LOGINไฉเม่ยหุยเห็นสีหน้าของเฉินอวี้หลันนิ่งไปก็สงสัย “พี่อวี้หลันคิดอะไรอยู่หรือ?”
เสียงของไฉเม่ยหุยเรียกสติของเฉินอวี้หลันให้ดึงกลับมาสู่ปัจจุบันทันที “ข้าแค่พยายามลองคาดเดาใบหน้าของบุรุษในดวงใจเจ้าเฉยๆ”
“ข้าว่าท่านต้องคาดเดาไม่ออกแน่” ไฉเม่ยหุยอมยิ้มราวกับกำลังครอบครองสมบัติชิ้นหนึ่งอยู่
“ชักอยากเห็นด้วยตาตัวเองแล้วสิ” เฉินอวี้หลันแสร้งพูดด้วยความสนใจ
“ที่บ้านข้าเป็นโรงเตี๊ยมเล็กๆ ชื่อว่าโรงเตี๊ยมโชคดี อยู่ตรงประตูทางใต้ หากวันไหนท่านว่างก็แวะมาก็ได้” ไฉเม่ยหุยเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “แต่ข้าไม่รับประกันนะว่าท่านจะได้เจอ เพราะดูเหมือนว่าช่วงนี้เขาจะยุ่งมากๆ”
เฉินอวี้หลันไม่คาดฝันแม้แต่น้อยว่าจะได้ข้อมูลส่วนนี้จากไฉเม่ยหุย แม้จะเป็นเบาะแสที่ยากแก่การสืบค้น แต่ก็ถือเป็นร่องรอยแรกและร่องรอยชิ้นเดียวที่นางรู้เกี่ยวกับจูป๋ายเจี่ยน “เช่นนั้นข้าจะต้องแวะไปหาให้ได้”
หลังจากเดินลงมาพลางพูดคุยกัน ทั้งสี่ก็ลงมาถึงด้านล่างโดยไม่รู้ตัว เซียวซู่หยางที่เดินทางมาเองก็เดินขึ้นรถม้าของจวนแม่ทัพไป ส่วนไฉเม่ยหุยก็เกรงใจสองแม่ลูกจึงเดินทางกลับด้วยตัวเองเช่นกัน สุดท้ายจึงเหลือแค่เฉินอวี้หลันกับมารดานั่งรถม้ากลับจวนกันแค่สองคนเท่านั้น
ระหว่างที่นั่งรถม้าอยู่ เฉินอวี้หลันก็อดถามมารดาด้วยความสงสัยไม่ได้ “ท่านแม่ เหตุใดท่านจึงชักชวนให้แม่ทัพเซียวมาที่นี่หรือ?”
เฉินฮูหยินที่มีรอยยิ้มเต็มไปใบหน้าจากการที่ได้ไหว้พระก็อึ้งไปเล็กน้อย “แม่เพียงแค่รู้สึกว่าเขาไม่ค่อยน่าจะได้อยู่ในเมืองหลวงมากนักจึงน่าจะไม่รู้จักสถานที่เช่นนี้ ก็เลยลองเอ่ยปากชวนเขาเฉยๆ”
“ท่านแม่ ลูกรู้ว่าท่านกำลังโกหกอยู่”
“ปิดบังเจ้าไม่ได้จริงๆ” เฉินฮูหยินยิ้มไปจนถึงดวงตา “ที่จริงแล้วท่านพ่อของเจ้าขอให้แม่ลองชวนเขาดู บางทีอาจจะทำให้เขากับเจ้าสนิทกันมากขึ้นก็ได้”
เฉินอวี้หลันได้ยินก็กอดอกแน่น ทำปากยื่นอย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก “ท่านพ่อนะท่านพ่อ จู่ๆ ก็แนะนำใครก็ไม่รู้มาให้รู้จัก ข้าจะไปสนิทกับเขาได้อย่างไรกัน”
ท่าทางของบุตรสาวทำให้เฉินฮูหยินอมยิ้มพลางมองด้วยสายตาอบอุ่น รับฟังคำบ่นของบุตรสาวตลอดทางจนถึงจวนโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา
หลังจากลงจากรถม้า ก่อนที่มารดาจะกลับเรือนของนางไป ก็ได้กล่าวทิ้งท้ายให้บุตรสาวฟังเรื่องหนึ่ง
