Masukสายตาของเฉินอวี้หลันเคลื่อนไปยังชายหนุ่มที่กำลังอมยิ้มอยู่กับผ้าพันแผลที่นางเป็นคนพันให้ ในใจเต็มไปด้วยความสับสน
“ข้าว่าเขาต้องชอบท่านมากๆ เป็นแน่” ไฉเม่ยหุยกระซิบสิ่งที่คาดเดา
เฉินอวี้หลันได้ยินก็นิ่งไปเล็กน้อย นับตั้งแต่ที่นางได้เจอกับเขาครั้งแรกที่จวนสกุลเฉิน ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองเท่านั้น ความสัมพันธ์ที่นางมีต่อเขาสมควรจะห่างเหินยิ่งกว่าพ่อค้าขายซาลาเปาที่นางมักจะแอบหนีไปซื้อเสียด้วยซ้ำ
แล้วเช่นนั้นเขาจะถูกใจนางได้อย่างไร เจอหน้ากันครั้งแรกก็ไม่ทำความรู้จักอะไรแต่กลับสู่ขอนางตรงๆ เห็นได้ชัดเจนว่าเขาเข้าหานางเพราะมีผลประโยชน์บางอย่างที่เขาจะได้หากแต่งงานกับนาง
ไฉเม่ยหุยเห็นสีหน้าตึงเครียดของเฉินอวี้หลันก็คิดว่าอีกฝ่ายคงยังตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่กลัวว่าจะเผลอไปรบกวรนอีก “เช่นนั้นข้าขอตัวไปไหว้พระก่อนนะ”
เฉินอวี้หลันพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปจ้องมองเซียวซู่หยางอีกครั้งด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ
ราวกับรับรู้ถึงสายตาของนางได้ เพราะเขาก็หันกลับมามองนางเช่นกัน
สายตาที่คมกริบของเขาทำให้เฉินอวี้หลันรู้สึกราวกับโจรที่ถูกจับได้ จนต้องรีบหันหน้าหนีทันที ทั้งๆ ที่ในใจก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะหันหนีเขาด้วยเหตุใด ทำให้นางไม่ได้สังเกตเห็นรอยยิ้มตรงมุมปากของเขา
เฉินอวี้หลันทอดถอยใจระหว่างที่รอมารดาไหว้พระอยู่ พลันรู้สึกว่าวันนี้เจอเรื่องหนักเสียเหลือเกิน พูดกันตามตรงว่าถ้าหากไม่ได้เขาไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที นางคงจะตกเป็นเหยื่อของโจรป่าพวกนั้นแล้ว
ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ ชอบกล เหตุใดเซียวซู่หยางจึงปรากฏตัวได้เหมาะเจาะเช่นนั้น หรือว่า...?
เฉินอวี้หลันหันหน้ามองเขาอีกครั้ง ก่อนจะเดินตรงไปหาเขา จนกระทั่งถึงระยะที่ใกล้มากพอที่จะจ้องหน้าของเขาได้ นางก็เอ่ยคำพูดออกมาอย่างช้าๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ “เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่?”
เซียวซู่หยางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเฉินอวี้หลันพลันอึ้งไปเล็กน้อย “ข้าเพียงมีนัดกับใครบางคนเท่านั้น”
“ท่านจะบอกว่าท่านนัดคนไว้พอดีกับที่ข้ามาที่นี่” เฉินอวี้หลันหรี่ตา ก่อนจะจงใจกดเสียงให้ต่ำลง “มันจะมีเรื่องบังเอิญเช่นนั้นด้วยหรือ?”
