Masuk"เดี๋ยวโทรกลับนะ อยู่ในผับ เสียงดัง"
ฉันกดวางสาย แล้วเดินออกจากร้านทันที
ไม่ต้องลา ไม่ต้องรายงาน
หมดเวลาทนกับคนแบบนี้... ปล่อยให้ไปเน่าตายกับครอบครัวใหม่ของปูเป้นั่นแหละ สะใจดี
ฉันเรียกรถกลับโรงแรม ระหว่างทางภาพที่บอสยืนแลกเบอร์กับเด็กมหาลัยยังวนอยู่ในหัวจนอยากจะหัวเราะดังๆ ออกมา ช่างกล้ามาทำเป็นสั่งสอนเรื่องชีวิต บอกว่าฉันโตเกินกว่าจะมาเล่นกับเด็กอย่างปราณ... ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ต่าง
พอเดินเข้ามาในล็อบบี้โรงแรมที่เปิดไฟสลัว บรรยากาศก็เงียบลงทันที
"นึกว่าจะต้องไปลากกลับมาจากผับซะแล้ว"
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากมุมโซฟา
ฉันหันไปมอง ปราณกำลังนั่งพิงโซฟาตัวยาว ข้อศอกวางพาด แขนเสื้อเชิ้ตพับขึ้นลวก ๆ ในมือถือขวดน้ำแร่เย็นเฉียบ เขามองฉันตั้งแต่หัวจดเท้า หน้านิ่งแต่สายตาดุแบบคนที่นั่งรอจนเริ่มหงุดหงิด
"ปราณ... มาได้ไงเนี่ย"
ฉันถาม ยังไม่ทันตั้งตัว เขาก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาหาเร็ว ๆ
เขาไม่พูดอะไร ดึงเอวฉันเข้าไปกอดชิดอกจนได้กลิ่นน้ำหอมประจำตัวเขาทันที แขนอีกข้างโอเบเอวฉันไว้แน่น
"โทรไปก็ตัดสาย ไลน์ไปก็ไม่ตอบ..."
เขาพูดเสียงดุอยู่ข้างขมับ แล้วก้มลงจูบหน้าผากฉันหนัก ๆ ทีหนึ่ง
"สภาพเหมือนโดนดูดพลัง... ไปทำงานให้มัน หรือไปให้มันจิกหัวใช้กันแน่ครับ?"
กอดแน่น ๆ กับกลิ่นตัวเขาทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมา ความเหนื่อยทั้งวันทำเอาฉันเผลอทิ้งตัวพิงอกเขา
แต่ปากก็ยังไม่ยอมแพ้
"พูดให้ดี ๆ... สภาพนี้ยังเรียกว่าสวยอยู่ย่ะ" ฉันเงยหน้าค้อนใส่เขาทีหนึ่ง
ปราณหัวเราะในลำคอเบา ๆ แล้วมองปากฉัน
"ปากดีให้ได้ตลอดเถอะครับ..."
