LOGIN
"อืม..."
จูบแบบนี้แหละที่อยากได้ เราแลกลิ้นกันจนเริ่มหายใจไม่ทัน มือเขาเลื่อนขึ้นมาจับหน้าอกฉันไว้ ร่างกายฉันสั่นไปหมด
นิ้วเขาเกี่ยวสายเดี่ยวให้หลุดจากไหล่ ก่อนจะละริมฝีปากลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอ ลมหายใจร้อน ๆ ที่รดลงมาทำให้ฉันขนลุกไปทั้งตัว
ฉันเกาะไหล่เขาแน่น ปลายเล็บจิกผ่านเสื้อเชิ้ต พลางแอ่นตัวรับมือเขาที่เริ่มขยำแรงขึ้นจนแทบหายใจไม่ทัน
หัวใจฉันเต้นแรงตอนที่มือเขาเลื่อนต่ำลง สอดผ่านชายกระโปรงขึ้นมาตามต้นขาด้านใน ปลายนิ้วลากผ่านผิวช้า แล้วล้วงลึกเข้าไปเรื่อย ๆ
"อืม..." เขาครางออกมาในลำคอ
ความรู้สึกวูบวาบทำให้ฉันเริ่มคุมตัวเองไม่อยู่ เผลอเรียกชื่อเขาเสียงสั่น
"...พี่ภัทร..."
วินาทีนั้นเอง มือเขาก็ชะงักไป ทุกอย่างหยุดลงดื้อ ๆ ฉันลืมตามองคนที่ผละตัวออกไปอย่างไม่เข้าใจ
"บอส... เป็นอะไรคะ?"
เขามองหน้าฉัน สายตายังเห็นชัดว่าต้องการ แต่กลับเลือกที่จะถอยหลังออกไป ลมหายใจเขายังหอบตอนที่พูดออกมา
"เคท... ผมไม่อยากให้เรื่องของเรามาพังงานนี้"
น้ำเสียงสุภาพ นิ่งสนิท แต่ตัดบทได้เจ็บที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา….
เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะ ดึงสติฉันกลับมาที่ปัจจุบัน
"ค่ะ บอส"
ฉันตอบรับด้วยน้ำเสียงปกติ รีบเดินไปบอกแม่บ้านให้เตรียมกาแฟกับห้องประชุม แล้วแวะเข้าห้องน้ำหยิบลิปสติกขึ้นมาทาปากใหม่ จัดเสื้อในดันทรงให้เห็นร่องอกชัดขึ้น ใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ตั้งใจปลดกระดุมบนไว้
ฉันรู้ว่าเขากลัวอะไร... แต่ฉันก็อยากลองทลายกำแพงนั้นดูสักครั้ง
ไม่นาน เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นก็ดังใกล้เข้ามา เขายังดูดีเหมือนเดิม เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นจนเห็นท่อนแขนขาวสะอาด ผมสีดำปรกหน้าผากนิดหน่อย บวกกับกลิ่นน้ำหอมประจำตัวที่ลอยมาแตะจมูก... เห็นแล้วอยากเดินเข้าไปกอดอกแน่น ๆ
"สวัสดีค่ะบอส ห้องประชุมพร้อมแล้วค่ะ"
ประชุมลากยาวไปสองชั่วโมง บอสเดินออกมาด้วยสีหน้าเครียดชัดเจน เขาเรียกฉันเข้าไปในห้องทำงานทันที
"บอสมีอะไรหรือเปล่าคะ?"
การทำงานด้วยกันมาสี่ปี ทำให้ฉันดูออกทันทีว่าเขากำลังเครียดแค่ไหน
"เหนื่อยมากเลยคุณเคท... งานที่เชียงใหม่ไม่จบสักที ผมคงต้องย้ายไปดูที่นั่นสักพัก"
เขาถอนหายใจยาว พลางคลายเนกไทให้หลวมแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า
"แล้วที่นี่ล่ะคะ?"
