로그인ฉันดันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง มองตามหลังเขาที่กำลังยืนคุยโทรศัพท์ตากลมหนาวอยู่ข้างนอก... เรื่องเมื่อหลายปีก่อนก็ลอยเข้ามาในหัว
วันที่ฉันเริ่มเกลียดปูเป้เข้าไส้
ตอนนั้นฉันเพิ่งเรียนจบ เริ่มทำงานใหม่ ๆ กำลังคบกับกวิน ผู้ชายโปรไฟล์ดีที่คิดว่าเข้ากันได้ดี จนกระทั่งฉันพาเขาไปเจอเพื่อนในกลุ่มที่มีปูเป้อยู่ด้วย
มันใช้วิธีเดิม ๆ แกล้งทำตัวใสซื่อ อ่อนแอ มองกวินเหมือนต้องการให้ผู้ชายมาปกป้อง
แล้วกวินก็โง่พอที่จะหลงกลมุกตื้น ๆ นั่น เขาทิ้งฉันไปหามันในเวลาไม่ถึงเดือน
ตอนนั้นฉันแทบเป็นบ้า ทั้งเจ็บทั้งเสียหน้า แต่สิ่งที่ทำให้ความเสียใจเปลี่ยนเป็นความแค้น คือหลังจากฉันยอมถอยได้ไม่ถึงสองอาทิตย์... ปูเป้ก็เทกวินทิ้งหน้าตาเฉย
มันไม่ได้อยากได้กวินเป็นแฟนหรอก แค่อยากแย่ง แค่อยากเห็นฉันพัง อยากยืนมองฉันแพ้ด้วยรอยยิ้มสะใจแบบนั้น
นั่นแหละสันดานจริง ๆ ของมัน ที่ซ่อนอยู่ใต้คราบคนดีมีชาติตระกูล
ฉันมองรอยเล็บ รอยฟัน กับคราบเหงื่อบนหลังปราณตอนที่เขากำลังจะกลับเข้ามาในห้อง สายตาเอาเรื่องคู่นั้นยังมองแค่ฉันคนเดียว
อยากรู้เหมือนกัน… ถ้าปูเป้รู้ว่าน้องชายสุดที่รัก
ดันมาติดใจฉัน ยอมสยบอยู่บนเตียงฉันแทบทุกคืน แถมยังมาเป็นแฟนฉันอีก ยัยนั่นจะเป็นยังไง
พวกเรามีนัดกินข้าวกับบอสและปูเป้ที่ร้านไฟน์ไดนิ่งใจกลางเมือง ปูเป้รีบบินตามมาทันทีที่รู้ว่าน้องชายกับผัวอยู่ด้วยกันที่นี่... หรือพูดให้ถูกคือ คงนั่งไม่ติดที่รู้ว่าฉันก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน
ฉันกับปราณมาถึงก่อนและนั่งรอที่โต๊ะ สักพัก คู่รักตัวอย่างแห่งปีก็เดินเข้ามาในร้าน
ปูเป้เดินควงแขนภัทรเข้ามาในห้อง เดรสสีขาวพอดีตัวทำให้เธอดูนิ่งและแพงสมเป็นลูกคุณหนู เธอหันไปยิ้มขอบคุณพนักงานอย่างสุภาพ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามฉัน
ส่วนภัทร... เขายังคงรักษามาดซีอีโอตามเคย สูทเนี้ยบกริบ สบตากับฉันแวบเดียวก่อนจะมองไปทางอื่น นิ่งสนิทเหมือนเมื่อคืนไม่ได้จับหน้าอกฉันในเลานจ์
"รอนานไหม ปราณ... คุณเคท" ปูเป้ทักขึ้นมา
"ไม่นานค่ะ เพิ่งมาถึงเหมือนกัน" ฉันยิ้มตอบกลับแบบมารยาท
พนักงานเริ่มเสิร์ฟอาหารจานแรก ปูเป้ยังไม่แตะช้อน แต่หันไปมองจานของน้องชายก่อน
