ログインทางด้านเฉินอวี้หลันที่รู้ว่าตัวเองถูกปั่นหัวก็พยายามสงบใจ ไม่อยากคิดถึงเรื่องของคนบ้าผู้นั้นอีก
ภายในอารามถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ตรงกลางด้านในสุดมีพระพุทธรูปทองเหลืองตั้งตระหง่าน ล้อมรอบด้วยรูปปั้นองค์เล็กที่วางอยู่เรียงราย มีเทียนนับร้อยเล่มถูกจุดเพื่อให้แสงสว่าง กลิ่นควันธูปและกำยานแผ่กระจายไปทั่ว
มีสตรีสองสามคนกำลังก้มกราบพระพุทธรูปทองเหลืองด้วยความศรัทธา ด้านหน้าสุดมีหลวงจีนเยาว์วัยผู้หนึ่งกำลังหันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปพร้อมกับอ่านพระคัมภีร์อยู่
เฉินอวี้หลันค่อยๆ คุกเข่าลงด้านหลังพลางจ้องมองดวงตาของพระพุทธรูปอย่างเงียบๆ
ทว่าหลังจากผ่านไปเพียงแค่ชั่วขณะเดียว นางก็รู้สึกเหมือนภายในจิตใจของนางว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เลย นอกจากความรู้สึกเลื่อมใสต่อรูปปั้นทองเหลืองที่อยู่เบื้องหน้า จึงก้มกราบพระพุทธรูปสามครั้งด้วยความนับถือที่มาจากใจจริง
ทว่าหลังจากที่เงยหน้าขึ้นมา นางก็เห็นว่านอกจากตัวนางแล้ว คนที่เคยอยู่ในอารามกลับหายไปจนหมด มีเพียงหลวงจีนชราผู้หนึ่งนั่งหันหลังให้พระพุทธรูปกำลังนับลูกประคำในมือพร้อมกับสวดมนต์ด้วยเสียงที่แผ่วเบา
เฉินอวี้หลันที่รู้สึกถึงความแปลกประหลาดบางอย่าง แต่นางก็ไม่อยากรบกวนหลวงจีนชราจึงคิดจะลุก ทว่าเสียงของท่านกลับดังขึ้นเสียก่อน
“สีกาเฉิน โอกาสครั้งที่สองคือบททดสอบอันแสนยากลำบากที่สวรรค์มอบให้ ขอให้สีกาอย่าได้ท้อแท้”
ทันทีที่หลวงจีนชรากล่าวจบ นางก็มองเห็นแสงสว่างแสบตาสาดส่องออกมาจากด้านหลังของหลวงจีนจนนางลืมตาไม่ขึ้น
กระทั่งนางรู้สึกว่าแสงสว่างน่าจะหายไปแล้วจึงลืมตาขึ้นมา ก็พบว่าสตรีสองสามคนกับหลวงจีนที่อ่านพระคัมภีร์ก็ล้วนแต่ยังอยู่ที่เดิมมิได้หายไปไหน แต่กลับไร้ซึ่งร่องรอยของหลวงจีนชราคนนั้น
เฉินอวี้หลันจ้องมองดวงตาของพระพุทธรูปอย่างเหม่อลอย ไม่รู้ว่าที่ภาพที่นางเห็นและได้ยินเมื่อสักครู่เป็นเพียงภาพหลอนที่นางคิดไปเองหรือไม่ แต่ทุกคำพูดของหลวงจีนชรากลับดังก้องในหัวของนาง
หลังจากออกมาจากอาราม เฉินอวี้หลันก็เห็นมารดากับเซียวซู่หยางพูดคุยกันอยู่โดยไร้ซึ่งเงาของไฉเม่ยหุย จะว่าไปตอนที่นางเข้าไปในอารามก็ไม่เห็นไฉเม่ยหุยอยู่ข้างในเช่นกัน
“ท่านแม่ น้องเม่ยหุยยังไม่ออกมาอีกหรือ?” เฉินอวี้หลันถามมารดาอย่างสงสัย เพราะตั้งแต่นางเข้าไปไหว้พระจนถึงออกมาก็ใช้เวลาพักใหญ่แล้ว
“จะไปว่าข้าก็ไม่เห็นนางเลย” เฉินฮูหยินก็เพิ่งตระหนักได้