“ถูกต้อง” เซียวซู่หยางพยักหน้า ก่อนจะเบนสายตาไปทิศทางอื่นอย่างจงใจ “อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญอย่างที่เจ้าว่าก็ได้”
คำตอบจากใบหน้าที่ดูเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้มของเขา รวมไปถึงอาการอึ้งเมื่อนางถาม ทำให้นางมั่นใจได้ทันทีว่าเขาจะต้องแอบสะกดรอยตามนางกับมารดามาอย่างแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกโมโหยิ่งนัก
“ท่านแอบสะกดรอยตามข้า!” ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนช่วยนางไว้จากเงื้อมมือของโจรป่า แต่การที่ต้องถูกสะกดรอยตามเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่นางจะยอมรับได้จริงๆ
“ข้ายังมิได้พูดเลยว่าข้าสะกดรอยตามเจ้า” เซียวซู่หยางทำท่าใสซื่อบริสุทธิ์เต็มที่ “ข้าเพียงแค่บอกว่าการที่ข้านัดคนที่นี่จนได้เจอกับเจ้าอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้”
“เรื่องบังเอิญอะไรมันจะเหมาะเจาะขนาดนั้น” เฉินอวี้หลันกัดฟัน อยากจะใช้กำปั้นต่อยคนตรงหน้าเสียเหลือเกิน “ท่านยอมรับความจริงมาเสียดีๆ ว่าท่านแอบสะกดรอยตามข้า”
“ก็ข้ามิได้สะกดรอยตามเจ้า” เซียวซู่หยางปฏิเสธหนักแน่น แต่ด้วยรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเขาทำให้ความน่าเชื่อถือของเขาลดลงฮวบฮาบ “จะให้ข้ายอมรับได้อย่างไร”
เฉินอวี้หลันกำหมัดแน่ มองหน้าเขาอย่างโกรธแค้น อยากระบายความโมโหที่อัดแน่นอยู่เต็มอกใส่เขาสักหมัด แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ว่าทั้งขนาดร่างกายหรือพละกำลัง นางล้วนเป็นรองเขาอย่างสิ้นเชิง
เซียวซู่หยางเห็นท่าทางอดกลั้นเช่นนั้นของนางก็เชิดหน้าขึ้นก่อนเผยยิ้มกว้างราวกับผู้ชนะ
เฉินอวี้หลันพลันนึกได้ว่าเขามาสู่ขอนาง เช่นนั้นเขาคงไม่ต้องการให้การกระทำอันเสียเกียรติเช่นนี้เข้าถึงหูของครอบครัวนางเป็นแน่ “ดี ในเมื่อท่านไม่ยอมรับ ข้าก็นำเรื่องนี้ไปบอกท่านแม่ของข้า”
บุรุษมากแผนการและคาดเดาไม่ได้ผู้นี้ ยิ่งอยู่ห่างได้เท่าไรยิ่งดี ดังนั้นนางต้องดึงมารดามาเป็นพวกให้ได้
เซียวซู่หยางได้ยินก็ ชะงักไป เขาก้มหน้ามองนางและเอ่ยเบาๆ “ข้าขอเตือนเจ้าว่าอย่าได้ทำเช่นนั้นดีกว่า”
คำพูดของเขาทำให้นางยิ่งแน่ใจจนอดที่จะยิ้มในใจไม่ได้ เมื่อในที่สุดนางก็สามารถอยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่าอีกฝ่ายได้สำเร็จ “ข้าอยากจะรู้จริงๆ ว่าท่านแม่ของข้าจะจัดการท่านอย่างไร”
เพิ่งจะพูดจบ นางก็เห็นมารดาเดินออกมาจากอารามพอดี จึงรีบวิ่งไปหามารดาพร้อมตะโกนเรียกเสียงดังโดยไม่สนใจเซียวซู่หยางอีก “ท่านแม่”
“มีอะไรหรือ?” เฉินฮูหยินจับมือบุตรสาวที่วิ่งมาหาก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆ เซียวซู่หยาง
“ก็...” เฉินอวี้หลันเหลือบมองเซียวซู่หยางอีกครั้งหนึ่ง แต่พอเห็นว่าเขากำลังยิ้มให้โดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวราวกับมั่นใจว่านางจะไม่พูดก็ยิ่งโมโห “ท่านแม่ทัพเซียวแอบสะกดตามรอยข้ากับท่านมาจนถึงที่นี่”
สิ้นคำพูดของเฉินอวี้หลัน สายตาของเฉินฮูหยินก็เผยแววไม่อยากจะเชื่อ นางจ้องมองใบหน้าบุตรสาวอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันไปมองแม่ทัพเซียว จากนั้นก็ยิ้มออกมา
“แม่ว่าเจ้าเข้าใจผิดแล้ว” เฉินฮูหยินตบหลังมือของบุตรสาวเบาๆ “แม่เป็นคนนัดให้เขามาที่นี่เอง”
เฉินอวี้หลันได้ยินสิ่งที่มารดาพูดออกมาก็ได้แต่อ้าปากค้าง พอนางหันไปมองเซียวซู่หยางก็เห็นเขากำลังหันหน้าหนีไปเพื่อกลั้นหัวเราะอยู่
นางได้แต่กรีดร้องออกมาในใจ อยากจะวิ่งเข้าไปต่อยเขาจริงๆ เสียเหลือเกิน เห็นได้ชัดเลยว่าเขาจงใจปั่นหัวนาง...!
