LOGINเหวินหลงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ แววตาคมกริบฉายประกายชื่นชมในความกล้าได้กล้าเสียและมันสมองอันล้ำเลิศขององค์รัชทายาท"แผนการนี้แยบยลและอันตรายยิ่งนัก หากพลาดพลั้งแม้แต่นิดเดียว พวกเราทั้งหมดจะถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏและถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรทันที!! แต่ข้าชอบ!""แต่ว่า แล้วองค์รัชทายาทเล่า? หากพระองค์ประกาศว่าหายสาปสูญ พระองค์จะต้องไปซ่อนตัวอยู่ที่ใดจึงจะปลอดภัยจากการตามล่าของพวกกังฉิน?" จ้าวซินตรัสถามด้วยความห่วงใยในพระเชษฐา รั่วซีหันไปประสานสายตากับพี่ชาย "เรื่องนี้แหละเพคะ ที่เป็นภารกิจลับสุดยอด องค์รัชทายาทห่าวหรานจะเดินทางออกจากเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ และมีเพียงพวกเราสี่คนเท่านั้นที่จะรู้ความจริง!! โดยท่านพี่เหวินหลง จะต้องเป็นผู้เดินทางไปส่งพระองค์ด้วยตัวเอง ณ สถานที่หลบซ่อนที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือ วัดซานไถ บนยอดเขาสูงลิบ!!"ยามวิกาลมาเยือน ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วเส้นทางเดินทัพลับ ขบวนเดินทางขนาดเล็กกะทัดรัดประกอบด้วยม้าศึกสามตัวและผู้โดยสารไม่กี่ชีวิตเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบหลบเลี่ยงสายตาผู้คน มุ่งหน้าสู่เทือกเขาสูงอันทุรกันดารองค์รัชทายาทห่าวหรานในชุดคลุมชาวบ้
เฉิงหว่านหรงขยับตัวเข้ามาใกล้ วางแผนที่แผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ พร้อมกับรายงานด้วยน้ำเสียงฉาดฉาน "เรียนท่านแม่ทัพ หลังจากองค์ชายเจ็ดถูกจับกุมตัวและฮองเฮาถูกกักกันตัวในตำหนักเย็น ข่าวลือเรื่องการกบฏถูกระงับไว้ได้ชั่วคราวก็จริงเพคะ แต่เบื้องหลัง ขุนนางเก่าแก่สายสนับสนุนกลุ่มเดิมยังคงเคลื่อนไหวใต้ดิน พวกมันกำลังรวบรวมกำลังพลและหาทางพลิกสถานการณ์ หากเราปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อ องค์รัชทายาทห่าวหรานจะตกอยู่ในเป้าโจมตีและตกเป็นรองในราชสำนักทันที" จ้าวซินทรงพยักพระพักตร์เห็นด้วย "เฉิงหว่านหรงพูดถูก ขุนนางกังฉินพวกนั้นมีอิทธิพลรากลึก หากไม่ถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก พวกมันย่อมหาทางเล่นงานพวกเราลับหลังอย่างแน่นอน" รั่วซีแววตาวาวโรจน์ขึ้น นางยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น "และนี่คือเหตุผลที่เราต้องใช้ 'แผนการใหญ่' เพื่อกวาดล้างพวกมันให้ราบคาบในคราวเดียว... แผนการที่แม้กระทั่งคนในราชสำนักก็ไม่มีวันรู้ความจริง นอกจากการร่วมมือลับๆ ระหว่างพวกเราห้าคนเท่านั้น!" จ้าวซินเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ "แผนการอันใด ว่ามาเถิดพี่สะใภ้" รั่วซีใช้ปลายนิ้วเรียวงามชี้ลงไปบนแผนที่บริเวณลุ่มแม่น้ำและแนวเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่ที่แ