"ช่วงนี้เห็นปราณดูเหนื่อย ๆ นะคะคุณเคท เป้ต้องขอบคุณจริง ๆ ที่ช่วยดูแลน้องให้ ทั้งที่งานเลขาของพี่ภัทรก็คงยุ่งอยู่แล้ว" เธอเว้นจังหวะ ยกแก้วไวน์ขึ้นมานิดหนึ่ง สายตามองฉันตั้งแต่คอลงมา
"แต่ก็นะ... ปราณยังเด็ก พอได้ลองอะไรใหม่ ๆ นอกกรอบที่บ้าน ก็คงเห่อเป็นธรรมดา"
เธอยิ้มหวาน มองดูเหมือนเอ็นดูแต่สายตานิ่งสนิท
"แต่พี่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพนะปราณ... ของกินบางอย่าง หน้าตาน่ากิน รสชาติจัดจ้าน กินเล่น ๆ แก้เบื่อมันก็ตื่นเต้นดี แต่ไม่มีประโยชน์อะไรกับร่างกาย กินบ่อย ๆ มีแต่จะเสียสุขภาพ... สู้เลือกของดี ๆ เกรดพรีเมียมตั้งแต่แรกไม่ได้ สบายใจกว่า ปลอดภัยกับชีวิตกว่าเยอะ... คุณเคททำงานกับพี่ภัทรมานาน น่าจะเข้าใจรสนิยมคนระดับเราดีใช่ไหมคะ?"
คำพูดผู้ดีแต่แอบจิกกัดทำเอาทั้งโต๊ะเงียบกริบ ภัทรที่กำลังยกแก้วน้ำชะงัก กัดฟันแน่นขึ้นมาทันที
ฉันวางช้อนส้อมลงบนจาน ไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้าน ฉันเอนหลังพิงเก้าอี้ สบตาปูเป้แล้วยิ้มให้
"เข้าใจดีเลยค่ะคุณเป้..." ฉันพูดช้า ๆ ชัด ๆ ทีละคำ
"แต่ในฐานะคนทำงาน เคทกลับมองว่า อาหารที่คลีนเกินไป บางทีมันก็จืดจนกลืนไม่ลง"
ฉันหันไปมองภัทรแวบหนึ่ง จงใจให้รู้ว่าหมายถึงใคร ก่อนจะหันกลับมามองหน้าปูเป้
"แล้วที่แย่กว่านั้น... ของบางอย่าง เสิร์ฟมาในจานหรูดูดี ข้างนอกดูเพอร์เฟกต์ แต่ข้างในเริ่มเน่าจนคนที่จำใจกิน... แทบอยากจะคายทิ้ง"
โต๊ะอาหารเงียบลงจนน่าอึดอัด ปูเป้หน้าตึงขึ้นมาทันที ตาวาวด้วยความโกรธจนแทบเก็บไม่อยู่
"เป้ไม่เคยเจอของแบบนั้นเลยค่ะคุณเคท..." ปูเป้ฝืนยิ้ม แกล้งทำหน้าซื่อเหมือนเดิม
"สงสัยมาตรฐานเราคงต่างกัน เป้ถึงเจอแต่ของดี ๆ มาตลอด"
"งั้นเหรอครับ?" เสียงปราณแทรกขึ้นมา
เขาไม่ได้แตะเนื้อในจานตัวเองเลยสักนิด แต่เอื้อมมือมาสลับจานเขากับจานฉันหน้าตาเฉย ก่อนจะหันไปมองหน้าพี่สาวตัวเองกวน ๆ
"แต่ผมชอบรสจัดว่ะพี่เป้... พวกของจืด ๆ ที่พี่ชอบยัดเยียดให้ ผมแดกไม่ลง กลืนแล้วจะอ้วก"
ปูเป้นิ่งค้าง มือที่ถือส้อมเกร็งจนเห็นข้อนิ้วขาว รอยยิ้มบนหน้าเริ่มค้าง ตาวาวด้วยความโกรธจนแทบเก็บไม่อยู่
"ปราณ... พูดจาให้มันมีมารยาทหน่อย" ปูเป้กดเสียงต่ำจนสั่น
"ลืมไปแล้วเหรอว่านั่งอยู่กับใคร หรือตั้งแต่ไปคลุกคลีกับคนบางประเภท... ถึงได้ลืมสันดานผู้ดีของตระกูลตัวเองไปหมดแล้ว?"