เขายัดขวดน้ำแร่ใส่มือฉัน ก่อนจะจับข้อมือฉันไว้หลวม ๆ แล้วดึงให้เดินตาม
"ขึ้นห้องได้แล้ว... เดินยังจะเซ คืนนี้ผมมีเรื่องต้องคุยกับพี่อีกยาว"
พอขึ้นมาถึงห้อง เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้พูดอะไรสักคำ
เขาดันไหล่ฉันให้นั่งลงบนโซฟา ก้มลงถอดรองเท้าส้นสูงให้เสร็จสรรพ ก่อนจะชี้หน้าแล้วทำตาดุใส่
"นั่งเฉย ๆ อยู่นี่ อย่าเพิ่งลุก"
สั่งเสร็จ เขาก็เดินเข้าห้องน้ำไป ไม่กี่นาทีก็ได้ยินเสียงเปิดน้ำใส่อ่าง ไอร้อนกับกลิ่นยูคาลิปตัสผสมมิ้นต์ลอยออกมา ปราณเดินกลับออกมา แขนเสื้อเชิ้ตพับขึ้นลวก ๆ มีละอองน้ำเกาะอยู่ตามแขน
"น้ำกำลังอุ่น เข้าไปแช่เลย เดี๋ยวผมลงไปซื้อของกินกับพวกเกลือแร่มาให้"
เขาหยิบคีย์การ์ดบนโต๊ะขึ้นมา แล้วมองหน้าฉันนิ่ง ๆ สายตาไม่มีท่าทีสงสัยหรือจะเซ้าซี้เรื่องที่ฉันหายไปเลยสักนิด
"ล็อกห้องด้วย แช่สักยี่สิบนาทีพอ อย่าแช่จนหลับคาอ่างล่ะ"
พอประตูห้องปิดลง ฉันก็นั่งอยู่บนโซฟาพักหนึ่ง ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาคนเดียว
ฉันลุกไปเข้าห้องน้ำ ถอดเสื้อผ้าโยนลงตะกร้า แล้วลงไปแช่ในอ่าง
น้ำอุ่นช่วยให้ตัวที่ตึงไปหมดเริ่มผ่อนคลาย กลิ่นมิ้นต์ช่วยให้หัวโล่งขึ้น ฉันเอนพิงขอบอ่าง หลับตาลงช้า ๆ
ฉันอยู่กับผู้ชายแบบบอส... คนที่มองผู้หญิงเป็นแค่ของเล่น เป็นคนที่ต้องคอยเอาใจและรองรับอารมณ์ คิดว่าแค่มีเงิน มีตำแหน่ง ก็จะกดหัวหรือพูดจาดูถูกใครก็ได้
แต่เด็กคนนี้กลับไม่เหมือนกันเลย
เขาไม่ถามสักคำว่าทำไมฉันถึงตัดสาย... ไม่ใช่เพราะไม่สนใจ แต่เพราะเขารู้ว่าฉันไม่อยากพูด และมั่นใจในตัวเองพอที่จะไม่ทำตัวงี่เง่าคอยตามเช็กตามจับผิด
ไม่มีคำพูดหวานเลี่ยน ไม่มีการเรียกร้องอะไร มีแค่น้ำอุ่นที่เปิดไว้ให้ กับสิ่งที่เขาทำให้ซึ่งโคตรจะตรงจุด
ร้ายจริง ๆ... ทำเป็นดุ ทำเป็นกวน แต่เวลาจะใส่ใจขึ้นมา ดันทำเอาคนอย่างฉันเกือบไปไม่เป็นเหมือนกัน
เสียงคีย์การ์ดแตะประตูดัง ตามด้วยเสียงเดินเข้ามาในห้อง
ฉันลืมตาขึ้นในห้องน้ำ ได้ยินเสียงวางถุงพลาสติกลงบนโต๊ะข้างนอก...
"พี่เคท..."
เสียงดุ ๆ นำมาก่อนตัว ประตูห้องน้ำที่แง้มไว้ถูกผลักออก ปราณยืนขวางประตูไว้ คิ้วขมวด มองเข้ามาในอ่างพลางอ้าปากบ่น
"บอกว่าอย่าแช่เกินยี่สิบนาที ฟังภาษาคนไม่..."
ฉันไม่รอให้เขาพูดจบ สองมือยันขอบอ่างแล้วลุกขึ้นนั่งตรง ๆ ปล่อยให้น้ำไหลออกจากตัว หน้าอกที่เปียกน้ำโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาเต็มตา
คำพูดของปราณหยุดไปทันที
เขาเผลอกลืนน้ำลายลงคอ สายตาดุเมื่อกี้เปลี่ยนเป็นมองค้างอยู่ที่หน้าอกฉัน มองนิ่งจนแทบลืมหายใจ
ฉันเงยหน้ามองเขาแล้วยิ้ม
"ดุจัง... ซื้ออะไรมาคะ?"