ฉันถาม พลางเดินเข้าไปใกล้โต๊ะเพื่อวางแฟ้มสรุปการประชุม จังหวะที่ก้มตัวลง สาบเสื้อเชิ้ตที่ตั้งใจปลดกระดุมบนไว้ก็แหวกกว้างขึ้น
สายตาเขาเลื่อนลงมาทันที
เขามองค้างอยู่ที่ร่องอกใต้เสื้อในลูกไม้ นานจนฉันทันเห็นว่าเขากลืนน้ำลาย ก่อนจะรีบกะพริบตาแล้วแกล้งก้มลงมองแฟ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ผมจะให้คุณดูแทนทั้งหมด"
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูขัดจังหวะขึ้นมาก่อน ฝ่ายบุคคลพาเด็กจบใหม่หน้าตาน่ารักเข้ามาแนะนำตัว
"นี่น้องแจงค่ะ รีเซปชันคนใหม่"
พอทักทายกันเสร็จสองคนนั้นก็ออกไป ทันทีที่ประตูปิดลง ฉันก็อดแซวไม่ได้
"แหม... เมื่อกี้ยังทำหน้าเครียดอยู่เลย พอเห็นเด็กใหม่เข้ามานี่มองตาค้างเลยนะคะ... หึงนะเนี่ย"
"คุณเคทครับ... แค่คุณยืนอยู่ตรงนี้ ผมก็มองใครไม่ไหวแล้ว"
ฉันเลิกคิ้ว ยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน
แทนที่จะเดินกลับไปทำงาน ฉันโน้มตัวไปข้างหน้า ตั้งใจให้คอเสื้อเชิ้ตที่ปลดกระดุมไว้แหวกกว้างขึ้นจนเห็นร่องอกชัดตามจังหวะหายใจ
"ปากหวานแต่การกระทำสวนทางตลอดเลยนะคะบอส..." ฉันกดเสียงลงต่ำ จ้องตาเขาตรง ๆ
"มองไม่ไหว... หรือมองแล้วไม่กล้าแตะกันแน่?"
บอสชะงัก สายตาเขาเลื่อนลงมองหน้าอกฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะฝืนดึงสายตากลับขึ้นมาสบตาเหมือนเดิม สองมือที่วางบนโต๊ะเผลอกำแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดขึ้นมา
"เคท..." ภัทรเรียกชื่อฉัน เสียงเขาแหบลง หายใจเริ่มหนักขึ้น
"อย่าแกล้งกันในห้องทำงาน"
"ใครบอกว่าเคทแกล้งล่ะคะ?"
ฉันเอียงคอ ขยับเข้าไปใกล้อีกจนได้กลิ่นน้ำหอมของเขาชัดเจน
"เคทพูดจริงทุกคำ... ฉลาดแบบบอส จะมามัวนั่งเกร็งกลืนน้ำลายทำไม เสียเวลาเปล่า ๆ"
สายตาฉันเลื่อนลงไปมองปากเขา จงใจให้นึกถึงเรื่องที่เราเคยจูบกัน
"หรือบอสกลัวว่า... ถ้าแตะเคทจริง ๆ แล้วจะหยุดไม่ได้คะ?"
เขายกมือปลดกระดุมคอเสื้อตัวเองออกเม็ดหนึ่งเหมือนเริ่มอึดอัด แววตาที่เคยนิ่งเริ่มคุมไม่อยู่ สายตาที่มองมาตอนนี้นิ่งจัด... จ้องเหมือนจะกินฉันเข้าไปทั้งตัว
"ถ้าผมหมดความอดทนขึ้นมาจริง ๆ ... รอบนี้ไม่หยุดเหมือนวันนั้นแน่"
ฉันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากตัวเขา หัวใจเต้นแรงจนขนลุกไปหมด เขากำลังจะคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว
แต่ไม่ใช่ตอนนี้...