"พอได้แล้วเป้" เสียงนิ่ง ๆ ของภัทรแทรกขึ้นมาทันที
บอสวางแก้วไวน์กระแทกโต๊ะจนกระฉอก ภัทรไม่ได้มองหน้าเมียตัวเองด้วยซ้ำ แต่สายตาดุ ๆ คู่นั้นมองตรงไปที่ปราณ... ก่อนจะเลื่อนมาหยุดจ้องที่หน้าฉัน
"นี่ร้านอาหาร... ไม่ใช่ที่ที่จะมานั่งเถียงกันเรื่องรสนิยมต่ำ ๆ" ภัทรพูดเสียงเย็นจัดจนชวนอึดอัด
"งานน่ะ... หนักแน่ครับพี่เคท"เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กัดติ่งหูฉันเบาๆ แล้วกระซิบ"...โดยเฉพาะกะดึกบนเตียง เตรียมใจไว้เลยว่าผมใช้พี่คุ้มแน่"ฉันขนลุกไปทั้งตัว แต่เอี้ยวตัว สองมือยกขึ้นคล้องคอเขาไว้ นิ้วสอดเข้าไปในผมตรงท้ายทอย ดึงให้เขาก้มลงมามองหน้าใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน"เด็กเวร... หน้าเลือดขนาดนี้ คิดจะใช้งานพี่ยันเช้า ต้องจ่ายโอทีด้วยนะ"ฉันยิ้มมุมปาก จงใจยั่วกลับสายตาเขาเปลี่ยนเป็นดุขึ้นทันที เขาเลื่อนมือลงมาบีบสะโพกฉันแน่น รั้งตัวฉันให้แนบชิดกับเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง"ใครบอกว่าพี่เป็นคนทำงาน..." เสียงเขาแหบลง กัดฟันพูดเหมือนพยายามข่มอารมณ์"ตลอดทั้งคืนผมจะจัดการเองหมด... พี่มีหน้าที่แค่นอนครางรับเงินเดือนไปก็พอ"พูดยังไม่ทันขาดคำ ปราณก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้เถียง เขากดจูบลงมาทันที จูบหนักๆ แบบเอาแต่ใจ จนความเย็นของลมรอบตัวทำอะไรไม่ได้อีก….สนามบินสุวรรณภูมิตอนนี้คนเยอะมาก ปราณชะงักฝีเท้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาคนที่ปั่นป่วนชีวิตเราไม่เลิก"เออ พี่เป้..." เสียงเขานิ่งมาก แต่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกทีปลายสายน่าจะเงียบ หรือไม่ก็เตรียมตั้งรับ เพราะหลังจากเรื่องวันนั้น พี่สาวเขาคง
"คุณปราณไม่ได้มาวุ่นวายครับ... เขาคือตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวของกองทุนเราในดีลนี้"มิสเตอร์แอนเดอร์สันพูดแทรกขึ้นมาทั้งห้องเงียบกริบขึ้นมาทันทีภัทรหน้าซีดเผือด เขามองสลับไปมาระหว่างตัวแทนกองทุนกับเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่เขาเคยมองข้ามมาตลอดปราณไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเบาๆ ขยับตัวนั่งหลังตรง ประสานมือไว้บนโต๊ะ สายตามองหน้าพี่เขยที่กำลังเหวออย่างใจเย็น"พี่คิดว่าบอร์ดที่อเมริกาจะยอมปล่อยเงินร้อยล้านให้โปรเจกต์พี่ง่ายๆ โดยไม่มีคนการันตีเหรอครับ?" เสียงของปราณนิ่งมาก ไม่ได้เยาะเย้ย แต่กดดันจนอีกฝ่ายแทบพูดไม่ออก"เงินลงทุนก้อนนี้... มันเป็นกองทุนส่วนตัวในชื่อผม"ภัทรยืนนิ่งไปเลย เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา หายใจติดขัดเหมือนคนพูดอะไรไม่ออก"เป็นไปไม่ได้... ทำไมฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้" ภัทรเค้นเสียงออกมาปราณกระตุกยิ้มมุมปากนิดเดียว สายตาเรียบเฉยจนดูเย็นชา"พี่ก็ลองกลับไปถามเมียพี่ดูสิครับ..."เขาเว้นจังหวะ แล้วเลื่อนสายตามามองฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังภัทรแวบหนึ่ง ปราณเคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสาร หันไปพยักหน้าให้คุณแอนเดอร์สันนิดเดียว"คุณแอนเดอร์สันกับผมดูตัวเลขทั้งหมดแล้วครั
