LOGINเสียงนาฬิกาปลุกดังตอนเจ็ดโมงเช้า ฉันตื่นขึ้นมาในคอนโดติดบีทีเอสย่านสุขุมวิท เวลางานฉันคือเลขาของผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทส่งออกฝ้ายรายใหญ่ เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็ม มั่นใจ เนี้ยบจนไม่มีใครกล้าบ่น ฉันทำงานเต็มที่จนบอสไว้ใจให้เป็นมือขวา
พอเลิกงาน ฉันคือสายปาร์ตี้ตัวจริง ร้านไหนเด็ด เพลงไหนดี เคทคนนี้ไม่เคยพลาด แสงสีกับความวุ่นวายของกรุงเทพฯ นี่แหละที่ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวาที่สุด แต่เช้านี้ ความเป็นจริงกลับมากองอยู่ตรงหน้าตั้งแต่เริ่มวัน
"พี่เคท ช่วยเซ็นเอกสารแทนบอสหน่อยค่ะ ตรงนี้... แล้วก็ตรงนี้" เสียงน้องแผนกบัญชีเรียกสติฉัน พร้อมกับวางแฟ้มกองโตลงบนโต๊ะ
"เอ่อ... มีจดหมายของบอสด้วยค่ะ"
ฉันหยิบมาเปิดดูทีละซอง
"คุณวรภัทร... คุณวรภัทร... อันนี้ไม่ใช่ค่ะ"
ฉันยื่นซองที่ไม่ใช่ส่งคืนไป ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วถอนหายใจยาว
สี่เดือนแล้วที่บอสไปอยู่เชียงใหม่... เคทคนนี้แทบไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย งานรุมจนแทบไม่มีเวลาหายใจ อยู่ดี ๆ เสียงคนเดินเข้ามาทำให้ฉันต้องหันไปมอง แล้วก็ต้องอึ้ง
"บอส!"
เขาโผล่มากรุงเทพฯ แบบไม่บอกล่วงหน้า บอสเดินเข้าห้องทำงานไปเร็วมาก ก่อนจะปิดประตูดังปัง ผ่านไปไม่กี่วิ โทรศัพท์ที่โต๊ะฉันก็ดังขึ้น
"คุณเคท เข้ามาในห้องหน่อยครับ"
ฉันเดินเข้าไปแบบใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
"นั่งก่อนครับ"
เขายื่นซองการ์ดสีน้ำเงินเข้มที่มีตัวอักษรสีเงินปั๊มชื่อฉันมาตรงหน้า ฉันรีบเปิดดูทันที... จังหวะนั้นแทบหยุดหายใจ
"บอส... นี่อะไรคะ?" ฉันถามออกไปทันที
"ปาลิดา... นี่มันปูเป้ไม่ใช่เหรอ?"
บอสนิ่งไป สีหน้าดูแย่แบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน เขาหลับตาลงแปบหนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว
"ปูเป้ท้อง"
"บอส!"
ฉันเผลออุทานออกมาจนต้องรีบเอามือปิดปาก ช็อกจนใจเต้นรัว บอสเนี่ยนะ ผู้ชายที่ทั้งระวังตัวและบ้างานขนาดนั้น จะพลาดทำลูกสาวคนเดียวของเสี่ยไกรสร เจ้าของโรงงานฝ้ายคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเราท้อง
ย้อนกลับไปตอนอยู่อเมริกา ฉันกับนิสาเป็นคู่หูสายปาร์ตี้ คืนหนึ่งนิสาพาเพื่อนคนไทยมาแนะนำให้รู้จัก... ก็คือปูเป้คนนี้นี่แหละ
ผู้หญิงคนนั้นสวย ตัวเล็ก ผิวสีน้ำผึ้ง ใส่แบรนด์เนมตั้งแต่หัวจดเท้า แต่สิ่งที่ทำให้ฉันไม่ชอบขี้หน้าคือความแอ๊บแบ๊ว ตีหน้าซื่อ ทำเสียงสองเสียงสาม แต่ลับหลังแอบแย่งผู้ชายคนอื่นไปทั่ว
แล้วโลกก็กลมจนน่าหงุดหงิด... ในงานเลี้ยงบริษัทเมื่อปีที่แล้ว ฉันเจอเธออีกครั้งในฐานะลูกสาวเสี่ยไกรสร วันนั้นแหละที่เธอเริ่มอ่อยบอสของฉันแบบออกนอกหน้า
ฉันละสายตาจากการ์ดแต่งงานสีน้ำเงินในมือ เงยหน้ามองผู้ชายตรงหน้า
"ล้อเล่นเหรอคะ?"