ในเมื่อปั่นประสาทให้เขาอยากได้สำเร็จ ฉันก็ต้องเป็นคนตัดบทเอง
ฉันยืดตัวขึ้นมา ดึงปกเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่ แล้วปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
"งั้นก็เก็บความอดทนไว้เถอะค่ะบอส... เอาไว้ใช้ตอนอยู่เชียงใหม่คนเดียวแล้วกัน"
ฉันหันหลังเดินตรงไปที่ประตู
"เคท เดี๋ยว..." เสียงเขารั้งไว้จากข้างหลัง แต่ฉันไม่คิดจะหันกลับไปมอง
มือฉันแตะที่ลูกบิดประตู ก่อนจะเอี้ยวตัวกลับไปมองเขาแวบหนึ่ง
"เที่ยงนี้บอสมีกินข้าวกับบอร์ดบริหารนะคะ อย่าลืมติดกระดุมเสื้อให้เรียบร้อยด้วยล่ะ... เคทขอตัวไปทำงานก่อนค่ะ"
ฉันเปิดประตูเดินออกมา ปิดประตูกระจกลงเบา ๆ ทิ้งให้เขานั่งอารมณ์ค้างอยู่ข้างในนั้นคนเดียว
"งานน่ะ... หนักแน่ครับพี่เคท"เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กัดติ่งหูฉันเบาๆ แล้วกระซิบ"...โดยเฉพาะกะดึกบนเตียง เตรียมใจไว้เลยว่าผมใช้พี่คุ้มแน่"ฉันขนลุกไปทั้งตัว แต่เอี้ยวตัว สองมือยกขึ้นคล้องคอเขาไว้ นิ้วสอดเข้าไปในผมตรงท้ายทอย ดึงให้เขาก้มลงมามองหน้าใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน"เด็กเวร... หน้าเลือดขนาดนี้ คิดจะใช้งานพี่ยันเช้า ต้องจ่ายโอทีด้วยนะ"ฉันยิ้มมุมปาก จงใจยั่วกลับสายตาเขาเปลี่ยนเป็นดุขึ้นทันที เขาเลื่อนมือลงมาบีบสะโพกฉันแน่น รั้งตัวฉันให้แนบชิดกับเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง"ใครบอกว่าพี่เป็นคนทำงาน..." เสียงเขาแหบลง กัดฟันพูดเหมือนพยายามข่มอารมณ์"ตลอดทั้งคืนผมจะจัดการเองหมด... พี่มีหน้าที่แค่นอนครางรับเงินเดือนไปก็พอ"พูดยังไม่ทันขาดคำ ปราณก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้เถียง เขากดจูบลงมาทันที จูบหนักๆ แบบเอาแต่ใจ จนความเย็นของลมรอบตัวทำอะไรไม่ได้อีก….สนามบินสุวรรณภูมิตอนนี้คนเยอะมาก ปราณชะงักฝีเท้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาคนที่ปั่นป่วนชีวิตเราไม่เลิก"เออ พี่เป้..." เสียงเขานิ่งมาก แต่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกทีปลายสายน่าจะเงียบ หรือไม่ก็เตรียมตั้งรับ เพราะหลังจากเรื่องวันนั้น พี่สาวเขาคง
"คุณปราณไม่ได้มาวุ่นวายครับ... เขาคือตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวของกองทุนเราในดีลนี้"มิสเตอร์แอนเดอร์สันพูดแทรกขึ้นมาทั้งห้องเงียบกริบขึ้นมาทันทีภัทรหน้าซีดเผือด เขามองสลับไปมาระหว่างตัวแทนกองทุนกับเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่เขาเคยมองข้ามมาตลอดปราณไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเบาๆ ขยับตัวนั่งหลังตรง ประสานมือไว้บนโต๊ะ สายตามองหน้าพี่เขยที่กำลังเหวออย่างใจเย็น"พี่คิดว่าบอร์ดที่อเมริกาจะยอมปล่อยเงินร้อยล้านให้โปรเจกต์พี่ง่ายๆ โดยไม่มีคนการันตีเหรอครับ?" เสียงของปราณนิ่งมาก ไม่ได้เยาะเย้ย แต่กดดันจนอีกฝ่ายแทบพูดไม่ออก"เงินลงทุนก้อนนี้... มันเป็นกองทุนส่วนตัวในชื่อผม"ภัทรยืนนิ่งไปเลย เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา หายใจติดขัดเหมือนคนพูดอะไรไม่ออก"เป็นไปไม่ได้... ทำไมฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้" ภัทรเค้นเสียงออกมาปราณกระตุกยิ้มมุมปากนิดเดียว สายตาเรียบเฉยจนดูเย็นชา"พี่ก็ลองกลับไปถามเมียพี่ดูสิครับ..."เขาเว้นจังหวะ แล้วเลื่อนสายตามามองฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังภัทรแวบหนึ่ง ปราณเคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสาร หันไปพยักหน้าให้คุณแอนเดอร์สันนิดเดียว"คุณแอนเดอร์สันกับผมดูตัวเลขทั้งหมดแล้วครั
