Masuk“คุณนี่ฉลาดจริง ๆ เลยนะเจียวหมิง เงิน 1200 หยวนนี้คุณสามารถหาคืนได้นิ แต่ฉันนี่สิ หย่ากับคุณไปแล้วแต่ต้องทนกับคำครหา ชีวิตต่อจากนี้ของฉันจะเป็นอย่างไรนั้นคุณน่าจะรู้ดี ฉันต้องการเงินชดเชย 1200 หยวน ไม่มีลด 1200 หยวนคือ 1200 หยวน!”
เจียวหมิงเห็นซื่อหงไม่ยอมอ่อนข้อก็ยิ่งเดือดมากกว่าเดิม คิดเห็นจดหมายกำลังอยู่ที่เธอ เขาก็ไม่กล้าทำอะไร ได้แต่ตบไปที่โต๊ะที่อยู่ตรงหน้าเพื่อระบายอารมณ์
“ซื่อหง!! ทำไมเธอถึงหน้าด้านหน้าทนแบบนี้!! ถ้าเธอไม่ยอมฉันก็จะไม่หย่ากับเธอ!!”
“เหอเจียวหมิง เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว คุณไม่มีสิทธิ์มีเสียงว่าจะหย่าหรือไม่? ฉันคนเดียวเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์มีเสียงในเรื่องนี้ ถ้าคุณไม่ยอมหย่ากับฉัน ฉันจะนำจดหมายนี้ไปที่เขต ถึงตอนนั้นคุณกับโม่วหลีได้ถูกไล่ออกจากงานแน่ ต้องอับอายขายขี้หน้าไปตลอดชีวิต ต้องทนกับคำดูถูกของชาวบ้าน ตอนนี้ฉันไม่ได้แค่สามารถนำจดหมายนี้ไปที่เขตนะ ฉันยังสามารถนำจดหมายไปให้สามีของโม่วหลีที่เป็นทหารได้ด้วย คุณคือคนที่ทำลายความสุขของคนอื่น ถ้าให้ทหารตามสืบเรื่องของคุณ คุณคิดว่าคุณจะรอดหรือเจียวหมิง? คิดหรือ...ว่าคุณจะยังทำงานอยู่ที่เมืองนี้ได้”
คำพูดของซื่อหงเหมือนดั่งไฟสุมทรวง ทำให้เจียวหมิงโกรธจนขาดสติ เขายกมือขึ้นเหนือศีรษะหวังจะตบสั่งสอนเธอสักหน่อย แต่ก็ต้องหยุดการกระทำนั้นไว้
“หยางซื่อหง!! เธอช่างกล้า?!!” เมื่อคราที่ซื่อหงเพิ่งจะแต่งงานเข้ามาอยู่ในเรือนหลังนี้ได้ไม่นาน เจียวหมิงเคยลงไม้ลงมือทำร้ายเธออยู่บ่อยครั้ง เพราะบทเรียนเมื่อคราก่อน ทำให้ซื่อหงรู้ได้และรีบหลบ เธอขยับเข้าไปใกล้เขา สายตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นจ้องมองอีกฝ่าย
“เจียวหมิง ถ้าวันนี้คุณลงมือทำร้ายฉันเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วละก็ พรุ่งนี้ฉันจะนำจดหมายรักของคุณไปให้หัวหน้าของคุณที่โรงงาน ถึงตอนนั้นฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคุณยังจะรักษาตำแหน่งและชื่อเสียงของคุณไว้ได้หรือไม่? ”
คำพูดของซื่อหงทำให้เจียวหมิงแทบอยากจะกระโจนเข้าไปบีบคอเธอเสีย ซื่อหงเมื่อก่อนนอกจากจะมีใบหน้าที่สะสวยแล้ว ยังจิตใจดีไม่เคยพูดจาแบบนี้กับเขามาก่อน ไม่คิดว่าผู้หญิงอย่างเธอเวลาได้ร้ายแล้วจะน่ากลัวมากขนาดนี้ มือหนากำหมัดแน่น นัยน์ตาเรียวคมจ้องใบหน้าเรียวสวยเป็นเดือดเป็นแค้น
“ฉันกับเธอใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมานาน ฉันเลี้ยงเธอมาอย่างดี ชีวิตสุขสบายที่ใคร ๆ ก็อิจฉา เธออยากจะได้อะไรฉันก็ซื้อให้ เธอมีหน้ามีตา แม้ว่าเธอจะไม่เหมาะกับฉันก็ตาม แต่ตอนนี้เธอกลับเอาเรื่องจดหมายมาขู่ฉันอย่างนั้นหรือ? ”
