Se connecterฉันไม่ได้สนใจเลยสักนิด หยิบมีดกับส้อมมาหั่นเนื้อในจานที่ปราณเพิ่งสลับให้ ก่อนจะส่งเนื้อเข้าปาก เคี้ยวช้า ๆ แล้วมองหน้าภัทรที่จ้องฉันเหมือนอยากจะฆ่ากันให้ตาย ก่อนจะมองเลยไปที่ปูเป้ซึ่งนั่งหน้าเสียอยู่ข้างกัน
"อืม... รสชาติดีจริง ๆ ด้วย"
ฉันวางส้อมลง เอนหลังพิงเก้าอี้ ยิ้มให้ทุกคนในโต๊ะ
"ไม่แปลกใจเลยค่ะว่าทำไมบางคนถึงติดใจ... ของที่มันถึงเครื่อง ยังไงก็น่ากินกว่าของที่ดูดีแค่หน้าตาตั้งเยอะ จริงไหมคะบอส?"
โต๊ะอาหารเงียบกริบทันที เงียบจนได้ยินเสียงแอร์ภัทรไม่ตอบ เขาวางแก้วน้ำลงช้า ๆ สายตาดุคู่นั้นจ้องหน้าฉันนิ่ง
ฉันเลยขอตัวลุกออกมาจากโต๊ะ กลิ่นไวน์กับกลิ่นน้ำหอมฉุน ๆ ของปูเป้ทำเอาฉันอยากออกมาสูดอากาศข้างนอกเต็มที
แต่พอกำลังจะเลี้ยวตรงมุมทางเดินหน้าห้องน้ำ จู่ ๆ ก็มีมือคว้าข้อมือฉันไว้ แล้วกระชากตัวฉันเข้าไปในซอกทางเดินข้างห้องเก็บของทันที
"อ๊ะ..."
ฉันสะบัดมือออก หลังชนเข้ากับผนัง แสงไฟสลัวทำให้เห็นผู้ชายในชุดสูทเนี้ยบเดินเข้ามายืนขวางไว้
"มีอะไรคะบอส?"
"ของถึงเครื่องงั้นเหรอเคท?" ภัทรพูดเสียงต่ำ ขยับเข้ามาใกล้
"คิดว่าผมดูไม่ออกเหรอว่าคุณจงใจแซะผม?"
"แล้วถ้าเคทจงใจ... บอสจะทำไมคะ?" ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ
"เคทก็แค่พูดความจริงตามที่ปราณเปิดประเด็น"
"ความจริงงั้นเหรอ?!" ภัทรหัวเราะในคอ สายตาดูเอาเรื่อง
"ผู้ชายมีตั้งเยอะแยะ แต่คุณเลือกไปนอนกับน้องชายเมียผมเนี่ยนะ?"
ฉันยิ้มมุมปาก มองหน้าเขาแบบนิ่ง ๆ
"แล้วไงคะ… ก็อย่างที่เคทบอก ปราณเขาถึงเครื่อง และกล้าพอที่จะทำให้เคทพอใจ ไม่เหมือนผู้ชายขี้ขลาดบางคนที่ได้แต่ยืนมอง แล้วมาทำตัวหวงก้างพาลใส่คนอื่น"
"เคท!" ภัทรกัดฟันแน่นจนเส้นเลือดขึ้น
"หลบไปค่ะ..." ฉันพูดเสียงนิ่ง มองแหวนแต่งงานบนนิ้วเขา
"กลับไปเป็นผัวที่ดีให้ปูเป้เถอะค่ะบอส อย่ามายืนทำตัวไร้น้ำยาอยู่หน้าห้องน้ำแบบนี้เลย มันทุเรศ"
คำพูดของฉันทำเอาภัทรโกรธจนเส้นเลือดขึ้นขมับ สายตาเขาดูโมโหจนแทบคุมตัวเองไม่อยู่
ฉันขยับตัวจะเดินหนี แต่ยังไม่ทันพ้น เขาก็พุ่งเข้ามากระชากข้อมือฉันไว้แน่น
"โอ๊ย!" ฉันนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
เขาบีบข้อมือฉันแน่นจนเจ็บกระดูก ก่อนจะดึงตัวฉันเข้าไปชนกับอกเขา
"คิดว่าพูดจาดูถูกผมแล้วจะเดินหนีไปง่าย ๆ เหรอเคท?!" เขาพูดเสียงต่ำ
"คิดว่าตัวเองเป็นใครวะ?!"