"พอเถอะปราณ..." ฉันตัดบทหน้านิ่ง "ที่ผ่านมาที่บอกว่าคบกัน... ลึก ๆ นายก็รู้ว่ามันแค่เซ็กส์แก้เหงา ไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ"ฉันยิ้มเยาะตัวเอง นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้"แค่ความอยากเอาชนะ แค่หลง หรือไม่ก็แค่ถูกใจเรื่องบนเตียงเท่านั้นแหละ... ตอนนี้นายเล่นพอแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ พี่จะทำงาน"ฉันหยุดพูด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น"การที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... ตอนแรกพี่คิดว่ามันคือกำไร เหมือนได้โชคสองชั้นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร... แต่รู้ไหมตอนนี้พี่รู้สึกยังไง?"ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา"มันกลายเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไปแล้วปราณ... การที่พี่ต้องมานั่งรอแชตที่นายไม่เคยส่งมา การที่พี่คิดถึงนายจนเสียงาน มันทำให้พี่คุมตัวเองไม่ได้เลย"ฉันลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงก้าว"ความสัมพันธ์บ้านี่มันกำลังทำให้ชีวิตพี่พัง... พี่ไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"ฉันเกลียดตัวเองในตอนนี้ที่สุด... เกลียดที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ชีวิตที่อุตส่าห์จัดระบบไว้ดี ๆ พังไม่เป็นท่า"พอเถอะปราณ... พี่ไม่เอาแล้ว" ฉันตัดบทแล้วหันหลังให้"ออกไปเหอะ กลับไปอยู่ในที่ของนาย แล้วปล่อยให้พี่กลับไปใช้ชีวิตคนเดียวแ
สุดท้าย... ฉันก็เลือกทางที่เซฟที่สุดเรื่องเงินกับหน้าที่การงาน ฉันตัดสินใจตอบตกลงย้ายตามบอสไปเป็นเลขาฯ ที่บริษัทพ่อปูเป้คนอย่างเคทไม่เคยรอโชคชะตา และไม่เสียเวลามานั่งร้องไห้ให้สิ่งที่เสียไปแล้ว ในเมื่อความรักเป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ฉันก็แค่ตัดทิ้ง ฉันเริ่มจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ลบแอปที่เคยใช้คุย ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่จะทำให้ฟุ้งซ่านจนเสียงานการไม่เอาความรู้สึกมาปน คือวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดวันแรกของการทำงานในตึกใหม่ที่ใหญ่และหรูหรากว่าเดิม ฉันใส่สูทสีเข้มเรียบกริบ แต่งหน้าจัดเต็มจนดูนิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่พอเปิดประตูเข้าไปในที่ทำงานใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออกบอสในฐานะซีอีโอคนใหม่เริ่มใช้งานฉันหนักกว่าเดิม เขาเรียกใช้ฉันแทบทุกสิบนาทีเพื่อโชว์คนอื่นในบอร์ด ส่วนปูเป้ก็ขยันเดินมาที่โต๊ะฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คอยสั่งงานจุกจิกที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ทั้งหมดก็แค่ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ของเธอ"คุณเคทคะ ช่วยสรุปยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเป้ให้หน่อยนะคะ พอดีเป้ยุ่งมาก"ปูเป้วางกองบิลลงบนโต๊ะฉัน แล้วยิ้มเยาะ"อ้อ ลืมไป ที่นี่เราทำงานกันแบบ