“เจ้ารู้หรือไม่ พอแม่ทัพเซียวรู้ว่าเจ้าวิ่งหนีโจรเข้าไปในป่า เขาก็รีบร้อนไปช่วยเจ้าทันทีเลยนะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของมารดา รวมไปถึงคำพูดที่ไฉเม่ยหุยเคยกล่าวกับนาง ในใจของเฉินอวี้หลันก็รู้สึกว่านางมองเห็นใบหน้าร้อนใจของเขาขึ้นมาจางๆ แต่นางก็ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าที่เขาเข้าหานางเพราะรักนางจริงๆ มิใช่เพราะผลประโยชน์บางอย่าง
แต่เรื่องของคนบ้าที่ชวนให้โมโหอย่างเซียวซู่หยางผู้นั้นก็ถูกนางโยนทิ้งไปในทันที เมื่อนางนึกถึงเบาะแสที่จะช่วยให้นางเข้าถึงตัวจูป๋ายเจี่ยนที่ได้รู้มาอย่างไม่คาดฝัน
เฉินอวี้หลันค่อยๆ เดินไปยังเรือนของตัวเองพร้อมกับใช้ไล่เรียงความคิดในหัว เมื่อไปถึงนางก็จัดการเขียนจดหมายขึ้นมาสองฉบับและขอให้เสี่ยวหลินช่วยนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้คนสองคน คือเจ้าของโรงเตี๊ยมเมฆคล้อยกับหลงจู๊ของหอสุราเซียนเมามาย โดยให้เข้าอ่านจดหมายและให้คำตอบทันที
ในเมื่อข่าวสารด้านนอกต้องรอเวลาถึงจะคืบหน้า เฉินอวี้หลันก็ตัดสินใจจะลองตรวจสอบดูว่าการได้เป็นเกี่ยวดองกับตระกูลเฉินมีข้อดีอะไรกันแน่
หลังจากนั้น นางก็ใช้เวลาขลุกตัวอยู่ในห้องอักษรของจวนสกุลเฉินอีกครั้งเพื่อค้นหาว่าตระกูลเฉินของนางได้ซ่อนอะไรไว้อยู่กันแน่
แต่น่าเสียดายที่นอกจากบันทึกเก่าๆ ที่นางเคยอ่านแล้ว นางก็ไม่เจอข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์อีก
หากจะให้ไปถามมารดาว่าข้อดีที่ได้แต่งเข้าตระกูลเฉินคืออะไรก็คงได้คำตอบอย่างแน่นอน แต่มารดาจะต้องสงสัยเป็นแน่ว่าเหตุใดนางถึงถามคำถามเช่นนั้น ซึ่งจะให้บอกว่าอนาคตจูป๋ายเจี่ยนจะสังหารนางเพราะต้องการบางอย่างจากตระกูลเฉินก็คงไม่ได้
สุดท้ายเฉินอวี้หลันก็ทำได้เพียงไล่อ่านบันทึกเก่าๆ แบบผ่านๆ จบเล่มหนึ่งก็หยิบเล่มใหม่มาอ่านต่อโดยที่ไม่ได้อะไรเลย
จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม นางก็รู้สึกว่าน่าจะถึงเวลาที่เสี่ยวหลินจะกลับมาแล้ว จึงตัดสินใจเก็บบันทึกเหล่านั้น และค่อยมาดูหลังจากนางมีเวลาว่างก็แล้วกัน
หลังจากกลับเข้าเรือนของตัวเองได้ไม่นาน เฉินอวี้หลันก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตูจึงเอ่ยปากอนุญาต “เข้ามาได้”
เสี่ยวหลินที่ถูกมอบหมายให้นำจดหมายไปส่งเดินเข้ามาในห้อง “ขออภัยคุณหนูที่ข้ามารายงานช้าเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร” เฉินอวี้หลันส่ายหน้าเบาๆ “แล้วจดหมายส่งถึงมือของทั้งสองคนหรือไม่?”