ซื่อหงได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะดังลั่นบ้าน ถ้าคนในบ้านเหอไม่เอารัดเอาเปรียบเธอจนเกินไป ไม่พูดเอาแต่ได้แบบนี้เธอก็คงไม่ทำแบบนี้หรอก เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เธอจะไม่อดไม่ทนอีกต่อไป เธอจะไม่ยอมเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว
“นี่ไม่ได้เรียกว่าขู่ คุณกับฉันแต่งงานกันมา 3 ปีก็จริง 3 ปีมานี้ฉันทำงานอะไรบ้างคุณก็น่าจะรู้ดี ผู้คนที่นี่ต่างก็รู้เห็นกันหมด ฉันไม่เคยทำผิดต่อคุณ แต่...คุณกลับนอกใจฉันไปมีชู้ คุณทำผิดต่อฉันก่อนนะ เงินชดเชยนั่นแน่นอนว่าฉันควรจะได้รับมัน”
ซื่อหงอ่านเนื้อหาในจดหมายนั้นแล้ว ถ้าหาวิธีเปิดเผยจดหมายรักของเขาได้จะทำให้เขาถูกไล่ออกจากงาน ถ้าทำอย่างนั้นเธออาจจะไม่ได้เงินค่าชดเชยก้อนนั้น แต่...ถ้าเจียว หมิงไม่ยอมรับข้อเสนอของเธอ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทนอีก ต่อให้สูญเสียทุกอย่างไปแล้วไม่ได้อะไรติดตัวไปก็ตาม เธอจะลากเขาลงนรกให้ได้!
“ถ้าคุณไม่อยากถูกไล่ออกจากงาน ไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องอับอายนี้ของคุณ เราควรจะคุยกันดี ๆ แล้วหาทางออกนะ แต่ถ้าคุณคิดว่าฉันเอารัดเอาเปรียบคุณเกินไป ถึงตอนนั้นคุณอย่าได้หาว่าฉันใจร้ายกับคุณก็แล้วกัน”
เสียงที่ไพเราะก่อนหน้านี้ตอนนี้ทำไมถึงได้เยือกเย็นน่ากลัวเช่นนี้ เจียวหมิงรู้ว่าตัวเองทำผิดอย่างร้ายแรง ตอนนี้เขาก็เป็นแค่พนักงานขั้น 4 ขยันทำงานอีกสักสองสามปีอาจจะได้เลื่อนขั้น ถึงตอนนั้นเงินค่าแรงเขาก็จะได้เพิ่มมากขึ้น ถ้าอดทนอีกสักนิดเขาจะได้เชิดหน้าชูตาในสังคมนี้ ถ้าเกิดซื่อหงเปิดเผยเรื่องนี้แล้วละก็ ตัวเขาเองที่จะเสียเปรียบ
ซื่อหงรู้จุดอ่อนของเขาถึงไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวเขาแบบนี้ เจียวหมิงไม่ได้กลัวเธอ แต่เขากลัวที่จะถูกไล่ออกจากงาน กลัวจะอับอายขายขี้หน้าและที่สำคัญเขากลัวสามีของโม่วหลี ลึก ๆ แล้วเจียวหมิงก็ยังมีความรู้สึกผิดต่อซื่อหงอยู่ เขาไม่รู้ว่าเพราะเธอหึงโม่วหลีหรือไม่ถึงได้ขอหย่ากับตน ถ้าเธออยากจะหย่ากับเขานัก เขาก็จะหย่า เป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้เขาได้ครองคู่กับโม่วหลี
เจียวหมิงไม่เชื่อหรอกว่าคนอย่างซื่อหงหลังจากที่หย่ากับเขาแล้วจะได้ดิบได้ดี ถ้าแต่งงานใหม่ก็เป็นได้แค่แม่เลี้ยงเท่านั้นแหละ ก็เป็นทาสคอยรับใช้คนอื่นอยู่ดีไม่ใช่หรือ? คิดได้แบบนั้น...เจียวหมิงก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย แต่...ถ้าเขายอมหย่าจะต้องใช้เงินมากถึง 1200 หยวน คิดเห็นจำนวนเงินที่ต้องชดเชยให้ซื่อหงแล้ว เขาก็ปวดใจไม่น้อย หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่นาน เจียวหมิงก็ถอนหายใจแรง ก่อนจะเอ่ยบอกกับซื่อหงว่า
“ฉันหย่ากับเธอได้ แต่ตอนนี้ฉันไม่มีเงินมากขนาดนั้น ให้เวลาฉันหน่อย ฉันจะหาวิธีหาเงิน 1200 หยวนนั้นมาให้เธอ”
