๊ะเปิดแล้วโยนลงตรงหน้าฉัน
"โปรเจกต์ที่เชียงใหม่มีปัญหาด่วน ผมต้องขึ้นไปดูหนึ่งเดือน... แล้วคุณต้องบินไปกับผมมะรืนนี้"
ฉันก้มมองแฟ้ม แล้วเงยหน้ามองเขา
"หนึ่งเดือนเลยเหรอคะ?"
"ใช่... ไปกันสองคน เคลียร์ระบบให้จบเหมือนที่เคยทำ" ภัทรจ้องฉันนิ่ง พูดดักทางจนฉันปฏิเสธยาก
"ไปเคลียร์ตารางงานให้เรียบร้อย... หรือคุณจะบอกว่า เวลาของเด็กนั่น มันสำคัญกว่างานที่คุณทำอยู่ตอนนี้?"
ฉันมองหน้าคนที่เริ่มหมดทางสู้จนต้องเอางานมาอ้าง เพื่อดึงฉันไปอยู่ใกล้ ๆ
ฉันยิ้มมุมปาก ก่อนจะตอบกลับ
"เรื่องงาน เคทไม่เคยทิ้งอยู่แล้วค่ะ... เจอกันที่สนามบินนะคะบอส"
ฉันนั่งเงียบตลอดทาง ในหัวยังวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ภัทรสั่งให้ไปเชียงใหม่หนึ่งเดือน... ผู้ชายหวงก้างที่พอเห็นว่าอะไรที่เคยคุมเริ่มจะหลุดมือ ก็รีบเอางานมาดึงฉันไว้ทันที
"พี่เคท... เหม่ออะไรครับ?"
เสียงปราณดังขึ้นข้าง ๆ ดึงสติฉันกลับมา จังหวะเดียวกับที่รถเลี้ยวลงที่จอดรถใต้ดินของคอนโดหรูเปิดใหม่แถวพระรามเก้า
ฉันขมวดคิ้ว มองรอบตัวที่ไม่คุ้นตา
"พามาที่นี่ทำไม?"
ปราณดับเครื่อง ปลดเข็มขัดนิรภัยออกช้า ๆ ก่อนจะเอี้ยวตัวข้ามเบาะมาหาฉัน กลิ่นน้ำหอมปนกลิ่นตัวลอยมาแตะจมูก เขาเอื้อมมือมาจับคางฉันให้หันไปสบตาตรง ๆ
"งานน่ะ... หนักแน่ครับพี่เคท"เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กัดติ่งหูฉันเบาๆ แล้วกระซิบ"...โดยเฉพาะกะดึกบนเตียง เตรียมใจไว้เลยว่าผมใช้พี่คุ้มแน่"ฉันขนลุกไปทั้งตัว แต่เอี้ยวตัว สองมือยกขึ้นคล้องคอเขาไว้ นิ้วสอดเข้าไปในผมตรงท้ายทอย ดึงให้เขาก้มลงมามองหน้าใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน"เด็กเวร... หน้าเลือดขนาดนี้ คิดจะใช้งานพี่ยันเช้า ต้องจ่ายโอทีด้วยนะ"ฉันยิ้มมุมปาก จงใจยั่วกลับสายตาเขาเปลี่ยนเป็นดุขึ้นทันที เขาเลื่อนมือลงมาบีบสะโพกฉันแน่น รั้งตัวฉันให้แนบชิดกับเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง"ใครบอกว่าพี่เป็นคนทำงาน..." เสียงเขาแหบลง กัดฟันพูดเหมือนพยายามข่มอารมณ์"ตลอดทั้งคืนผมจะจัดการเองหมด... พี่มีหน้าที่แค่นอนครางรับเงินเดือนไปก็พอ"พูดยังไม่ทันขาดคำ ปราณก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้เถียง เขากดจูบลงมาทันที จูบหนักๆ แบบเอาแต่ใจ จนความเย็นของลมรอบตัวทำอะไรไม่ได้อีก….สนามบินสุวรรณภูมิตอนนี้คนเยอะมาก ปราณชะงักฝีเท้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาคนที่ปั่นป่วนชีวิตเราไม่เลิก"เออ พี่เป้..." เสียงเขานิ่งมาก แต่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกทีปลายสายน่าจะเงียบ หรือไม่ก็เตรียมตั้งรับ เพราะหลังจากเรื่องวันนั้น พี่สาวเขาคง
"คุณปราณไม่ได้มาวุ่นวายครับ... เขาคือตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวของกองทุนเราในดีลนี้"มิสเตอร์แอนเดอร์สันพูดแทรกขึ้นมาทั้งห้องเงียบกริบขึ้นมาทันทีภัทรหน้าซีดเผือด เขามองสลับไปมาระหว่างตัวแทนกองทุนกับเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่เขาเคยมองข้ามมาตลอดปราณไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเบาๆ ขยับตัวนั่งหลังตรง ประสานมือไว้บนโต๊ะ สายตามองหน้าพี่เขยที่กำลังเหวออย่างใจเย็น"พี่คิดว่าบอร์ดที่อเมริกาจะยอมปล่อยเงินร้อยล้านให้โปรเจกต์พี่ง่ายๆ โดยไม่มีคนการันตีเหรอครับ?" เสียงของปราณนิ่งมาก ไม่ได้เยาะเย้ย แต่กดดันจนอีกฝ่ายแทบพูดไม่ออก"เงินลงทุนก้อนนี้... มันเป็นกองทุนส่วนตัวในชื่อผม"ภัทรยืนนิ่งไปเลย เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา หายใจติดขัดเหมือนคนพูดอะไรไม่ออก"เป็นไปไม่ได้... ทำไมฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้" ภัทรเค้นเสียงออกมาปราณกระตุกยิ้มมุมปากนิดเดียว สายตาเรียบเฉยจนดูเย็นชา"พี่ก็ลองกลับไปถามเมียพี่ดูสิครับ..."