เฉินอวี้หลันคิดอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าคงอาจจะเดินสวนกันโดยไม่ได้สังเกตก็เป็นได้จึงไม่ได้ใส่ใจอีก แต่การที่พวกนางจะกลับไปก่อนโดยไม่กล่าวลาก็คงไม่ดีสักเท่าไร ทั้งสามคนจึงตัดสินใจรอจนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ ถึงได้เห็นไฉเม่ยหุยค่อยๆ เดินกลับมา
“น้องเม่ยหุยไหว้พระนานยิ่ง” เฉินอวี้หลันกล่าวยิ้มๆ
ไฉเม่ยหยุยก้มหน้ารู้สึกผิด “ขออภัยพี่อวี้หลัน พอดีข้าอยากให้ท่านพ่อหายป่วยไวๆ จึงไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านไปนานแล้ว”
“ไม่เป็นไร” เฉินอวี้หลันส่ายหน้า “พวกข้าคิดว่าสมควรที่จะกลับแล้วจึงรอบอกเจ้าเท่านั้น”
“เช่นนั้นข้าขอไปด้วย” ไฉเม่ยหุยตอบเสียงแผ่ว “พอดีข้ากลัวว่าจะเผลอสะดุดจนตกบันไดอีก”
หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย ทั้งสี่คนก็เดินลงบันไดหินร้อยขั้นด้วยกัน โดยเฉินฮูหยินกับเซียวซู่หยางเดินลงไปก่อน ส่วนเฉินอวี้หลันกับไฉเม่ยหุยเดินตามอยู่ด้านหลัง
ขณะที่กำลังเดินกันอยู่นั้น เฉินอวี้หลันก็เห็นว่าไฉเม่ยหุยตั้งใจย่างเท้าเดินลงบันไดเกินไปจึงคิดจะให้ทำบรรยากาศผ่อนคลายลง “ได้ไหว้พระแล้วเจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง”
“ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาไม่น้อยเจ้าค่ะ” ไฉเม่ยหุยเงยหน้าขึ้นมาตอบ
“ดีแล้วๆ” เฉินอวี้หลันยิ้มบาง ก่อนจะตัดสินใจถามคำถามหนึ่งออกไป “จะว่าไป ข้าก็เห็นว่าเจ้ามีใบหน้าน่ารักไม่น้อย จึงสงสัยยิ่งว่ามีผู้ใดได้หัวใจเจ้าไปครองแล้วหรือยัง?”
ไฉเม่ยหุยได้ยินก็หน้าแดง ก้มหน้าตอบเสียงเบาอย่างเอียงอาย “มีแล้วเจ้าค่ะ”
ความคิดหนึ่งของเฉินอวี้หลันผุดขึ้นมาในสมองทันที “พอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าบุรุษแบบใดกันที่ได้หัวใจของเจ้าไปครอง”
“เขาเป็นเพียงบัณฑิตธรรมดา” ดวงตาของไฉเม่ยหุยเปล่งประกาย “เป็นพี่ชายที่เติบโตมาพร้อมๆ กับข้า ทั้งยังดีกับข้ามากๆ ด้วย”
“เพียงแค่พูดถึงก็ทำให้เจ้าเคลิบเคลิ้มได้ถึงขนาดนี้ ข้าว่าเขาคงหน้าตาดีมากเป็นแน่” เฉินอวี้หลันแย้มยิ้ม แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่ารอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา
ไฉเม่ยหุยพยักหน้ารัวๆ “เขาหล่อเหลางดงามมากเลยเจ้าค่ะ ทุกท่วงท่าล้วนเต็มไปด้วยเสน่ห์ หากมิใช่เพราะว่าเติบโตด้วยกันมา ข้าคงคิดว่าเขาเป็นบุตรชายของขุนนางชั้นสูงเป็นแน่”
ยิ่งได้ฟังไฉเม่ยหุยพูด เฉินอวี้หลันก็ยิ่งแน่ใจว่าคนที่อีกฝ่ายพูดถึงอยู่จะต้องเป็นจูป๋ายเจี่ยนอย่างแน่นอน
ในเมื่อจูป๋ายเจี่ยนกับไฉเม่ยหุยรักกันเสียขนาดนี้ตั้งแต่ก่อนที่จะรู้จักนาง เช่นนั้นก็แปลว่าจูป๋ายเจี่ยนเข้าหานางถึงขั้นแต่งงานด้วยทั้งที่มีไฉเม่ยหุยอยู่จะต้องมีเบื้องหลังอยู่อย่างแน่นอน
แล้วเบื้องหลังนั้นคืออะไรกัน...