เจียวหมิงทำงานกับรัฐ ถ้าพวกเขาสองคนหย่ากันจะต้องไปที่เขตลงนามประทับตรา พวกเขาถึงจะได้ใบหย่ามา จัดการเรื่องนี้จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 วัน ซื่อหงเองก็ไม่อยากกดดันเขามาก แต่เธอเองก็ไม่อยากให้เรื่องนี้มันยืดเยื้อนาน จึงได้พูดออกไปตรง ๆ
“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคนในบ้านคุณจะไม่มีเงินมากกว่า 600 หยวน พรุ่งนี้เอาเงินนั่นมาให้ฉันก่อนครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือ...ก่อนจะไปลงนามหย่าค่อยเอามาให้ฉันก็ได้ แต่...คุณจำไว้นะ ว่าคุณหนีฉันไม่พ้นหรอก”
“นี่เธอ!!” เห็นสีหน้า แววตาของซื่อหงที่มองมาแล้ว เจียวหมิงได้แต่ข่มอารมณ์โกรธของตัวเองไว้
“เธอรีบใช้เงินขนาดนั้นเลยหรือ? ”
“อืม ฉันรีบใช้เงินนั่น แต่ดูเหมือนคนที่รีบร้อนก็คือคุณนะไม่ใช่ฉัน อย่างไรเสีย...แม่คุณก็รออุ้มหลานชายอยู่ไม่ใช่หรือ? รีบ ๆ จัดการเรื่องนี้ซะสิ”
เจียวหมิงกัดฟันดังกรอด ตอนนี้เขารีบร้อนจริง ๆ ยังไงเรื่องหย่าก็ยืดเยื้อมานานเป็นปีแล้ว ทางด้านโม่วหลีก็ได้ขอหย่ากับสามีแล้วด้วย ถ้าสองวันต่อจากนี้อยู่ ๆ ซื่อหงเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา เขาจะไม่เสียเปรียบหรือ?
“ได้ เรื่องเงินพรุ่งนี้ฉันอาจจะหาเงินมาให้เธอก่อนครึ่งหนึ่ง แต่มีข้อแม้...เธอจะต้องคืนจดหมายนั่นมาส่วนหนึ่ง เรื่องที่เราคุยกันในวันนี้เธอก็เก็บเงียบให้ดีล่ะ ถ้าเธอเปิดเผยเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้ เธอก็อย่าหาว่าฉันใจร้ายกับเธอ จำไว้!!” แน่นอนว่าซื่อหงจะไม่มีความคิดเห็นใด ๆ
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ ฉันจะไม่บอกใคร” คุยกันเสร็จ เจียวหมิงก็เดินออกมาจากห้อง
อยู่ข้างนอกคนในบ้านเหอได้ยินบทสนทนาระหว่างพวกเขาสองคนหมด เฟยเทียนคาดไม่ถึงจริง ๆ ตอนนี้หล่อนรู้ได้แล้วว่าทำไมซื่อหงถึงได้พูดถึงชื่อโม่วหลี ที่แท้เรื่องก็เป็นแบบนี้นี่เอง แต่...เฟยเทียนคือแม่ของเจียวหมิง หล่อนคิดว่าลูกชายของหล่อนไม่ได้ทำอะไรผิด ใครบอกซื่อหงมีลูกให้ลูกชายหล่อนไม่ได้เอง ถ้าซื่อหงมีลูกให้ลูกชายหล่อนได้ เจียวหมิงคงไม่ออกไปหาผู้หญิงคนอื่นแบบนั้น
ลูกชายหล่อนไม่ผิด ถ้าเป็นเมื่อ 50 ปีก่อน ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้มากกว่า 2 คน แต่...ซื่อหงกับเอาเรื่องนี้มาขู่ลูกชายของหล่อน เมื่อนึกถึงบทสนทนาเมื่อครู่ที่ซื่อหงขู่เอาเงินจากลูกชายของตน เฟยเทียนก็โกรธมากอยากจะผลักประตูเข้าไปตบสั่งสอนซื่อหงสักหน่อย ถ้าเจียวเจี๋ยไม่ห้ามไว้ป่านนี้หล่อนคงได้ตบใบหน้าสวย ๆ ของซื่อหงไปแล้ว
เห็นเจียวหมิงหน้าดำหน้าแดงเดินออกมาจากห้อง เฟยเทียนไม่สนใจเรื่องเมื่อครู่อีก ไม่สนใจว่าผู้หญิงที่ชื่อโม่วหลีนั้นเป็นใคร หล่อนรีบลากเจียวหมิงมาที่เรือนใหญ่