เขาเว้นจังหวะ แล้วเลื่อนสายตามามองฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังภัทรแวบหนึ่ง ปราณเคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสาร หันไปพยักหน้าให้คุณแอนเดอร์สันนิดเดียว"คุณแอนเดอร์สันกับผมดูตัวเลขทั้งหมดแล้วครั
"พอเถอะปราณ..." ฉันตัดบทหน้านิ่ง "ที่ผ่านมาที่บอกว่าคบกัน... ลึก ๆ นายก็รู้ว่ามันแค่เซ็กส์แก้เหงา ไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ"ฉันยิ้มเยาะตัวเอง นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้"แค่ความอยากเอาชนะ แค่หลง หรือไม่ก็แค่ถูกใจเรื่องบนเตียงเท่านั้นแหละ... ตอนนี้นายเล่นพอแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ พี่จะทำงาน"ฉันหยุดพูด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น"การที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... ตอนแรกพี่คิดว่ามันคือกำไร เหมือนได้โชคสองชั้นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร... แต่รู้ไหมตอนนี้พี่รู้สึกยังไง?"ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา"มันกลายเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไปแล้วปราณ... การที่พี่ต้องมานั่งรอแชตที่นายไม่เคยส่งมา การที่พี่คิดถึงนายจนเสียงาน มันทำให้พี่คุมตัวเองไม่ได้เลย"ฉันลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงก้าว"ความสัมพันธ์บ้านี่มันกำลังทำให้ชีวิตพี่พัง... พี่ไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"ฉันเกลียดตัวเองในตอนนี้ที่สุด... เกลียดที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ชีวิตที่อุตส่าห์จัดระบบไว้ดี ๆ พังไม่เป็นท่า"พอเถอะปราณ... พี่ไม่เอาแล้ว" ฉันตัดบทแล้วหันหลังให้"ออกไปเหอะ กลับไปอยู่ในที่ของนาย แล้วปล่อยให้พี่กลับไปใช้ชีวิตคนเดียวแ
สุดท้าย... ฉันก็เลือกทางที่เซฟที่สุดเรื่องเงินกับหน้าที่การงาน ฉันตัดสินใจตอบตกลงย้ายตามบอสไปเป็นเลขาฯ ที่บริษัทพ่อปูเป้คนอย่างเคทไม่เคยรอโชคชะตา และไม่เสียเวลามานั่งร้องไห้ให้สิ่งที่เสียไปแล้ว ในเมื่อความรักเป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ฉันก็แค่ตัดทิ้ง ฉันเริ่มจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ลบแอปที่เคยใช้คุย ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่จะทำให้ฟุ้งซ่านจนเสียงานการไม่เอาความรู้สึกมาปน คือวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดวันแรกของการทำงานในตึกใหม่ที่ใหญ่และหรูหรากว่าเดิม ฉันใส่สูทสีเข้มเรียบกริบ แต่งหน้าจัดเต็มจนดูนิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่พอเปิดประตูเข้าไปในที่ทำงานใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออกบอสในฐานะซีอีโอคนใหม่เริ่มใช้งานฉันหนักกว่าเดิม เขาเรียกใช้ฉันแทบทุกสิบนาทีเพื่อโชว์คนอื่นในบอร์ด ส่วนปูเป้ก็ขยันเดินมาที่โต๊ะฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คอยสั่งงานจุกจิกที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ทั้งหมดก็แค่ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ของเธอ"คุณเคทคะ ช่วยสรุปยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเป้ให้หน่อยนะคะ พอดีเป้ยุ่งมาก"ปูเป้วางกองบิลลงบนโต๊ะฉัน แล้วยิ้มเยาะ"อ้อ ลืมไป ที่นี่เราทำงานกันแบบ