"เปล่า" ภัทรทิ้งตัวพิงเก้าอี้
"หมอบอกได้สามสัปดาห์แล้ว"
ฉันโยนการ์ดลงบนโต๊ะเสียงดัง
"สี่เดือนที่เชียงใหม่ บอสไปทำยังไงให้ยัยนั่นท้องได้?"
"คืนวันเลี้ยงฉลองสัญญา" ภัทรหน้าเครียด
"ผมดื่มไปแก้วเดียว แล้วจำอะไรไม่ได้เลย ตื่นมาอีกทีก็อยู่บนเตียงกับเขา"
"แล้วไม่ป้องกัน?"
"ผมป้องกันทุกครั้ง... แต่คืนนั้นผมจำเหี้ยอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ! เช้าวันนั้นเสี่ยก็เดินเข้ามาเห็นพอดี"
ฉันกอดอก มองหน้าเขานิ่งๆ
"โดนวางยาแล้วล่ะ"
ภัทรชะงัก เงยหน้าสบตาฉัน
"คุณหมายความว่าไง?"
"ปูเป้เป็นแบบนี้ตั้งแต่ตอนอยู่อเมริกาแล้วค่ะ... ยิ่งยาก ยิ่งอยากเอาชนะ"
"แล้วไง? ผู้ชายมีตั้งเยอะ จะมาเสียเวลากับผมทำไม"
"ก็เพราะคนอื่นเขายอมตามใจหมด แต่บอสกลับไม่สนใจไงคะ... ปูเป้ไม่ได้อยากเป็นแค่คู่นอน แต่อยากได้บอสเป็นผัว อยากเอาชนะบอสให้ได้"
ภัทรทุบโต๊ะทำงานเต็มแรง กัดฟันแน่นอย่างหัวเสีย ฉันกอดอก ขยับเข้าไปยืนพิงโต๊ะเขา
"เป็นไงล่ะ... ถ้าเลือกเคทตั้งแต่แรกก็ไม่จบแบบนี้หรอก เคทแฟร์จะตาย ไม่ตามหึง ไม่ตามหวง ไม่เคยทวงสถานะด้วยซ้ำ"
ภัทรเงยหน้าขึ้นมองฉัน สายตาดูเหนื่อยและหงุดหงิดเต็มที
"เคท... อย่าเพิ่งมากวนตอนนี้ได้ไหม" เขาถอนหายใจยาว
"แล้วจะให้ผมทำยังไง? ตรวจดีเอ็นเอตอนนี้ก็ยังไม่ได้ พ่อสั่งให้แต่งเดือนหน้าแล้ว"
ฉันขยับเข้าไปใกล้โต๊ะเขาอีกนิด
"เด็กอาจจะไม่ใช่ลูกบอสด้วยซ้ำ"
ภัทรชะงัก หายใจเริ่มติดขัด
"คืนนั้นบอสจำอะไรไม่ได้เลย แล้วปูเป้ตอนอยู่อเมริกาก็เปลี่ยนคนคุยแทบทุกอาทิตย์... ถ้าเกิดท้องกับคนอื่นขึ้นมา แล้วมาจับบอสล่ะคะ?"
"ผมไม่มีหลักฐาน..."