ปราณสูดหายใจเข้าลึก กัดฟันเหมือนพยายามดึงสติตัวเองกลับมา เขาเดินเข้ามาหยุดข้างอ่าง ก้มลงมาใกล้ แล้วดีดหน้าผากฉันดังเป๊าะ ไม่แรงมากแต่ก็ทำเอาฉันสะดุ้ง
"โอ๊ย เจ็บนะ ปราณ!" ฉันยกมือลูบหน้าผากแล้วค้อนใส่
"ดื้อ..." เขาพูดเสียงต่ำ แต่สายตายังวนเวียนอยู่ที่หน้าอกฉันไม่ยอมมองไปทางอื่น
"บอกให้แช่แป๊บเดียว เดี๋ยวก็หน้ามืดจมน้ำตายหรอก อยากโดนดีใช่ไหม?"
ฉันหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้กลัว ยื่นมือเปียก ๆ ไปดึงชายเสื้อเชิ้ตเขาไว้ ให้เขาก้มลงมาใกล้อีก
"ก็มันสบายจนไม่อยากลุกนี่นา..." ฉันพูดเบา ๆ
"ยืนบ่นอยู่ได้ ไม่ลงมาแช่ด้วยกันล่ะ?"
ปราณมองตาฉันนิ่ง ลมหายใจเขาเริ่มเร็วขึ้น มือเขายื่นมาแตะคางฉัน ก่อนจะลูบลงมาตามคอแล้วหยุดอยู่ที่เนินอกเปียกน้ำ เขากดนิ้วลงเบา ๆ
"งานน่ะ... หนักแน่ครับพี่เคท"เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กัดติ่งหูฉันเบาๆ แล้วกระซิบ"...โดยเฉพาะกะดึกบนเตียง เตรียมใจไว้เลยว่าผมใช้พี่คุ้มแน่"ฉันขนลุกไปทั้งตัว แต่เอี้ยวตัว สองมือยกขึ้นคล้องคอเขาไว้ นิ้วสอดเข้าไปในผมตรงท้ายทอย ดึงให้เขาก้มลงมามองหน้าใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน"เด็กเวร... หน้าเลือดขนาดนี้ คิดจะใช้งานพี่ยันเช้า ต้องจ่ายโอทีด้วยนะ"ฉันยิ้มมุมปาก จงใจยั่วกลับสายตาเขาเปลี่ยนเป็นดุขึ้นทันที เขาเลื่อนมือลงมาบีบสะโพกฉันแน่น รั้งตัวฉันให้แนบชิดกับเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง"ใครบอกว่าพี่เป็นคนทำงาน..." เสียงเขาแหบลง กัดฟันพูดเหมือนพยายามข่มอารมณ์"ตลอดทั้งคืนผมจะจัดการเองหมด... พี่มีหน้าที่แค่นอนครางรับเงินเดือนไปก็พอ"พูดยังไม่ทันขาดคำ ปราณก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้เถียง เขากดจูบลงมาทันที จูบหนักๆ แบบเอาแต่ใจ จนความเย็นของลมรอบตัวทำอะไรไม่ได้อีก….สนามบินสุวรรณภูมิตอนนี้คนเยอะมาก ปราณชะงักฝีเท้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาคนที่ปั่นป่วนชีวิตเราไม่เลิก"เออ พี่เป้..." เสียงเขานิ่งมาก แต่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกทีปลายสายน่าจะเงียบ หรือไม่ก็เตรียมตั้งรับ เพราะหลังจากเรื่องวันนั้น พี่สาวเขาคง
"คุณปราณไม่ได้มาวุ่นวายครับ... เขาคือตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวของกองทุนเราในดีลนี้"มิสเตอร์แอนเดอร์สันพูดแทรกขึ้นมาทั้งห้องเงียบกริบขึ้นมาทันทีภัทรหน้าซีดเผือด เขามองสลับไปมาระหว่างตัวแทนกองทุนกับเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่เขาเคยมองข้ามมาตลอดปราณไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเบาๆ ขยับตัวนั่งหลังตรง ประสานมือไว้บนโต๊ะ สายตามองหน้าพี่เขยที่กำลังเหวออย่างใจเย็น"พี่คิดว่าบอร์ดที่อเมริกาจะยอมปล่อยเงินร้อยล้านให้โปรเจกต์พี่ง่ายๆ โดยไม่มีคนการันตีเหรอครับ?" เสียงของปราณนิ่งมาก ไม่ได้เยาะเย้ย แต่กดดันจนอีกฝ่ายแทบพูดไม่ออก"เงินลงทุนก้อนนี้... มันเป็นกองทุนส่วนตัวในชื่อผม"ภัทรยืนนิ่งไปเลย เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา หายใจติดขัดเหมือนคนพูดอะไรไม่ออก"เป็นไปไม่ได้... ทำไมฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้" ภัทรเค้นเสียงออกมาปราณกระตุกยิ้มมุมปากนิดเดียว สายตาเรียบเฉยจนดูเย็นชา"พี่ก็ลองกลับไปถามเมียพี่ดูสิครับ..."เขาเว้นจังหวะ แล้วเลื่อนสายตามามองฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังภัทรแวบหนึ่ง ปราณเคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสาร หันไปพยักหน้าให้คุณแอนเดอร์สันนิดเดียว"คุณแอนเดอร์สันกับผมดูตัวเลขทั้งหมดแล้วครั