“หมิงเอ๋อร์ลูก ลูกเสียสติไปแล้วหรือ? ทำไมถึงได้ยอมนังนั่นแบบนั้น”
เงิน 1200 หยวนไม่ต่างจากพรากชีวิตของหล่อนไป ตอนนี้พวกเขาจะไปหาเงินมาจากไหนมากถึง 1200 หยวนมาให้ซื่อหงกัน จะไปขโมยเงินของคนอื่นก็ไม่อาจทำได้ คิดแค่ว่าจะต้องสูญเงินมากถึง 1200 หยวน เฟยเทียนก็เดือดสมองแทบระเบิดแล้ว
“จริงด้วย ซื่อหงอยู่ที่นี่ทำได้มากสุดก็แค่ขู่พวกเรา ซื่อหงกำลังทำผิดอย่างร้ายแรง ทำไมพี่ถึงได้ยอมที่จะจ่ายค่าชดเชยมากถึง 1200 หยวนก็ไม่รู้”
นึกถึงเรื่องเมื่อครู่แล้ว เจียวหมิงก็เดือดไม่ต่างจากทุกคน เขาคิดว่าจะจ่ายค่าชดเชยให้เธอแค่ 200 หยวนเท่านั้น ส่วนเงินที่เหลือก็จะเก็บไว้แต่งงานกับโม่วหลี ใครจะไปคิดว่าซื่อหงจะรีดไถเงินจากเขามากขนาดนี้ ไม่พอยังนำจดหมายรักของเขามาขู่เขาอีก
“ทำผิดร้ายแรงแล้วจะทำอะไรซื่อหงได้ ผมไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยแล้วเรื่องนี้มันจบหรือ? อีกอย่าง...จดหมาย 3 ฉบับนั่นก็อยู่ที่ซื่อหงหมด”
“ซื่อหงก็แค่เอาเรื่องนั้นมาขู่ลูก” เจียวเจี๋ยรู้สึกว่าลูกชายของตนอ่อนแอเกินไป สามีของโม่วหลีเป็นทหารก็จริง พวกเขาไม่ควรแตะต้อง แต่...ซื่อหงเป็นใคร? ก็แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ก็แค่ขู่ทำร้ายร่างกาย ถ้าซื่อหงไม่ยอมก็ลงมือทำร้ายร่างกายจริง ๆ แค่นี้ก็จัดการได้แล้ว
“เดี๋ยวพ่อจะไปแย่งจดหมายนั้นคืนมา พ่อไม่เชื่อหรอกว่าพ่อจะแย่งมาไม่ได้”
“พ่อ อย่าไป” เจียวหมิงคิดเห็นสีหน้าและแววตาของซื่อหงแล้ว เขาโกรธจนอยากจะบีบคอเธอให้ตาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“จดหมายนั่นไม่ได้อยู่ที่ซื่อหง ผมเห็นซื่อหงสามารถทำได้ทุกอย่าง ถ้าเราแตะต้องซื่อหงแม้แต่ปลายเล็บ ถึงตอนนั้นเธอนำจดหมายไปให้หัวหน้าผมแล้วละก็ ชีวิตของผมได้จบเห่แน่”
ถ้าสามีของโม่วหลีรู้เรื่องนี้แล้วละก็ ถูกผู้ชายคนนั้นทำร้ายแล้วปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปก็ถือว่าโชคดีไป แต่สิ่งที่เจียวหมิงกลัวที่สุดคือ...กลัวว่าสามีของโม่วหลีจะนำตัวเขาไปที่สถานีตำรวจ ถึงตอนนั้นเขาก็ไม่อาจทำอะไรได้
ตั้งแต่ที่เจียวหมิงได้ทำงานเป็นพนักงานขับรถที่เขต ได้เลื่อนตำแหน่ง เฟยเทียนชินกับการที่ถูกคนอื่นเอาใจเอ่ยชม ไม่เคยโกรธใครมากขนาดนี้มาก่อน หล่อนเองก็ไม่กล้าโยนความผิดให้กับโม่วหลี ได้แต่โยนความผิดและความแค้นที่ซื่อหงแทน ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ เฟยเทียนก็ส่งเสียงร้องไห้
“ตระกูลเหอของเราอับโชคจริง ๆ เลยที่ต้องมาเจอกับลูกสะใภ้แบบนี้ แม่บอกกับลูกแล้วไม่ใช่หรือ? แม่ไม่อยากให้ลูกแต่งงานกับนังนั่นตั้งแรกน่ะ แต่ลูกกลับไม่เชื่อฟังแม่ดื้นรั้นที่จะแต่งงานกับนังนั่นให้ได้ ตอนนี้เป็นอย่างไร? เห็นแล้วใช่ไหม? ลูกชายคนเดียวก็มีให้เราไม่ได้ เรื่องนั้นแม่ไม่ติดใจอะไรแล้ว แต่...ดูสิ่งที่นังนั่นทำกับเราตอนนี้สิ”