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องทอประกายสีทองอร่ามอาบไล้ไปทั่วผืนแผ่นดินชายแดน ภายหลังผ่านพ้นคืนอันโหดร้าย ทั้งวิกฤตศึกสงคราม การลอบสังหาร และมหาภัยธรรมชาติน้ำป่าไหลหลากที่เพิ่งสงบลง บรรยากาศรอบกายจึงหลงเหลือไว้เพียงความเงียบสงบอันน่าโหยหาณ กระโจมพักส่วนลึกสุดของค่ายกองบัญชาการ บรรยากาศภายในอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและกลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีน ไป๋เหวินหลงนั่งลงบนตั่งไม้ตัวยาว ทอดสายตามองร่างระหงขององค์หญิงห้าจ้าวซินที่กำลังง่วนอยู่กับการใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบรรจงเช็ดทำความสะอาดคราบเขม่าควันและรอยแผลตามใบหน้าและลำตัวของเขาอย่างเบามือสัมผัสอันแผ่วเบาและทะนุถนอมนั้นทำให้หัวใจของแม่ทัพหนุ่มผู้แข็งกร้าวพองโตและอ่อนยวบลงอย่างประหลาด"เบามือหน่อยก็ได้พ่ะย่ะค่ะ แผลแค่นี้สำหรับข้าถือว่าเล็กน้อยนัก" เหวินหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแกมหยอกล้อ เพื่อคลายความตึงเครียดในแววตาคู่สวยของนาง จ้าวซินค้อนใส่เบาๆ พระพักตร์งดงามยู่ลงเล็กน้อยด้วยความหมั่นไส้ "ปากเก่งนัก! ตัวท่านเต็มไปด้วยแผลฉกรรจ์จากการเอาชีวิตเข้าแลกปกป้องชาวบ้านและปกป้องข้า ยังจะมีหน้ามาบอกว่าเล็กน้อยอีกหรือ? หากท่านเป็นอะไรไป ข้า!! ข้าจะอยู่ได้อย่างไร" ป
จ้าวซินมองแววตาที่มุ่งมั่นและกล้าหาญของชายหนุ่ม พระองค์ทรงรู้ดีว่าไม่อาจห้ามปรามเขาได้ และพระองค์เองก็ไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่จะยอมหลบอยู่เบื้องหลังเฉยๆ ในยามวิกาลเช่นนี้"ข้าไม่ยอมอยู่เฉยๆ แน่นอน!" จ้าวซินตรัสด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน "ข้าเป็นองค์หญิงของแผ่นดิน หากราษฎรมีความทุกข์ยาก ข้าต้องออกไปช่วยเหลือพวกเขาด้วย!" เหวินหลงมองแววตาที่ดื้อรั้นแต่น่าประทับใจนั้น ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม "ตกลง!! แต่พระองค์ต้องอยู่ในการคุ้มครองของกระหม่อมตลอดเวลา!"เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด ท้องฟ้าที่มืดครึ้มถูกแทนที่ด้วยเสียงคำรามของสายน้ำสีแดงขุ่นที่ไหลทะลักลงมาอย่างบ้าคลั่ง กวาดเอาต้นไม้ใหญ่และโขดหินพังครืนลงมาตามเส้นทางไป๋เหวินหลงควบม้าศึกนำหน้ากองกำลังทหารนับร้อยนายพุ่งตรงไปยังหมู่บ้านตีนเขา ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือความโกลาหล ชาวบ้านต่างพากันวิ่งหนีตายอลหม่าน เสียงร้องไห้ระงมของเด็กและคนแก่ดังประสานไปกับเสียงน้ำป่า"ทหารทุกคนฟังคำสั่ง! แยกย้ายกันไปช่วยชาวบ้าน พาคนแก่และเด็กขึ้นขี่หลังม้า รีบพาขึ้นไปบนเนินเขาสูงทางทิศตะวันออกทันที!" เหวินหลงตะโกนสั่งการด้วยเสียงอันทรงพลัง เสียงของ