"พอเถอะปราณ..." ฉันตัดบทหน้านิ่ง "ที่ผ่านมาที่บอกว่าคบกัน... ลึก ๆ นายก็รู้ว่ามันแค่เซ็กส์แก้เหงา ไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ"ฉันยิ้มเยาะตัวเอง นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้"แค่ความอยากเอาชนะ แค่หลง หรือไม่ก็แค่ถูกใจเรื่องบนเตียงเท่านั้นแหละ... ตอนนี้นายเล่นพอแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ พี่จะทำงาน"ฉันหยุดพูด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น"การที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... ตอนแรกพี่คิดว่ามันคือกำไร เหมือนได้โชคสองชั้นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร... แต่รู้ไหมตอนนี้พี่รู้สึกยังไง?"ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา"มันกลายเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไปแล้วปราณ... การที่พี่ต้องมานั่งรอแชตที่นายไม่เคยส่งมา การที่พี่คิดถึงนายจนเสียงาน มันทำให้พี่คุมตัวเองไม่ได้เลย"ฉันลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงก้าว"ความสัมพันธ์บ้านี่มันกำลังทำให้ชีวิตพี่พัง... พี่ไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"ฉันเกลียดตัวเองในตอนนี้ที่สุด... เกลียดที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ชีวิตที่อุตส่าห์จัดระบบไว้ดี ๆ พังไม่เป็นท่า"พอเถอะปราณ... พี่ไม่เอาแล้ว" ฉันตัดบทแล้วหันหลังให้"ออกไปเหอะ กลับไปอยู่ในที่ของนาย แล้วปล่อยให้พี่กลับไปใช้ชีวิตคนเดียวแ
สุดท้าย... ฉันก็เลือกทางที่เซฟที่สุดเรื่องเงินกับหน้าที่การงาน ฉันตัดสินใจตอบตกลงย้ายตามบอสไปเป็นเลขาฯ ที่บริษัทพ่อปูเป้คนอย่างเคทไม่เคยรอโชคชะตา และไม่เสียเวลามานั่งร้องไห้ให้สิ่งที่เสียไปแล้ว ในเมื่อความรักเป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ฉันก็แค่ตัดทิ้ง ฉันเริ่มจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ลบแอปที่เคยใช้คุย ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่จะทำให้ฟุ้งซ่านจนเสียงานการไม่เอาความรู้สึกมาปน คือวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดวันแรกของการทำงานในตึกใหม่ที่ใหญ่และหรูหรากว่าเดิม ฉันใส่สูทสีเข้มเรียบกริบ แต่งหน้าจัดเต็มจนดูนิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่พอเปิดประตูเข้าไปในที่ทำงานใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออกบอสในฐานะซีอีโอคนใหม่เริ่มใช้งานฉันหนักกว่าเดิม เขาเรียกใช้ฉันแทบทุกสิบนาทีเพื่อโชว์คนอื่นในบอร์ด ส่วนปูเป้ก็ขยันเดินมาที่โต๊ะฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คอยสั่งงานจุกจิกที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ทั้งหมดก็แค่ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ของเธอ"คุณเคทคะ ช่วยสรุปยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเป้ให้หน่อยนะคะ พอดีเป้ยุ่งมาก"ปูเป้วางกองบิลลงบนโต๊ะฉัน แล้วยิ้มเยาะ"อ้อ ลืมไป ที่นี่เราทำงานกันแบบ