"เคทหาให้ได้ เรื่องของปูเป้ตอนอยู่นู่น เคทรู้หมดว่าต้องไปตามจากไหน ถ้าไม่อยากยอมให้เขาจูงจมูกไปทั้งชีวิต บอสต้องฟังเคท"
ภัทรจ้องหน้าฉันนิ่ง สายตาที่เคยมั่นใจ ตอนนี้มีทั้งความหวังและความระแวงปนกัน
"เคท... คุณต้องการอะไร?"
ฉันยิ้มมุมปาก นิ่งไปนิดหนึ่งก่อนตอบ
"เคทแค่ไม่ชอบเห็นของดี ๆ... โดนแย่งไปต่อหน้าต่อตาค่ะ"
"งานน่ะ... หนักแน่ครับพี่เคท"เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กัดติ่งหูฉันเบาๆ แล้วกระซิบ"...โดยเฉพาะกะดึกบนเตียง เตรียมใจไว้เลยว่าผมใช้พี่คุ้มแน่"ฉันขนลุกไปทั้งตัว แต่เอี้ยวตัว สองมือยกขึ้นคล้องคอเขาไว้ นิ้วสอดเข้าไปในผมตรงท้ายทอย ดึงให้เขาก้มลงมามองหน้าใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน"เด็กเวร... หน้าเลือดขนาดนี้ คิดจะใช้งานพี่ยันเช้า ต้องจ่ายโอทีด้วยนะ"ฉันยิ้มมุมปาก จงใจยั่วกลับสายตาเขาเปลี่ยนเป็นดุขึ้นทันที เขาเลื่อนมือลงมาบีบสะโพกฉันแน่น รั้งตัวฉันให้แนบชิดกับเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง"ใครบอกว่าพี่เป็นคนทำงาน..." เสียงเขาแหบลง กัดฟันพูดเหมือนพยายามข่มอารมณ์"ตลอดทั้งคืนผมจะจัดการเองหมด... พี่มีหน้าที่แค่นอนครางรับเงินเดือนไปก็พอ"พูดยังไม่ทันขาดคำ ปราณก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้เถียง เขากดจูบลงมาทันที จูบหนักๆ แบบเอาแต่ใจ จนความเย็นของลมรอบตัวทำอะไรไม่ได้อีก….สนามบินสุวรรณภูมิตอนนี้คนเยอะมาก ปราณชะงักฝีเท้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาคนที่ปั่นป่วนชีวิตเราไม่เลิก"เออ พี่เป้..." เสียงเขานิ่งมาก แต่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกทีปลายสายน่าจะเงียบ หรือไม่ก็เตรียมตั้งรับ เพราะหลังจากเรื่องวันนั้น พี่สาวเขาคง
"คุณปราณไม่ได้มาวุ่นวายครับ... เขาคือตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวของกองทุนเราในดีลนี้"มิสเตอร์แอนเดอร์สันพูดแทรกขึ้นมาทั้งห้องเงียบกริบขึ้นมาทันทีภัทรหน้าซีดเผือด เขามองสลับไปมาระหว่างตัวแทนกองทุนกับเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่เขาเคยมองข้ามมาตลอดปราณไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเบาๆ ขยับตัวนั่งหลังตรง ประสานมือไว้บนโต๊ะ สายตามองหน้าพี่เขยที่กำลังเหวออย่างใจเย็น"พี่คิดว่าบอร์ดที่อเมริกาจะยอมปล่อยเงินร้อยล้านให้โปรเจกต์พี่ง่ายๆ โดยไม่มีคนการันตีเหรอครับ?" เสียงของปราณนิ่งมาก ไม่ได้เยาะเย้ย แต่กดดันจนอีกฝ่ายแทบพูดไม่ออก"เงินลงทุนก้อนนี้... มันเป็นกองทุนส่วนตัวในชื่อผม"ภัทรยืนนิ่งไปเลย เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา หายใจติดขัดเหมือนคนพูดอะไรไม่ออก"เป็นไปไม่ได้... ทำไมฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้" ภัทรเค้นเสียงออกมาปราณกระตุกยิ้มมุมปากนิดเดียว สายตาเรียบเฉยจนดูเย็นชา"พี่ก็ลองกลับไปถามเมียพี่ดูสิครับ..."เขาเว้นจังหวะ แล้วเลื่อนสายตามามองฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังภัทรแวบหนึ่ง ปราณเคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสาร หันไปพยักหน้าให้คุณแอนเดอร์สันนิดเดียว"คุณแอนเดอร์สันกับผมดูตัวเลขทั้งหมดแล้วครั