“ส่งถึงมือเจ้าค่ะ” เสี่ยวหลินรายงาน “เจ้าของโรงเตี๊ยมเมฆคล้อยอ่านจดหมายเสร็จแล้วก็กล่าวว่ายังไม่มีกำหนดการ ส่วนหลงจู๊ของหอสุราเซียนเมามายกล่าวว่าอีกสามวันเขาจะมาที่หอเจ้าค่ะ”
คำว่า เขา ที่เสี่ยวหลินเอ่ยทำให้เฉินอวี้หลันยิ้มออกมา นางหยิบก้อนเงินให้เสี่ยวหลินก้อนหนึ่ง “ขอบใจเจ้ามาก”
ขณะที่เสี่ยวหลินกำลังจะออกจากห้องไป เฉินอวี้หลันก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงเรียกให้อีกฝ่ายหยุดก่อน “เสี่ยวหลิน เจ้าช่วยเตรียมของพวกนั้นให้ข้าที”
เสี่ยวหลินทำหน้าครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะยิ้มกว้างออกมาเมื่อนึกออก “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะรีบเตรียมการให้”
เฉินอวี้หลันรับขวดสุราดอกท้อมา แม้ปกตินางจะไม่ใช่คนที่ชอบดื่มสุรา แต่นางก็ดื่มได้ อีกทั้งตอนนี้ด้วยความเหนื่อยหน่ายทั้งกายและใจที่นางต้องเผชิญกับความกดดันที่มองไม่เห็น ทำให้นางกระดกสุราดอกท้อรวดเดียวหลายอึก ในใจของนางรู้ดีว่าการได้โอกาสครั้งที่สองมาเช่นนี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่หลายๆ คนอยากจะให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่สำหรับนางที่ไม่รู้ว่าหากนางไม่ได้แต่งงานกับจูป๋ายเจี่ยนแล้วความตายจะมาเยือนนางกับตระกูลของนางหรือไม่ ทำให้นางอดที่จะหวาดกลัวแม้แต่ตอนนอนไม่ได้ กลัวว่าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วบิดากับมารดาของนางถูกสังหารเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้น กลิ่นสุราหอมอ่อนๆ และรสชาติที่หอมหวานของสุราดอกท้อแห่งหอสุราเซียนเมามายทำให้เฉินอวี้หลันดื่มได้ลงไปได้เรื่อยๆ พอจะเข้าใจแล้วว่าทำให้สหายรักของนางคนนี้ถึงยอมดั้นด้นมาดื
เฉินอวี้หลันทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามกับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ ก่อนจะถามออกไปแบบยิ้มๆ “เจ้าไม่คิดว่าจะเป็นผู้อื่นบ้างหรือ?” “คนที่รู้ว่าข้าจะมาที่นี่วันนี้ นอกจากหลงจู๊กับพวกเสี่ยวเอ้อร์แล้วก็ไม่มีใครอื่นอีก” กู้จิงรินสุราดอกท้อหอมกรุ่นลงจอก ดูจากมือที่สั่นเทาเล็กน้อยก็พอจะคาดเดาได้ว่าเขาน่าจะดื่มมาสักพักใหญ่แล้ว “รวมไปถึงต่อให้เจ้าปลอมตัว แต่เจ้าก็มักจะใช้วิธีการแต่งแต้มใบหน้า หากเป็นคนที่รู้จักเจ้าดี มองเพียงครั้งเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าเป็นใคร” เฉินอวี้หลันพลางนึกไปถึงเซียวซู่หยางที่เห็นนางปุ๊บก็รู้ว่าเป็นนางทันที แต่นางกับเขาเจอกันไม่กี่ครั้งเองนะ กู้จิงกระดกสุราเข้าปากด้วยท่าทางชื่นใจ ราวกับว่าต่อให้ดื่มเท่าไ