หนึ่งเดือนเต็มที่เขาหายไปอยู่อีกซีกโลก...เวลาที่ต่างกันสิบกว่าชั่วโมงทำให้เราคุยกันแค่วันละไม่กี่ประโยค ฉันตัดความฟุ้งซ่านด้วยการทำงานลากยาวจนดึกทุกวัน พยายามบอกตัวเองว่ากลับมานิ่งได้เหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ลึก ๆ ยังรู้สึกโหวงจนน่าหงุดหงิด"สวัสดีค่ะคุณเคท"เสียงของปูเป้ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอควงแขนภัทรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ท้องเธอเริ่มโตขึ้นชัดเจน นิ้วนางข้างซ้ายใส่แหวนเพชรเม็ดโตจนสะดุดตาฉันลุกขึ้นยืนตามหน้าที่ ยื่นแฟ้มรายงานให้ภัทร"เอกสารสรุปยอดไตรมาสนี้ค่ะบอส ส่วนฝ่ายบัญชีฝากถามเรื่องกำหนดการเซ็นอนุมัติงบก่อนบอสจะลงไปดูไซต์งานสัปดาห์หน้า"ยังไม่ทันที่ภัทรจะรับ ปูเป้ก็ยื่นมือมาดึงแฟ้มไปตัดหน้า เธอเปิดดูผ่าน ๆ ก่อนจะเหลือบมองฉันแล้วยิ้มมุมปาก"งานเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะคะคุณเคท... ถึงว่า พี่ภัทรถึงอยากหนีบคุณเคทตามไปอยู่ด้วยที่บริษัทคุณพ่อ"ฉันชะงัก หันไปมองหน้าภัทรทันที เขาดูเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"เป้... พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้พี่จะคุยกับเคทเอง" ภัทรตัดบท ดึงแฟ้มกลับมาถือไว้ "เป้ไปรอที่รถก่อนเถอะ"ปูเป้ไม่สนใจ เธอยกมือลูบท้องตัวเอง มองฉันด้วยสายตาดูถูก"คนตัวคนเดียวอย่างคุณเคท วิ
จังหวะนั้นเอง ภัทรกับปูเป้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ภัทรดูเครียดจัด ส่วนปูเป้ยังคงพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นปราณไม่ยอมปล่อยมือฉัน เขาวางแก้วไวน์ลงโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีแบบไม่ไว้หน้าใคร"อ้าว จะไปไหน" ปูเป้ถามขึ้นมา ปราณเหลือบมองพี่สาว ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภัทรตรง ๆ สายตาคู่นั้นดูเอาเรื่องแบบไม่มีเกรงใจ"ไม่อยู่แล้วครับ... แถวนี้กลิ่นไม่ค่อยดี"เขายิ้มมุมปาก มองภัทรตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก"กลิ่นพวกคนขี้แพ้ที่ชอบใช้กำลังลับหลัง..."ภัทรหน้าตึงขึ้นทันที กำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้ปราณไม่รอให้ใครพูดต่อ เขากุมมือฉันไว้แน่น ดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนข้างเขา"กลับเถอะเคท... อยู่นานกว่านี้เดี๋ยวมีเรื่อง"หลังคืนที่มีเรื่องกันหน้าห้องน้ำ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบ ต่างคนต่างอยู่เหมือนพักรบชั่วคราว แต่ฉันไม่ได้ชะล่าใจ พร้อมรับมือตลอดเวลาตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่เชียงใหม่ ปราณดูแลฉันดีมาก เขาบินมาหาฉันทุกครั้งที่ว่างจากตรวจงานที่โรงงานหรือเข้าประชุมที่กรุงเทพฯความอบอุ่น เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีจนน่ากลัว และการตามใจแบบกวน ๆ ของเขา ค่อย ๆ พังกำแพงที่ฉันตั้งไว้ทีละนิด... และมันเริ่มส่งผลกับสิ่งที่ฉันมั่นใจท