ซื่อหงเดินช้า ๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนเป็นแม่ นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง“ตอนที่พี่จินเกอประสบอุบัติเหตุ ฉันต้องหยุดเรียนเพื่อมาดูแลพี่เขา ฉันช่วยงานพ่อกับแม่ดูแลพี่จินเกอและซื่อหลิน ฉันตามพ่อกับแม่ไปทำงานที่ทุ่ง เรือนที่เราอยู่ตอนนี้ฉันก็มีส่วนร่วมหาเงินมาช่วยสร้างเรือนหลังนี้ เพราะเหตุใดกัน? ฉันหย่ากับเจียวหมิงแม่ถึงตัดขาดความสัมพันธ์กับฉัน ฉันควรจะได้อยู่ที่เรือนหลังนี้สิ”เมื่อคราที่เธอยังเด็ก พี่ชายโชคไม่ดีประสบอุบัติเหตุ ซื่อหงคิดว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเธอ เมื่อชาติที่แล้วใครพูดอะไรเธอก็เชื่อฟังไม่เคยขัด เธอทำดีคอยช่วยเหลือทุกคนในบ้าน ทำไมตอนนี้เธอถึงอาศัยอยู่ในเรือนนี้ไม่ได้กันเล่า?“ถ้าแม่รู้สึกว่าการที่ฉันหย่ากับเจียวหมิงทำให้ตระกูลหยางอับอายขายขี้หน้า ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันกับแม่ก็ไปป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าแม่อยากจะตัดขาดความสัมพันธ์กับฉันเหมือนอย่างที่แม่ต้องการ!!”ซื่อหงไม่ได้ประชดประชันแม่แต่อย่างใด เพราะเธอรู้ว่าผู้ชายในบ้านหลังนี้อ่อนแอปวกเปียกแค่ไหน พ่อกับพี่ชายไม่มีความเป็นผู้นำและยังเป็นคนโลภมากชอบเอาแต่ได้ ก่อนหน้านั้นแม้ว่าเธอจะไม่ค่อยได้กลับม
ผู้คนที่นี่ต่างก็กลัวอับอายขายขี้หน้ากันหมด พวกเขาจะไม่สนว่าลูกสาวจะรู้สึกอย่างไร ตอนนี้ซื่อหงไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับแม่ พูดไปแม่ก็ไม่มีวันฟังคำพูดจากปากเธออยู่แล้ว เพราะเธอได้แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรในบ้านหลังนี้อีกต่อไป การหย่าร้างเป็นเรื่องใหญ่ ลูกสาวบ้านไหนแต่งงานออกเรือนไปแล้วเกิดหย่ากับสามีจะทำให้ตระกูลอับอายขายขี้หน้าต่อให้พวกเธออธิบายเหตุผลก็ไม่มีใครฟัง ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนเหล่านั้นได้ เมื่อชาติที่แล้วเธอก็เคยอธิบายให้ผู้คนที่นี่ฟังแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเธอเลยสักคนเดียว ซื่อหงสูดหายใจเข้าลึก ๆ นึกถึงคำพูดของแม่เมื่อชาติที่แล้วที่ได้พูดไว้กับเธอ“คนอื่นนำเรื่องนี้ไปนินทาแล้วทำไมเหรอคะ? อดทนแล้วทุกอย่างจะผ่านไป อย่างไรเสียคำพูดของคนพวกนั้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราแย่ลงได้ นี่คือคำพูดก่อนหน้านั้นที่แม่ได้พูดกับฉัน แม่ไม่อยากให้ฉันหย่ากับเจียวหมิงถึงได้บอกแบบนั้น วันนี้ฉันจะใช้คำพูดที่แม่เคยพูดไว้กับฉันเตือนสติแม่ค่ะ”“นี่แก!!” คำพูดจุกอยู่ที่คอทำให้ฮุ่ยหนิงถึงกับพูดไม่ออก ก่อนหน้านั้นหล่อนได้พูดกับลูกสาวแบบนั้นจริง ๆ แต่...ตอนนี้กับตอนนั้นมีอะไรที่ไ