แต่ด้วยมารดาที่ยังยืนอยู่ข้างๆ นางจึงทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย นอกจากข่มกลั้นจิตใจที่กำลังโกรธแค้นของตัวเอง
เฉินอวี้หลันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าไปจนเต็มปอด ก่อนจะหันมากล่าวอย่างอ่อนแรงราวกับจิตใจออกจากร่างไปแล้วกับมารดา “ท่านแม่ ลูกขอตัวไปไหว้พระก่อน”
เฉินฮูหยินยิ้มพลางพยักหน้าให้บุตรสาว พอเห็นว่าบุตรสาวเข้าไปในอารามแล้ว นางก็เดินมาเอ็ดเซียวซู่หยางเบาๆ “ข้ารู้ว่าเจ้าจงใจทำให้นางเข้าใจผิด”
แม้จะถูกดุ แต่เซียวซู่หยางก็ยอมรับตรงๆ เพราะเขาเห็นว่าในดวงตาของเฉินฮูหยินมีแววเอ็นดูอยู่ “สมกับเป็นท่านจริงๆ แม้แต่เรื่องนี้ก็ไม่สามารถรอดไปจากสายตาท่านได้”
“มัวแต่ทำตัวอย่างนี้ แล้วเมื่อไหร่นางถึงจะจำเจ้าได้เล่า” เฉินฮูหยินส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยหน่าย
เซียวซู่หยางเพียงแค่ยิ้มไม่ยอมตอบ เอาแต่เหม่อมองแผ่นหลังของเฉินอวี้หลันที่เพิ่งเดินเข้าไปในอารามเท่านั้น
ไฉเม่ยหุยเห็นสีหน้าของเฉินอวี้หลันนิ่งไปก็สงสัย “พี่อวี้หลันคิดอะไรอยู่หรือ?” เสียงของไฉเม่ยหุยเรียกสติของเฉินอวี้หลันให้ดึงกลับมาสู่ปัจจุบันทันที “ข้าแค่พยายามลองคาดเดาใบหน้าของบุรุษในดวงใจเจ้าเฉยๆ” “ข้าว่าท่านต้องคาดเดาไม่ออกแน่” ไฉเม่ยหุยอมยิ้มราวกับกำลังครอบครองสมบัติชิ้นหนึ่งอยู่ “ชักอยากเห็นด้วยตาตัวเองแล้วสิ” เฉินอวี้หลันแสร้งพูดด้วยความสนใจ “ที่บ้านข้าเป็นโรงเตี๊ยมเล็กๆ ชื่อว่าโรงเตี๊ยมโชคดี อยู่ตรงประตูทางใต้ หากวันไหนท่านว่างก็แวะมาก็ได้” ไ
ทางด้านเฉินอวี้หลันที่รู้ว่าตัวเองถูกปั่นหัวก็พยายามสงบใจ ไม่อยากคิดถึงเรื่องของคนบ้าผู้นั้นอีก ภายในอารามถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ตรงกลางด้านในสุดมีพระพุทธรูปทองเหลืองตั้งตระหง่าน ล้อมรอบด้วยรูปปั้นองค์เล็กที่วางอยู่เรียงราย มีเทียนนับร้อยเล่มถูกจุดเพื่อให้แสงสว่าง กลิ่นควันธูปและกำยานแผ่กระจายไปทั่ว มีสตรีสองสามคนกำลังก้มกราบพระพุทธรูปทองเหลืองด้วยความศรัทธา ด้านหน้าสุดมีหลวงจีนเยาว์วัยผู้หนึ่งกำลังหันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปพร้อมกับอ่านพระคัมภีร์อยู่ เฉินอวี้หลันค่อยๆ คุกเข่าลงด้านหลังพลางจ้องมองดวงตาของพระพุทธรูปอย่างเงียบๆ&nbs