หนึ่งเดือนเต็มที่เขาหายไปอยู่อีกซีกโลก...เวลาที่ต่างกันสิบกว่าชั่วโมงทำให้เราคุยกันแค่วันละไม่กี่ประโยค ฉันตัดความฟุ้งซ่านด้วยการทำงานลากยาวจนดึกทุกวัน พยายามบอกตัวเองว่ากลับมานิ่งได้เหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ลึก ๆ ยังรู้สึกโหวงจนน่าหงุดหงิด"สวัสดีค่ะคุณเคท"เสียงของปูเป้ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอควงแขนภัทรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ท้องเธอเริ่มโตขึ้นชัดเจน นิ้วนางข้างซ้ายใส่แหวนเพชรเม็ดโตจนสะดุดตาฉันลุกขึ้นยืนตามหน้าที่ ยื่นแฟ้มรายงานให้ภัทร"เอกสารสรุปยอดไตรมาสนี้ค่ะบอส ส่วนฝ่ายบัญชีฝากถามเรื่องกำหนดการเซ็นอนุมัติงบก่อนบอสจะลงไปดูไซต์งานสัปดาห์หน้า"ยังไม่ทันที่ภัทรจะรับ ปูเป้ก็ยื่นมือมาดึงแฟ้มไปตัดหน้า เธอเปิดดูผ่าน ๆ ก่อนจะเหลือบมองฉันแล้วยิ้มมุมปาก"งานเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะคะคุณเคท... ถึงว่า พี่ภัทรถึงอยากหนีบคุณเคทตามไปอยู่ด้วยที่บริษัทคุณพ่อ"ฉันชะงัก หันไปมองหน้าภัทรทันที เขาดูเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"เป้... พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้พี่จะคุยกับเคทเอง" ภัทรตัดบท ดึงแฟ้มกลับมาถือไว้ "เป้ไปรอที่รถก่อนเถอะ"ปูเป้ไม่สนใจ เธอยกมือลูบท้องตัวเอง มองฉันด้วยสายตาดูถูก"คนตัวคนเดียวอย่างคุณเคท วิ
จังหวะนั้นเอง ภัทรกับปูเป้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ภัทรดูเครียดจัด ส่วนปูเป้ยังคงพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นปราณไม่ยอมปล่อยมือฉัน เขาวางแก้วไวน์ลงโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีแบบไม่ไว้หน้าใคร"อ้าว จะไปไหน" ปูเป้ถามขึ้นมา ปราณเหลือบมองพี่สาว ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภัทรตรง ๆ สายตาคู่นั้นดูเอาเรื่องแบบไม่มีเกรงใจ"ไม่อยู่แล้วครับ... แถวนี้กลิ่นไม่ค่อยดี"เขายิ้มมุมปาก มองภัทรตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก"กลิ่นพวกคนขี้แพ้ที่ชอบใช้กำลังลับหลัง..."ภัทรหน้าตึงขึ้นทันที กำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้ปราณไม่รอให้ใครพูดต่อ เขากุมมือฉันไว้แน่น ดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนข้างเขา"กลับเถอะเคท... อยู่นานกว่านี้เดี๋ยวมีเรื่อง"หลังคืนที่มีเรื่องกันหน้าห้องน้ำ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบ ต่างคนต่างอยู่เหมือนพักรบชั่วคราว แต่ฉันไม่ได้ชะล่าใจ พร้อมรับมือตลอดเวลาตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่เชียงใหม่ ปราณดูแลฉันดีมาก เขาบินมาหาฉันทุกครั้งที่ว่างจากตรวจงานที่โรงงานหรือเข้าประชุมที่กรุงเทพฯความอบอุ่น เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีจนน่ากลัว และการตามใจแบบกวน ๆ ของเขา ค่อย ๆ พังกำแพงที่ฉันตั้งไว้ทีละนิด... และมันเริ่มส่งผลกับสิ่งที่ฉันมั่นใจท