"ปล่อย!" ฉันมองหน้าเขากลับ ไม่ยอมแพ้ พยายามสะบัดมือออก แต่เขากลับยิ่งบีบแน่นขึ้น
"บอกให้ปล่อยไง!"
"มีเรื่องอะไรกันเหรอคะ?"
เสียงนิ่ง ๆ ดังขึ้นจากข้างหลัง ทำเอาทุกอย่างเงียบลงทันที
ภัทรชะงัก ตัวแข็งทื่อ ก่อนที่เขาจะรีบปล่อยมือจากฉัน
ฉันหันไปมอง ปูเป้ยืนอยู่ตรงมุมทางเดิน มือข้างหนึ่งจับท้องตัวเองไว้ สายตาเธอนิ่งสนิท จ้องไปที่มือของภัทรที่เพิ่งผละออกจากฉัน
"เป้..." ภัทรเปลี่ยนสีหน้าทันที เขาก้าวถอยหลังห่างจากฉันไปก้าวหนึ่ง พูดเสียงติดขัด
"ไม่มีอะไร พี่คุยเรื่องงานด่วนกับเคทน่ะ"
ปูเป้ไม่แม้แต่มองหน้าผัวตัวเอง สายตาเธอมองมาที่หน้าฉัน ก่อนจะเหลือบมองรอยแดงเป็นปื้นบนข้อมือ แล้วยิ้มขึ้นมานิดหนึ่ง
"คุยเรื่องงานด่วน... ถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือกับเลขาเลยเหรอคะพี่ภัทร?"
ปูเป้เดินเข้ามาใกล้ เธอหยุดข้างภัทร เอื้อมมือไปจัดปกเสื้อสูทให้เข้าที่อย่างใจเย็น ภายนอกดูเหมือนดูแล แต่จริง ๆ คือการแสดงความเป็นเจ้าของชัดเจน
"หรือว่า... มีเรื่องส่วนตัวอะไรที่เป้ยังไม่รู้?"
เธอดึงสายตากลับมามองหน้าฉันตรง ๆ
"ว่าไงคะคุณเคท... งานมีปัญหามาก จนต้องลากสามีเป้มาคุยกันในมุมมืดแบบนี้เลยเหรอ?"
ฉันมองมือปูเป้ที่กำลังจับปกเสื้อสูทของภัทร ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปสบตากับเธอตรง ๆ
ฉันยกข้อมือข้างที่เพิ่งโดนบีบขึ้นมา หมุนให้เห็นรอยแดงเป็นปื้นชัด ๆ แล้วยิ้มมุมปากให้นิดหนึ่ง
"คงต้องถามสามีคุณดูเองแล้วล่ะค่ะ..."
ฉันหยุดพูดนิดหนึ่ง หันไปมองภัทรที่ยืนหน้าซีดตัวแข็ง
"...เพราะเคทกำลังจะเดินกลับโต๊ะ แต่บอสเป็นฝ่ายเดินมาขวาง แล้วช่วยเตือนสามีคุณด้วยนะคะ ว่าอย่าไปบีบข้อมือผู้หญิงแบบนี้อีก มันดูแย่มาก"
ฉันหันกลับมามองหน้าปูเป้อีกครั้ง
"ขอตัวนะคะ พอดีมีคนรออยู่ที่โต๊ะ... ไม่อยากให้เขารอนาน"
ฉันเดินเลี่ยงทั้งคู่ออกมาโดยไม่คิดจะหันกลับไปมอง
ข้างหลังมีเสียงปูเป้กระซิบสั่งเสียงนิ่ง แต่ทำเอาภัทรไม่กล้าขยับ
"เดินตามเป้กลับไปที่โต๊ะเดี๋ยวนี้ค่ะพี่ภัทร... แล้วค่อยไปเคลียร์กันในรถ"
ฉันเดินกลับมาที่โต๊ะอาหารแล้วนั่งลงข้างปราณ เขากำลังนั่งพิงหลังจิบไวน์แบบสบายใจ หน้าตายังดูกวนตีนเหมือนเดิม
"นึกว่าตกส้วมตายไปแล้ว..."
ฉันหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบโดยไม่ตอบอะไร แต่จังหวะที่วางแก้วลง รอยนิ้วมือที่เริ่มช้ำรอบข้อมือก็โผล่ให้เห็นชัด
ปราณชะงักไปทันที สายตากวนเปลี่ยนเป็นนิ่งสนิทที่ดุจนน่ากลัวแบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
เขาไม่ถามอะไรสักคำ ยื่นมือมาจับข้อมือฉันขึ้นมาดู นิ้วโป้งลูบรอยแดงเบา ๆ แต่เขากัดฟันแน่น
"งานน่ะ... หนักแน่ครับพี่เคท"เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กัดติ่งหูฉันเบาๆ แล้วกระซิบ"...โดยเฉพาะกะดึกบนเตียง เตรียมใจไว้เลยว่าผมใช้พี่คุ้มแน่"ฉันขนลุกไปทั้งตัว แต่เอี้ยวตัว สองมือยกขึ้นคล้องคอเขาไว้ นิ้วสอดเข้าไปในผมตรงท้ายทอย ดึงให้เขาก้มลงมามองหน้าใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน"เด็กเวร... หน้าเลือดขนาดนี้ คิดจะใช้งานพี่ยันเช้า ต้องจ่ายโอทีด้วยนะ"ฉันยิ้มมุมปาก จงใจยั่วกลับสายตาเขาเปลี่ยนเป็นดุขึ้นทันที เขาเลื่อนมือลงมาบีบสะโพกฉันแน่น รั้งตัวฉันให้แนบชิดกับเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง"ใครบอกว่าพี่เป็นคนทำงาน..." เสียงเขาแหบลง กัดฟันพูดเหมือนพยายามข่มอารมณ์"ตลอดทั้งคืนผมจะจัดการเองหมด... พี่มีหน้าที่แค่นอนครางรับเงินเดือนไปก็พอ"พูดยังไม่ทันขาดคำ ปราณก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้เถียง เขากดจูบลงมาทันที จูบหนักๆ แบบเอาแต่ใจ จนความเย็นของลมรอบตัวทำอะไรไม่ได้อีก….สนามบินสุวรรณภูมิตอนนี้คนเยอะมาก ปราณชะงักฝีเท้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาคนที่ปั่นป่วนชีวิตเราไม่เลิก"เออ พี่เป้..." เสียงเขานิ่งมาก แต่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกทีปลายสายน่าจะเงียบ หรือไม่ก็เตรียมตั้งรับ เพราะหลังจากเรื่องวันนั้น พี่สาวเขาคง
"คุณปราณไม่ได้มาวุ่นวายครับ... เขาคือตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวของกองทุนเราในดีลนี้"มิสเตอร์แอนเดอร์สันพูดแทรกขึ้นมาทั้งห้องเงียบกริบขึ้นมาทันทีภัทรหน้าซีดเผือด เขามองสลับไปมาระหว่างตัวแทนกองทุนกับเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่เขาเคยมองข้ามมาตลอดปราณไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเบาๆ ขยับตัวนั่งหลังตรง ประสานมือไว้บนโต๊ะ สายตามองหน้าพี่เขยที่กำลังเหวออย่างใจเย็น"พี่คิดว่าบอร์ดที่อเมริกาจะยอมปล่อยเงินร้อยล้านให้โปรเจกต์พี่ง่ายๆ โดยไม่มีคนการันตีเหรอครับ?" เสียงของปราณนิ่งมาก ไม่ได้เยาะเย้ย แต่กดดันจนอีกฝ่ายแทบพูดไม่ออก"เงินลงทุนก้อนนี้... มันเป็นกองทุนส่วนตัวในชื่อผม"ภัทรยืนนิ่งไปเลย เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา หายใจติดขัดเหมือนคนพูดอะไรไม่ออก"เป็นไปไม่ได้... ทำไมฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้" ภัทรเค้นเสียงออกมาปราณกระตุกยิ้มมุมปากนิดเดียว สายตาเรียบเฉยจนดูเย็นชา"พี่ก็ลองกลับไปถามเมียพี่ดูสิครับ..."เขาเว้นจังหวะ แล้วเลื่อนสายตามามองฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังภัทรแวบหนึ่ง ปราณเคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสาร หันไปพยักหน้าให้คุณแอนเดอร์สันนิดเดียว"คุณแอนเดอร์สันกับผมดูตัวเลขทั้งหมดแล้วครั