"พอเถอะปราณ..." ฉันตัดบทหน้านิ่ง "ที่ผ่านมาที่บอกว่าคบกัน... ลึก ๆ นายก็รู้ว่ามันแค่เซ็กส์แก้เหงา ไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ"ฉันยิ้มเยาะตัวเอง นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้"แค่ความอยากเอาชนะ แค่หลง หรือไม่ก็แค่ถูกใจเรื่องบนเตียงเท่านั้นแหละ... ตอนนี้นายเล่นพอแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ พี่จะทำงาน"ฉันหยุดพูด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น"การที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... ตอนแรกพี่คิดว่ามันคือกำไร เหมือนได้โชคสองชั้นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร... แต่รู้ไหมตอนนี้พี่รู้สึกยังไง?"ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา"มันกลายเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไปแล้วปราณ... การที่พี่ต้องมานั่งรอแชตที่นายไม่เคยส่งมา การที่พี่คิดถึงนายจนเสียงาน มันทำให้พี่คุมตัวเองไม่ได้เลย"ฉันลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงก้าว"ความสัมพันธ์บ้านี่มันกำลังทำให้ชีวิตพี่พัง... พี่ไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"ฉันเกลียดตัวเองในตอนนี้ที่สุด... เกลียดที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ชีวิตที่อุตส่าห์จัดระบบไว้ดี ๆ พังไม่เป็นท่า"พอเถอะปราณ... พี่ไม่เอาแล้ว" ฉันตัดบทแล้วหันหลังให้"ออกไปเหอะ กลับไปอยู่ในที่ของนาย แล้วปล่อยให้พี่กลับไปใช้ชีวิตคนเดียวแ
สุดท้าย... ฉันก็เลือกทางที่เซฟที่สุดเรื่องเงินกับหน้าที่การงาน ฉันตัดสินใจตอบตกลงย้ายตามบอสไปเป็นเลขาฯ ที่บริษัทพ่อปูเป้คนอย่างเคทไม่เคยรอโชคชะตา และไม่เสียเวลามานั่งร้องไห้ให้สิ่งที่เสียไปแล้ว ในเมื่อความรักเป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ฉันก็แค่ตัดทิ้ง ฉันเริ่มจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ลบแอปที่เคยใช้คุย ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่จะทำให้ฟุ้งซ่านจนเสียงานการไม่เอาความรู้สึกมาปน คือวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดวันแรกของการทำงานในตึกใหม่ที่ใหญ่และหรูหรากว่าเดิม ฉันใส่สูทสีเข้มเรียบกริบ แต่งหน้าจัดเต็มจนดูนิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่พอเปิดประตูเข้าไปในที่ทำงานใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออกบอสในฐานะซีอีโอคนใหม่เริ่มใช้งานฉันหนักกว่าเดิม เขาเรียกใช้ฉันแทบทุกสิบนาทีเพื่อโชว์คนอื่นในบอร์ด ส่วนปูเป้ก็ขยันเดินมาที่โต๊ะฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คอยสั่งงานจุกจิกที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ทั้งหมดก็แค่ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ของเธอ"คุณเคทคะ ช่วยสรุปยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเป้ให้หน่อยนะคะ พอดีเป้ยุ่งมาก"ปูเป้วางกองบิลลงบนโต๊ะฉัน แล้วยิ้มเยาะ"อ้อ ลืมไป ที่นี่เราทำงานกันแบบ