สายตาของเฉินอวี้หลันเคลื่อนไปยังชายหนุ่มที่กำลังอมยิ้มอยู่กับผ้าพันแผลที่นางเป็นคนพันให้ ในใจเต็มไปด้วยความสับสน “ข้าว่าเขาต้องชอบท่านมากๆ เป็นแน่” ไฉเม่ยหุยกระซิบสิ่งที่คาดเดา เฉินอวี้หลันได้ยินก็นิ่งไปเล็กน้อย นับตั้งแต่ที่นางได้เจอกับเขาครั้งแรกที่จวนสกุลเฉิน ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองเท่านั้น ความสัมพันธ์ที่นางมีต่อเขาสมควรจะห่างเหินยิ่งกว่าพ่อค้าขายซาลาเปาที่นางมักจะแอบหนีไปซื้อเสียด้วยซ้ำ แล้วเช่นนั้นเขาจะถูกใจนางได้อย่างไร เจอหน้ากันครั้งแรกก็ไม่ทำความรู้จักอะไรแต่กลับสู่ขอนางตรงๆ เห็นได้ชัดเจนว่าเขาเข้าหานางเพราะมีผลประโยชน์บางอย่างที่เขาจะได้หากแต่งงานกับนาง ไฉเม่ยหุยเห็นสีหน้าตึงเครียดของเฉินอวี้หลันก็คิดว่าอีกฝ่ายคงยังตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่กลัวว่าจะเผลอไปรบกวรนอีก “เช่นนั้นข้าขอตัวไปไหว้พระก่อนนะ” เฉินอวี้หลันพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปจ้องมองเซียวซู่หยางอีกครั้งด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ ราวกับรับรู้ถึงสายตาของนางได้ เพราะเขาก็หันกลับมามองนางเช่นกัน
หัวหน้ามือปราบพลันสังเกตเห็นว่าหญิงสาวกำลังสวมใส่เสื้อนอกของท่านแม่ทัพอยู่ ทันใดนั้นเขาก็ร้องอ๋อขึ้นมาในใจ มิน่าเล่า ตอนที่ท่านแม่ทัพได้ยินว่ามีคนถูกจับตัวไปถึงได้รีบร้อนเสียขนาดที่พวกเขาสี่คนยังวิ่งตามไม่ทัน พอคิดได้แบบนั้น หัวหน้ามือปราบก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ประสานมือให้ทั้งสองคน “เช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อน ไม่รบกวนเวลาของพวกท่านสองคนแล้ว” เซียวซู่หยางพยักหน้า ส่วนเฉินอวี้หลันก็ก้มหน้าด้วยความอาย เพราะสายตาที่ดูกรุ้มกริ่มเหมือนรู้ทันของมือปราบหนุ่มผู้นั้น จนกระทั่งภายในป่าเหลือเพียงแค่ความเงียบอีกครั้ง เซียวซู่หยางก็เอ่ยขึ้นก่อน “เช่นนั้นก็ไปกันเถิด มารดาของเจ้าคงเป็นห่วงแย่แล้ว” เฉินอวี้หลันพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็เดินตามเซียวซู่หยางไปอย่างเงียบๆ ทางด้านเซียวซู่หยางเห็นว่านางเงียบก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกเพราะกลัวจะทำให้นางยิ่งโกรธกว่าเดิม ในสายตาของนาง ตัวเขาก็ดูแย่พอแล้ว หากถูกนางโกรธอีก อย่าว่าจะแต่งนางเลย กลัวว่าแม้แต่หน้า นางก็คงจะหลบเลี่ยงเขาไปตลอดกาลเป็นแน่ แม้จะท้อใจ แต่เซียวซู่