"พอเถอะปราณ..." ฉันตัดบทหน้านิ่ง "ที่ผ่านมาที่บอกว่าคบกัน... ลึก ๆ นายก็รู้ว่ามันแค่เซ็กส์แก้เหงา ไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ"ฉันยิ้มเยาะตัวเอง นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้"แค่ความอยากเอาชนะ แค่หลง หรือไม่ก็แค่ถูกใจเรื่องบนเตียงเท่านั้นแหละ... ตอนนี้นายเล่นพอแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ พี่จะทำงาน"ฉันหยุดพูด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น"การที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... ตอนแรกพี่คิดว่ามันคือกำไร เหมือนได้โชคสองชั้นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร... แต่รู้ไหมตอนนี้พี่รู้สึกยังไง?"ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา"มันกลายเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไปแล้วปราณ... การที่พี่ต้องมานั่งรอแชตที่นายไม่เคยส่งมา การที่พี่คิดถึงนายจนเสียงาน มันทำให้พี่คุมตัวเองไม่ได้เลย"ฉันลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงก้าว"ความสัมพันธ์บ้านี่มันกำลังทำให้ชีวิตพี่พัง... พี่ไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"ฉันเกลียดตัวเองในตอนนี้ที่สุด... เกลียดที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ชีวิตที่อุตส่าห์จัดระบบไว้ดี ๆ พังไม่เป็นท่า"พอเถอะปราณ... พี่ไม่เอาแล้ว" ฉันตัดบทแล้วหันหลังให้"ออกไปเหอะ กลับไปอยู่ในที่ของนาย แล้วปล่อยให้พี่กลับไปใช้ชีวิตคนเดียวแ
สุดท้าย... ฉันก็เลือกทางที่เซฟที่สุดเรื่องเงินกับหน้าที่การงาน ฉันตัดสินใจตอบตกลงย้ายตามบอสไปเป็นเลขาฯ ที่บริษัทพ่อปูเป้คนอย่างเคทไม่เคยรอโชคชะตา และไม่เสียเวลามานั่งร้องไห้ให้สิ่งที่เสียไปแล้ว ในเมื่อความรักเป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ฉันก็แค่ตัดทิ้ง ฉันเริ่มจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ลบแอปที่เคยใช้คุย ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่จะทำให้ฟุ้งซ่านจนเสียงานการไม่เอาความรู้สึกมาปน คือวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดวันแรกของการทำงานในตึกใหม่ที่ใหญ่และหรูหรากว่าเดิม ฉันใส่สูทสีเข้มเรียบกริบ แต่งหน้าจัดเต็มจนดูนิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่พอเปิดประตูเข้าไปในที่ทำงานใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออกบอสในฐานะซีอีโอคนใหม่เริ่มใช้งานฉันหนักกว่าเดิม เขาเรียกใช้ฉันแทบทุกสิบนาทีเพื่อโชว์คนอื่นในบอร์ด ส่วนปูเป้ก็ขยันเดินมาที่โต๊ะฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คอยสั่งงานจุกจิกที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ทั้งหมดก็แค่ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ของเธอ"คุณเคทคะ ช่วยสรุปยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเป้ให้หน่อยนะคะ พอดีเป้ยุ่งมาก"ปูเป้วางกองบิลลงบนโต๊ะฉัน แล้วยิ้มเยาะ"อ้อ ลืมไป ที่นี่เราทำงานกันแบบ