ท่าทางเหมือนคนที่ได้รับความไม่เป็นธรรมกับร่างกายของบุรุษช่างดูไม่เข้ากันยิ่งนักจนเซียวซู่หยางเผลอหัวเราะออกมา “ท่านหัวเราะอะไรน่ะ” เฉินอวี้หลันที่กำลังหงุดหงิดหันไปมองเขาตาขวาง “ข้าเพียงแค่นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะโมโหขนาดนี้” ชายหนุ่มพยายามกลั้นหัวเราะ “แต่ข้าจะบอกเจ้าว่าไม่ต้องกังวลไป” “ท่านรู้หรือว่านางจะไปเปิดร้านที่ไหนต่อ” เฉินอวี้หลันมองเขาอย่างคาดหวัง แต่เมื่อเห็นเขาส่ายหน้าเป็นคำตอบ นางก็อยากจะเข้าไปจัดการเขาสักหมัดจริงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บตัวแบบไร้ความหมาย
หลังจากผ่านมื้ออาหารอันแสนโอชะ เฉินอวี้หลันก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าบริเวณนี้แม้จะอยู่ในเมืองหลวงแต่บรรยากาศแตกต่างยิ่งนัก เนื่องจากที่นั่งของทั้งสองอยู่ติดหน้าต่าง ทำให้สามารถทอดสายตาออกไปมองทิวทัศน์ของถนนที่ไม่กว้างนักอันไร้ซึ่งผู้คนได้อย่างชัดเจน “ที่นี่ช่างเงียบยิ่งนัก” เฉินอวี้หลันยกชาขึ้นจิบ “ราวกับมิได้อยู่ในเมืองหลวงเลย” “นั่นเป็นอีกสาเหตุที่ข้าพาเจ้ามา” เซียวซู่หยางค่อยๆ หลับตาลง ฟังเสียงแมลงที่ร้องระงมอยู่ไกลๆ “บางทีความเงียบสงบอาจจะทำให้เจ้าสบายใจขึ้นมาบ้าง” “ถือว่าครั้งนี้ท่านทำสำเร็จแล้ว” เฉินอวี้หลันในโฉมหน้าของบุรุษยิ้มออกมาบางๆ เป็นครั้งแรกที่นางยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ “แต่ก็มีเรื่องน่าเสียดายอยู่เหมือนกัน” เซียวซู่หยางกล่าวด้วยความดังที่ได้ยินเพียงแค่สองคน น้ำเสียงของเซียวซู่หยางดูเศร้าลงไปเล็กน้อยจนนางต้องหันไปมอง “ท่านเสียดายเรื่องอะไรหรือ?” “หากข้าได้พาหญิงสาวแสนงดงามมาแทนบุรุษที่ดูแล้วเป็นคนเสเพลก็คงจะดีกว่านี้” พูดจบเขาก็ยิ้มให้นาง สายตาเต็มไปด
“ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าท่านมั่นใจว่าเป็นข้าได้อย่างไร ต่อให้ท่านจะไล่เรียงให้ข้าฟังแล้ว แต่ข้าก็ยังนึกภาพไม่ออกอยู่ดี” เฉินอวี้หลันคาใจในข้อนี้ยิ่งนัก เซียวซู่หยางคิดอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายเขาก็ยิ้มออกมา “เพราะความรู้สึกของข้าบอกว่าเป็นเจ้ากระมัง ข้าถึงได้มั่นใจ” เฉินอวี้หลันฟังก็ได้ฟังคำตอบที่ดูไม่จริงจังของเขาแล้วก็ได้แต่กลอกตาไปทางอื่นไม่ยอมมองเขาอีก ขณะที่เซียวซู่หยางกำลังทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา อาหารที่เขาสั่งไปเมื่อสักครู่ก็ถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะพอดี เฉินอวี้หลันมองอาหารตรงหน้า ไ
ความคิดในสมองของเฉินอวี้หลันแล่นเร็วจี๋ สุดท้ายนางตัดสินใจที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ท่านพูดเรื่องอันใดกัน ข้ามิได้รู้จักท่านเสียหน่อย” “แม้หน้าตาของเจ้าจะเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม” เซียวซู่หยางอมยิ้ม ทว่าดวงตากลับฉายแววจริงจัง “แต่ข้าไม่มีทางจำเจ้าผิดไปอย่างแน่นอน” “แต่ข้าว่าท่านจำผิดคนแล้ว” เฉินอวี้หลันก้มหน้าหลบสายตาคู่นั้นพลางลูบต้นคอของตัวเองเบาๆ แม้จะยืนกรานอยู่เช่นเดิมแต่น้ำเสียงกลับอ่อนลงไปไม่น้อย “หากเป็นผู้อื่นข้าคงไม่สนใจ” เซียวซู่หยางหยิบจอกน้ำชาขึ้นมาแกว่งเบาๆ ก่อนจะยกดื่ม “แต่เพราะเป็นเจ้า ข้าจึงจดจำได้ทันที”&