มู่เหยียนเป็นคนที่รูปร่างสูงใหญ่ ภายนอกดูเย็นชาน่ากลัว มองยังไงก็เหมือนคนไม่น่าเข้าใกล้ แต่...พอเขาได้ยิ้มแล้วละก็ ใบหน้าที่เยือกเย็นนั้นก็จะมีความอ่อนโยนขึ้น ทำให้เขาดูไม่ได้แย่ในสายตาของเธอ ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้ม ดูเหมือนเรื่องที่เธอขอร้องเขานั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ซื่อหงเห็นเขาแตกต่างจากเมื่อครู่ก็รู้สึกโล่งอก เขาก็ไม่ได้แย่อย่างที่เธอคิด“เอาเป็นว่าคุณเห็นด้วยกับฉันนะคะ” นัยน์ตาเรียวคมมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เป็นประกายเหมือนกับดวงดาวในยามค่ำคืน หัวใจของเขาพลันเต้นแรงรัวเร็ว“คุณไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ผมคือทหารทำงานในค่าย ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่”ซื่อหงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนว่ามู่เหยียนเขาคงไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ ภายในใจก็แอบเป็นกังวลเล็กน้อย“แล้ว...คุณจะเอายังไงต่อคะ? จะเปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคนเหรอคะ? ”มู่เหยียนแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาจะไม่เปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคน เขาอยากจะเห็นโม่วหลีและเจียวหมิงแต่งงานกัน อยากจะให้สองคนนั้นได้รู้ซึ้งถึงความรักที่พวกเขาปรารถนา มู่เหยียนอยากจะเห็นเจียวหมิงตกอยู่ในสภาพที่ลำบากใจเมื่อเจอกับปัญหาที่แก้ไม่ได้ มีเพียงความวิตกกังวลและความกลัวเท
เมื่อเช้านี้...เธอเพิ่งจะเจอมู่เหยียนที่อำเภอ พอกลับมาที่นี่ก็รู้ว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้นนอกจากมู่เหยียนแล้ว เธอนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเป็นฝีมือใคร ตอนแรก...ซื่อหงคิดว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้แล้วเสียอีก ใครจะไปคิดว่าเขาก็รู้เรื่องนี้เหมือนกันและเขาก็คิดที่จะไม่ปล่อยเจียวหมิงไปตั้งแต่แรกได้ยินว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย เธอก็ดีใจมาก อย่างน้อยคนคนนั้นก็ได้ช่วยเอาคืนเจียวหมิงให้เธอ แต่พอได้ยินว่าเจียวหมิงแขนขาหักต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกนานหลายวัน ซื่อหงก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา ถ้าเจียวหมิงนอนที่โรงพยาบาลแล้วเรื่องหย่าล่ะ?ซื่อหงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ สิ่งที่เธอจนใจคือเรื่องเงินต่างหากล่ะ ถ้าเกิดมู่เหยี่ยนนำเรื่องนี้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องของเจียวหมิงถูกเปิดเผย แล้วเงินที่เหลือของเธอล่ะ? เมื่อนึกถึงเงินที่เหลือที่ยังไม่ได้จากเจียวหมิงแล้ว ซื่อหงไม่ไปเยี่ยมเจียว หมิงที่โรงพยาบาลอีก ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านจงโหวแทนซื่อหงรู้แค่ว่าหมู่บ้านจงโหวอยู่ห่างจากเขตชุมชนไม่ไกลเท่าไรนัก แต่เธอก็ไม่เคยไปที่หมู่บ้านจงโหวมาก่อน เธอวิ่งจากเขตมาที่นี่ก็นานเกือบครึ่งชั่