"พอเถอะปราณ..." ฉันตัดบทหน้านิ่ง "ที่ผ่านมาที่บอกว่าคบกัน... ลึก ๆ นายก็รู้ว่ามันแค่เซ็กส์แก้เหงา ไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ"ฉันยิ้มเยาะตัวเอง นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้"แค่ความอยากเอาชนะ แค่หลง หรือไม่ก็แค่ถูกใจเรื่องบนเตียงเท่านั้นแหละ... ตอนนี้นายเล่นพอแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ พี่จะทำงาน"ฉันหยุดพูด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น"การที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... ตอนแรกพี่คิดว่ามันคือกำไร เหมือนได้โชคสองชั้นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร... แต่รู้ไหมตอนนี้พี่รู้สึกยังไง?"ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา"มันกลายเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไปแล้วปราณ... การที่พี่ต้องมานั่งรอแชตที่นายไม่เคยส่งมา การที่พี่คิดถึงนายจนเสียงาน มันทำให้พี่คุมตัวเองไม่ได้เลย"ฉันลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงก้าว"ความสัมพันธ์บ้านี่มันกำลังทำให้ชีวิตพี่พัง... พี่ไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"ฉันเกลียดตัวเองในตอนนี้ที่สุด... เกลียดที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ชีวิตที่อุตส่าห์จัดระบบไว้ดี ๆ พังไม่เป็นท่า"พอเถอะปราณ... พี่ไม่เอาแล้ว" ฉันตัดบทแล้วหันหลังให้"ออกไปเหอะ กลับไปอยู่ในที่ของนาย แล้วปล่อยให้พี่กลับไปใช้ชีวิตคนเดียวแ
สุดท้าย... ฉันก็เลือกทางที่เซฟที่สุดเรื่องเงินกับหน้าที่การงาน ฉันตัดสินใจตอบตกลงย้ายตามบอสไปเป็นเลขาฯ ที่บริษัทพ่อปูเป้คนอย่างเคทไม่เคยรอโชคชะตา และไม่เสียเวลามานั่งร้องไห้ให้สิ่งที่เสียไปแล้ว ในเมื่อความรักเป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ฉันก็แค่ตัดทิ้ง ฉันเริ่มจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ลบแอปที่เคยใช้คุย ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่จะทำให้ฟุ้งซ่านจนเสียงานการไม่เอาความรู้สึกมาปน คือวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดวันแรกของการทำงานในตึกใหม่ที่ใหญ่และหรูหรากว่าเดิม ฉันใส่สูทสีเข้มเรียบกริบ แต่งหน้าจัดเต็มจนดูนิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่พอเปิดประตูเข้าไปในที่ทำงานใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออกบอสในฐานะซีอีโอคนใหม่เริ่มใช้งานฉันหนักกว่าเดิม เขาเรียกใช้ฉันแทบทุกสิบนาทีเพื่อโชว์คนอื่นในบอร์ด ส่วนปูเป้ก็ขยันเดินมาที่โต๊ะฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คอยสั่งงานจุกจิกที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ทั้งหมดก็แค่ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ของเธอ"คุณเคทคะ ช่วยสรุปยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเป้ให้หน่อยนะคะ พอดีเป้ยุ่งมาก"ปูเป้วางกองบิลลงบนโต๊ะฉัน แล้วยิ้มเยาะ"อ้อ ลืมไป ที่นี่เราทำงานกันแบบ