เหวินหลงผละออกจากอ้อมกอดอย่างรวดเร็ว แม้จะเสียดายเวลาหวานชื่น แต่สัญชาตญาณเตือนว่าข่าวนี้ต้องมีความสำคัญยิ่ง เขาหันไปพยักให้จ้าวซินก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดม่านกระโจมรับสาส์นจากมือทหารม้าเร็วเมื่อกางสาร์นเร่งออกอ่าน ดวงตาคู่คมของเหวินหลงก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนโล่งอก ข้อความในสาส์นจากองค์รัชทายาทห่าวหรานระบุชัดเจนว่า"องค์ชายเจ็ดซ่อนตัวไม่มิด วางแผนก่อกบฏยกกำลังพลเข้ายึดท้องพระโรงในยามวิกาล แต่ถูกองค์รัชทายาทและกองกำลังสนับสนุนซ้อนแผนรวบตัวได้คาหนังคาเขา พร้อมกันนี้ มีหลักฐานมัดตัวชัดเจนว่าฮองเฮาและตระกูลขุนนางฝ่ายสนับสนุนทรงมีส่วนรู้เห็นและอยู่เบื้องหลังการลอบปลงพระชนม์รวมถึงการสนับสนุนกบฏเผ่าเฉียงและหลอมเหรัยญปลอมขึ้นมาใช้เอง บัดนี้องค์ชายเจ็ดถูกปลดเป็นสามัญชนและคุมขังรอพระราชอาญา ส่วนฮองเฮาถูกกักกันตัวไว้ ณ ตำหนักเย็นเพื่อรอการไต่สวน..."มือของเหวินหลงสั่นเทาเล็กน้อยเมื่ออ่านจบ ข่าวนี้เปรียบเสมือนหินก้อนมหึมาที่ถูกยกออกจากอกของเขา ตระกูลขุนนางใหญ่ที่คอยกลั่นแกล้งและหาข้ออ้างกำจัดตระกูลไป๋ บัดนี้สูญสิ้นอำนาจลงแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือ ฮองเฮาผู้ซึ่งเป็นมารดาใจอำมหิตขององค์ห
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความห่วงใยที่ทะลักล้นออกมาอย่างปิดไม่มิดจ้าวซินทอดพระเนตรบุรุษผู้ที่เมื่อครู่ยังปากแข็งผลักไสพระองค์ แต่บัดนี้กลับยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องพระองค์ด้วยความระคนตกใจและตื้นตัน หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลรินลงมาอาบพระพักตร์ พระหัตถ์เรียวงามยกขึ้นสัมผัสใบหน้าเปื้อนเขม่าควันของเขาอย่างสั่นเทา"ท่าน!! ท่านบาดเจ็บเพิ่มอีกแล้วนะเหวินหลง..." พระองค์ตรัสเสียงสั่นเครือ "เหตุใดท่านถึงไม่รักตัวกลัวตายบ้างเลย!""กระหม่อมกลัว... กระหม่อมกลัวว่าจะปกป้องพระองค์ไว้ไม่ได้" เหวินหลงพึมพำเสียงพร่า ดวงตาคมแดงก่ำด้วยความอัดอั้น ความรู้สึกในใจพังทลายลงสิ้นเชิง กำแพงที่เขาสร้างขึ้นเพื่อรักษาระยะห่างถูกเผาผลาญจนไม่เหลือซากในวินาทีแห่งความเป็นความตายนี้รอบกายพวกเขายังคงมีเสียงการต่อสู้และเสียงตะโกนฆ่าฟันดังระเบิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าในห้วงเวลานั้น รอบตัวของคนทั้งสองกลับเงียบสงบลงราวกับมีเพียงพวกเขาแค่สองคนมือสังหารกลุ่มสุดท้ายถูกทหารองครักษ์กวาดล้างจนหมดสิ้น ความเงียบสงบเริ่มกลับคืนสู่ค่ายทหารอีกครั้ง ท่ามกลางซากศพและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งเหวินหลงค่อยๆ ประคอ