เซียวซู่หยางปรายตามองร่างไร้สติที่ปลายเท้าอย่างเย็นชา แต่เขาก็ยอมปล่อยมีดที่อยู่ในมือออกโดยมิได้ลงมือต่ออีก สภาพของโจรป่าสามคนที่ถูกเขาเล่นงานล้วนบาดเจ็บสาหัสจนดูไม่ได้ แม้แต่เฉินอวี้หลันที่ใจกล้ามากกว่าคนทั่วไปยังรู้สึกกลัวจนขนที่ต้นคอลุกชัน “เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่?” เซียวซู่หยางถามขึ้นมาโดยไม่ได้หันหน้าไปมองนาง “ไม่ ข้ามิได้บาดเจ็บ” เฉินอวี้หลันตอบก่อนจะเหลือบไปเห็นว่าที่แขนขวาของเขามีเลือดไหลออกมา “ท่านนั่นแหละที่กำลังบาดเจ็บอยู่” เซียวซู่หยางมองดูแขนของตัวเองที่เลือดยังไหลอยู่ไม่ยอมหยุดก่อนจะตอบสั้นๆ “บาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น” “เลือดไหลขนาดนี้ยังจะบอกว่าเล็กน้อยอีก” นางดึงแขนของเขามาใกล้ๆ จากนั้นก็ฉีกผ้าที่ใกล้จะขาดของตัวเองออกมาพันแผลให้เขาอย่างเงอะงะ “ข้าไม่รู้วิชาแพทย์ แต่คิดว่าทำเช่นนี้น่าจะช่วยห้ามเลือดได้” ชายหนุ่มมองสตรีที่กำลังช่วยรักษาเขาด้วยสายตาเหลือเชื่อ มุมปากค่อยๆ ยกเป็นรอยยิ้มบางๆ พร้อมกับมองนางอย่างอ่อนโยน พลันคิดว่าบาดเจ็บครั้งนี้แลกกับการที่นางเป็นห่วงช่างคุ้มค่าเสียเหล
หลังจากกระหน่ำใส่ร่างของลิ่วไฉจนหนำใจ ร่างนั้นถึงได้เปลี่ยนเป้าหมายไปหาโจรป่าอีกสองคนที่เหลือ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้หมัดต่อยใส่โจรป่าคนละที ด้วยแรงมหาศาลนั้นก็ทำให้โจรป่าสองคนแทบจะหมดสติ หลังจากที่ระบายความโกรธเกรี้ยวในใจออกไปจนหมด ผู้มาเยือนถึงได้ค่อยเงยหน้าขึ้นมองสตรีที่นอนอยู่บนกิ่งไม้ “เจ้าปลอดภัยแล้ว” เมื่อสักครู่เฉินอวี้หลันอยู่ในจุดที่ไม่สามารถมองเห็นข้างล่างได้ ได้ยินเพียงแค่เสียงทุบตีที่ดังสนั่นเท่านั้น จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้น เมื่อนางโผล่หน้าออกมา ก็เห็นเซียวซู่หยางในชุดสีดำสนิทกับเสื้อคลุมยาวสีขาวกำลังยืนแหงนหน้ามองนางอยู่ แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ตอบอะไร นางก็เห็นว่าโจรป่าคนหนึ่งกำลังพุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว เซียวซู่หยางเห็นสีหน้าตกใจของเฉินอวี้หลันก็หันไปมองตาม เห็นโจรป่าที่ถูกเขาชกใส่เมื่อสักครู่ทั้งสองคนกำลังวิ่งตรงเข้าหาเขาพร้อมกับถือมีดในมือ ด้วยทักษะการต่อสู้ระยะประชิดที่เขาฝึกฝนมาทำให้เขาสามารถรับมือโจรป่าคนแรกที่พุ่งเข้ามาถึงตัวได้อย่างง่ายดาย ขณะที่เขาใช้ฝ