หนึ่งเดือนเต็มที่เขาหายไปอยู่อีกซีกโลก...เวลาที่ต่างกันสิบกว่าชั่วโมงทำให้เราคุยกันแค่วันละไม่กี่ประโยค ฉันตัดความฟุ้งซ่านด้วยการทำงานลากยาวจนดึกทุกวัน พยายามบอกตัวเองว่ากลับมานิ่งได้เหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ลึก ๆ ยังรู้สึกโหวงจนน่าหงุดหงิด"สวัสดีค่ะคุณเคท"เสียงของปูเป้ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอควงแขนภัทรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ท้องเธอเริ่มโตขึ้นชัดเจน นิ้วนางข้างซ้ายใส่แหวนเพชรเม็ดโตจนสะดุดตาฉันลุกขึ้นยืนตามหน้าที่ ยื่นแฟ้มรายงานให้ภัทร"เอกสารสรุปยอดไตรมาสนี้ค่ะบอส ส่วนฝ่ายบัญชีฝากถามเรื่องกำหนดการเซ็นอนุมัติงบก่อนบอสจะลงไปดูไซต์งานสัปดาห์หน้า"ยังไม่ทันที่ภัทรจะรับ ปูเป้ก็ยื่นมือมาดึงแฟ้มไปตัดหน้า เธอเปิดดูผ่าน ๆ ก่อนจะเหลือบมองฉันแล้วยิ้มมุมปาก"งานเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะคะคุณเคท... ถึงว่า พี่ภัทรถึงอยากหนีบคุณเคทตามไปอยู่ด้วยที่บริษัทคุณพ่อ"ฉันชะงัก หันไปมองหน้าภัทรทันที เขาดูเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"เป้... พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้พี่จะคุยกับเคทเอง" ภัทรตัดบท ดึงแฟ้มกลับมาถือไว้ "เป้ไปรอที่รถก่อนเถอะ"ปูเป้ไม่สนใจ เธอยกมือลูบท้องตัวเอง มองฉันด้วยสายตาดูถูก"คนตัวคนเดียวอย่างคุณเคท วิ
จังหวะนั้นเอง ภัทรกับปูเป้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ภัทรดูเครียดจัด ส่วนปูเป้ยังคงพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นปราณไม่ยอมปล่อยมือฉัน เขาวางแก้วไวน์ลงโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีแบบไม่ไว้หน้าใคร"อ้าว จะไปไหน" ปูเป้ถามขึ้นมา ปราณเหลือบมองพี่สาว ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภัทรตรง ๆ สายตาคู่นั้นดูเอาเรื่องแบบไม่มีเกรงใจ"ไม่อยู่แล้วครับ... แถวนี้กลิ่นไม่ค่อยดี"เขายิ้มมุมปาก มองภัทรตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก"กลิ่นพวกคนขี้แพ้ที่ชอบใช้กำลังลับหลัง..."ภัทรหน้าตึงขึ้นทันที กำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้ปราณไม่รอให้ใครพูดต่อ เขากุมมือฉันไว้แน่น ดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนข้างเขา"กลับเถอะเคท... อยู่นานกว่านี้เดี๋ยวมีเรื่อง"หลังคืนที่มีเรื่องกันหน้าห้องน้ำ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบ ต่างคนต่างอยู่เหมือนพักรบชั่วคราว แต่ฉันไม่ได้ชะล่าใจ พร้อมรับมือตลอดเวลาตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่เชียงใหม่ ปราณดูแลฉันดีมาก เขาบินมาหาฉันทุกครั้งที่ว่างจากตรวจงานที่โรงงานหรือเข้าประชุมที่กรุงเทพฯความอบอุ่น เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีจนน่ากลัว และการตามใจแบบกวน ๆ ของเขา ค่อย ๆ พังกำแพงที่ฉันตั้งไว้ทีละนิด... และมันเริ่มส่งผลกับสิ่งที่ฉันมั่นใจท