หนึ่งเดือนเต็มที่เขาหายไปอยู่อีกซีกโลก...เวลาที่ต่างกันสิบกว่าชั่วโมงทำให้เราคุยกันแค่วันละไม่กี่ประโยค ฉันตัดความฟุ้งซ่านด้วยการทำงานลากยาวจนดึกทุกวัน พยายามบอกตัวเองว่ากลับมานิ่งได้เหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ลึก ๆ ยังรู้สึกโหวงจนน่าหงุดหงิด"สวัสดีค่ะคุณเคท"เสียงของปูเป้ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอควงแขนภัทรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ท้องเธอเริ่มโตขึ้นชัดเจน นิ้วนางข้างซ้ายใส่แหวนเพชรเม็ดโตจนสะดุดตาฉันลุกขึ้นยืนตามหน้าที่ ยื่นแฟ้มรายงานให้ภัทร"เอกสารสรุปยอดไตรมาสนี้ค่ะบอส ส่วนฝ่ายบัญชีฝากถามเรื่องกำหนดการเซ็นอนุมัติงบก่อนบอสจะลงไปดูไซต์งานสัปดาห์หน้า"ยังไม่ทันที่ภัทรจะรับ ปูเป้ก็ยื่นมือมาดึงแฟ้มไปตัดหน้า เธอเปิดดูผ่าน ๆ ก่อนจะเหลือบมองฉันแล้วยิ้มมุมปาก"งานเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะคะคุณเคท... ถึงว่า พี่ภัทรถึงอยากหนีบคุณเคทตามไปอยู่ด้วยที่บริษัทคุณพ่อ"ฉันชะงัก หันไปมองหน้าภัทรทันที เขาดูเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"เป้... พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้พี่จะคุยกับเคทเอง" ภัทรตัดบท ดึงแฟ้มกลับมาถือไว้ "เป้ไปรอที่รถก่อนเถอะ"ปูเป้ไม่สนใจ เธอยกมือลูบท้องตัวเอง มองฉันด้วยสายตาดูถูก"คนตัวคนเดียวอย่างคุณเคท วิ
จังหวะนั้นเอง ภัทรกับปูเป้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ภัทรดูเครียดจัด ส่วนปูเป้ยังคงพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นปราณไม่ยอมปล่อยมือฉัน เขาวางแก้วไวน์ลงโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีแบบไม่ไว้หน้าใคร"อ้าว จะไปไหน" ปูเป้ถามขึ้นมา ปราณเหลือบมองพี่สาว ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภัทรตรง ๆ สายตาคู่นั้นดูเอาเรื่องแบบไม่มีเกรงใจ"ไม่อยู่แล้วครับ... แถวนี้กลิ่นไม่ค่อยดี"เขายิ้มมุมปาก มองภัทรตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก"กลิ่นพวกคนขี้แพ้ที่ชอบใช้กำลังลับหลัง..."ภัทรหน้าตึงขึ้นทันที กำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้ปราณไม่รอให้ใครพูดต่อ เขากุมมือฉันไว้แน่น ดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนข้างเขา"กลับเถอะเคท... อยู่นานกว่านี้เดี๋ยวมีเรื่อง"หลังคืนที่มีเรื่องกันหน้าห้องน้ำ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบ ต่างคนต่างอยู่เหมือนพักรบชั่วคราว แต่ฉันไม่ได้ชะล่าใจ พร้อมรับมือตลอดเวลาตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่เชียงใหม่ ปราณดูแลฉันดีมาก เขาบินมาหาฉันทุกครั้งที่ว่างจากตรวจงานที่โรงงานหรือเข้าประชุมที่กรุงเทพฯความอบอุ่น เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีจนน่ากลัว และการตามใจแบบกวน ๆ ของเขา ค่อย ๆ พังกำแพงที่ฉันตั้งไว้ทีละนิด... และมันเริ่มส่งผลกับสิ่งที่ฉันมั่นใจท