“ผมก็ต้องไปทำธุระของผมเหมือนกันครับ หวังว่าเรื่องของพวกเราสองคนจะราบรื่นนะครับ”ซื่อหงจะต้องทำสมุดเงินเก็บพอดี ไม่รู้ว่าจะบอกลาชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร ดีที่เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากบอกลาเธอก่อน“ค่ะ หวังว่าเรื่องของพวกเราจะราบรื่น” เห็นร่างบางเดินจากไปแล้ว มู่เหยียนถึงถอนหายใจโล่งอกเมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอแล้ว นัยน์ตาดำขลับก็พลันหม่นแสง หลังจากนั้นมู่เหยียนก็มุ่งหน้าไปที่ที่เจียวหมิงเดินหายไปเมื่อครู่ เส้นทางตรงหน้าไปที่คณะปฏิวัติที่เขาคุ้นเคย สำนักงานใหญ่ต่างรวมอยู่ที่นั่นหมด เจียวหมิงอยากจะยื่นหนังสือสำคัญจะต้องไปที่นั่นมู่เหยียนเดินเข้าไปในคณะปฏิวัติ เขาเดินดูรอบ ๆ ถึงเห็นเจียวหมิงไปยืนที่แผนกจราจร เขาไม่อาจเดินเข้าไปลากเจียว หมิงออกมาได้ ได้แต่ยืนรออยู่ตรงนั้น สุดท้าย...มู่เหยียนก็เห็นเจียวหมิงเดินออกมาพร้อมกับกระดาษสำคัญในมือ ริมฝีปากหนาผลิยิ้มไม่หุบ เขาเดินไปหยิบเอากระสอบที่หาได้แถวนั้นติดมือมาด้วยมู่เหยียนเห็นว่า...หลังจากที่เจียวหมิงเดินออกมาจากอาคารคณะปฏิวัติ เขาไม่ได้ไปหาโม่วหลีในทันที แต่กลับเดินไปที่ร้านอาหารรัฐซื้อข้าวมาสองกล่อง ไม่ต้องบอกก็รู้ได้แล้วว่าเ
เจียวหมิงยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ซื่อหงก็รีบเอ่ยแทรก “เรื่องนั้นพวกเราสองคนคุยกันแล้วค่ะ พวกเราจะแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรม ในอนาคตพวกเราจะไม่นำเรื่องนี้มารบกวนอาหรอกนะคะ อาไม่ต้องห่วงค่ะ”เจียวหมิงได้ยินคำว่ายุติธรรม เขาก็โกรธซื่อหงมาก เธอหน้าด้านหน้าทนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน รีดไถเงินจากเขาตั้ง 1200 หยวน หน้าไม่อายกล้าพูดว่าแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรมได้อย่างไร ต่อให้โกรธมากแค่ไหนก็ตาม เจียวหมิงก็พูดอะไรไม่ได้ จางหย่งซักถามพวกเขาสองคนไม่หยุด เขาเริ่มจะหมดความอดทนก็ได้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีเท่าไร“ทีนี้อาประทับตราได้หรือยัง? ” จางหย่งถามพวกเขานานเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ได้รู้ว่าพวกเขาอยากจะหย่ากันจริง ๆ ไม่ได้มีใครบังคับ ต่อให้พยายามเตือนให้พวกเขาปรับความเข้าใจกันแล้วก็ตาม ก็คงจะเตือนพวกเขาสองคนไม่ได้ จางหย่งได้แต่ถอนหายใจแรง“เอาละ ที่ผ่านมาฉันก็เตือนพวกเธอสองคนมาโดยตลอด พวกเธอสองคนทะเลาะกันมานานเป็นปีแล้ว ก็คงคิดมาดีแล้วสินะ ในเมื่อพวกเธอสองคนอยากจะหย่า ฉันก็ไม่มีความคิดเห็นใด ๆ อีก” พูดจบ จางหย่งก็เปิดลิ้นชักนำตราประทับออกมา“เรื่องทรัพย์สิน ถ้าตอนนั้นพวกเธอสองคนอยากจะให้คนไปเป็