หนึ่งเดือนเต็มที่เขาหายไปอยู่อีกซีกโลก...เวลาที่ต่างกันสิบกว่าชั่วโมงทำให้เราคุยกันแค่วันละไม่กี่ประโยค ฉันตัดความฟุ้งซ่านด้วยการทำงานลากยาวจนดึกทุกวัน พยายามบอกตัวเองว่ากลับมานิ่งได้เหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ลึก ๆ ยังรู้สึกโหวงจนน่าหงุดหงิด"สวัสดีค่ะคุณเคท"เสียงของปูเป้ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอควงแขนภัทรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ท้องเธอเริ่มโตขึ้นชัดเจน นิ้วนางข้างซ้ายใส่แหวนเพชรเม็ดโตจนสะดุดตาฉันลุกขึ้นยืนตามหน้าที่ ยื่นแฟ้มรายงานให้ภัทร"เอกสารสรุปยอดไตรมาสนี้ค่ะบอส ส่วนฝ่ายบัญชีฝากถามเรื่องกำหนดการเซ็นอนุมัติงบก่อนบอสจะลงไปดูไซต์งานสัปดาห์หน้า"ยังไม่ทันที่ภัทรจะรับ ปูเป้ก็ยื่นมือมาดึงแฟ้มไปตัดหน้า เธอเปิดดูผ่าน ๆ ก่อนจะเหลือบมองฉันแล้วยิ้มมุมปาก"งานเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะคะคุณเคท... ถึงว่า พี่ภัทรถึงอยากหนีบคุณเคทตามไปอยู่ด้วยที่บริษัทคุณพ่อ"ฉันชะงัก หันไปมองหน้าภัทรทันที เขาดูเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"เป้... พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้พี่จะคุยกับเคทเอง" ภัทรตัดบท ดึงแฟ้มกลับมาถือไว้ "เป้ไปรอที่รถก่อนเถอะ"ปูเป้ไม่สนใจ เธอยกมือลูบท้องตัวเอง มองฉันด้วยสายตาดูถูก"คนตัวคนเดียวอย่างคุณเคท วิ
จังหวะนั้นเอง ภัทรกับปูเป้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ภัทรดูเครียดจัด ส่วนปูเป้ยังคงพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นปราณไม่ยอมปล่อยมือฉัน เขาวางแก้วไวน์ลงโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีแบบไม่ไว้หน้าใคร"อ้าว จะไปไหน" ปูเป้ถามขึ้นมา ปราณเหลือบมองพี่สาว ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภัทรตรง ๆ สายตาคู่นั้นดูเอาเรื่องแบบไม่มีเกรงใจ"ไม่อยู่แล้วครับ... แถวนี้กลิ่นไม่ค่อยดี"เขายิ้มมุมปาก มองภัทรตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก"กลิ่นพวกคนขี้แพ้ที่ชอบใช้กำลังลับหลัง..."ภัทรหน้าตึงขึ้นทันที กำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้ปราณไม่รอให้ใครพูดต่อ เขากุมมือฉันไว้แน่น ดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนข้างเขา"กลับเถอะเคท... อยู่นานกว่านี้เดี๋ยวมีเรื่อง"หลังคืนที่มีเรื่องกันหน้าห้องน้ำ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบ ต่างคนต่างอยู่เหมือนพักรบชั่วคราว แต่ฉันไม่ได้ชะล่าใจ พร้อมรับมือตลอดเวลาตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่เชียงใหม่ ปราณดูแลฉันดีมาก เขาบินมาหาฉันทุกครั้งที่ว่างจากตรวจงานที่โรงงานหรือเข้าประชุมที่กรุงเทพฯความอบอุ่น เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีจนน่ากลัว และการตามใจแบบกวน ๆ ของเขา ค่อย ๆ พังกำแพงที่ฉันตั้งไว้ทีละนิด... และมันเริ่มส่งผลกับสิ่งที่ฉันมั่นใจท