หนึ่งเดือนเต็มที่เขาหายไปอยู่อีกซีกโลก...เวลาที่ต่างกันสิบกว่าชั่วโมงทำให้เราคุยกันแค่วันละไม่กี่ประโยค ฉันตัดความฟุ้งซ่านด้วยการทำงานลากยาวจนดึกทุกวัน พยายามบอกตัวเองว่ากลับมานิ่งได้เหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ลึก ๆ ยังรู้สึกโหวงจนน่าหงุดหงิด"สวัสดีค่ะคุณเคท"เสียงของปูเป้ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอควงแขนภัทรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ท้องเธอเริ่มโตขึ้นชัดเจน นิ้วนางข้างซ้ายใส่แหวนเพชรเม็ดโตจนสะดุดตาฉันลุกขึ้นยืนตามหน้าที่ ยื่นแฟ้มรายงานให้ภัทร"เอกสารสรุปยอดไตรมาสนี้ค่ะบอส ส่วนฝ่ายบัญชีฝากถามเรื่องกำหนดการเซ็นอนุมัติงบก่อนบอสจะลงไปดูไซต์งานสัปดาห์หน้า"ยังไม่ทันที่ภัทรจะรับ ปูเป้ก็ยื่นมือมาดึงแฟ้มไปตัดหน้า เธอเปิดดูผ่าน ๆ ก่อนจะเหลือบมองฉันแล้วยิ้มมุมปาก"งานเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะคะคุณเคท... ถึงว่า พี่ภัทรถึงอยากหนีบคุณเคทตามไปอยู่ด้วยที่บริษัทคุณพ่อ"ฉันชะงัก หันไปมองหน้าภัทรทันที เขาดูเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"เป้... พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้พี่จะคุยกับเคทเอง" ภัทรตัดบท ดึงแฟ้มกลับมาถือไว้ "เป้ไปรอที่รถก่อนเถอะ"ปูเป้ไม่สนใจ เธอยกมือลูบท้องตัวเอง มองฉันด้วยสายตาดูถูก"คนตัวคนเดียวอย่างคุณเคท วิ
จังหวะนั้นเอง ภัทรกับปูเป้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ภัทรดูเครียดจัด ส่วนปูเป้ยังคงพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นปราณไม่ยอมปล่อยมือฉัน เขาวางแก้วไวน์ลงโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีแบบไม่ไว้หน้าใคร"อ้าว จะไปไหน" ปูเป้ถามขึ้นมา ปราณเหลือบมองพี่สาว ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภัทรตรง ๆ สายตาคู่นั้นดูเอาเรื่องแบบไม่มีเกรงใจ"ไม่อยู่แล้วครับ... แถวนี้กลิ่นไม่ค่อยดี"เขายิ้มมุมปาก มองภัทรตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก"กลิ่นพวกคนขี้แพ้ที่ชอบใช้กำลังลับหลัง..."ภัทรหน้าตึงขึ้นทันที กำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้ปราณไม่รอให้ใครพูดต่อ เขากุมมือฉันไว้แน่น ดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนข้างเขา"กลับเถอะเคท... อยู่นานกว่านี้เดี๋ยวมีเรื่อง"หลังคืนที่มีเรื่องกันหน้าห้องน้ำ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบ ต่างคนต่างอยู่เหมือนพักรบชั่วคราว แต่ฉันไม่ได้ชะล่าใจ พร้อมรับมือตลอดเวลาตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่เชียงใหม่ ปราณดูแลฉันดีมาก เขาบินมาหาฉันทุกครั้งที่ว่างจากตรวจงานที่โรงงานหรือเข้าประชุมที่กรุงเทพฯความอบอุ่น เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีจนน่ากลัว และการตามใจแบบกวน ๆ ของเขา ค่อย ๆ พังกำแพงที่ฉันตั้งไว้ทีละนิด... และมันเริ่มส่งผลกับสิ่งที่ฉันมั่นใจท