ไฉเม่ยหุยเห็นสีหน้าของเฉินอวี้หลันนิ่งไปก็สงสัย “พี่อวี้หลันคิดอะไรอยู่หรือ?” เสียงของไฉเม่ยหุยเรียกสติของเฉินอวี้หลันให้ดึงกลับมาสู่ปัจจุบันทันที “ข้าแค่พยายามลองคาดเดาใบหน้าของบุรุษในดวงใจเจ้าเฉยๆ” “ข้าว่าท่านต้องคาดเดาไม่ออกแน่” ไฉเม่ยหุยอมยิ้มราวกับกำลังครอบครองสมบัติชิ้นหนึ่งอยู่ “ชักอยากเห็นด้วยตาตัวเองแล้วสิ” เฉินอวี้หลันแสร้งพูดด้วยความสนใจ “ที่บ้านข้าเป็นโรงเตี๊ยมเล็กๆ ชื่อว่าโรงเตี๊ยมโชคดี อยู่ตรงประตูทางใต้ หากวันไหนท่านว่างก็แวะมาก็ได้” ไ
ทางด้านเฉินอวี้หลันที่รู้ว่าตัวเองถูกปั่นหัวก็พยายามสงบใจ ไม่อยากคิดถึงเรื่องของคนบ้าผู้นั้นอีก ภายในอารามถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ตรงกลางด้านในสุดมีพระพุทธรูปทองเหลืองตั้งตระหง่าน ล้อมรอบด้วยรูปปั้นองค์เล็กที่วางอยู่เรียงราย มีเทียนนับร้อยเล่มถูกจุดเพื่อให้แสงสว่าง กลิ่นควันธูปและกำยานแผ่กระจายไปทั่ว มีสตรีสองสามคนกำลังก้มกราบพระพุทธรูปทองเหลืองด้วยความศรัทธา ด้านหน้าสุดมีหลวงจีนเยาว์วัยผู้หนึ่งกำลังหันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปพร้อมกับอ่านพระคัมภีร์อยู่ เฉินอวี้หลันค่อยๆ คุกเข่าลงด้านหลังพลางจ้องมองดวงตาของพระพุทธรูปอย่างเงียบๆ&nbs
สายตาของเฉินอวี้หลันเคลื่อนไปยังชายหนุ่มที่กำลังอมยิ้มอยู่กับผ้าพันแผลที่นางเป็นคนพันให้ ในใจเต็มไปด้วยความสับสน “ข้าว่าเขาต้องชอบท่านมากๆ เป็นแน่” ไฉเม่ยหุยกระซิบสิ่งที่คาดเดา เฉินอวี้หลันได้ยินก็นิ่งไปเล็กน้อย นับตั้งแต่ที่นางได้เจอกับเขาครั้งแรกที่จวนสกุลเฉิน ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองเท่านั้น ความสัมพันธ์ที่นางมีต่อเขาสมควรจะห่างเหินยิ่งกว่าพ่อค้าขายซาลาเปาที่นางมักจะแอบหนีไปซื้อเสียด้วยซ้ำ แล้วเช่นนั้นเขาจะถูกใจนางได้อย่างไร เจอหน้ากันครั้งแรกก็ไม่ทำความรู้จักอะไรแต่กลับสู่ขอนางตรงๆ เห็นได้ชัดเจนว่าเขาเข้าหานางเพราะมีผลประโยชน์บางอย่างที่เขาจะได้หากแต่งงานกับนาง ไฉเม่ยหุยเห็นสีหน้าตึงเครียดของเฉินอวี้หลันก็คิดว่าอีกฝ่ายคงยังตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่กลัวว่าจะเผลอไปรบกวรนอีก “เช่นนั้นข้าขอตัวไปไหว้พระก่อนนะ” เฉินอวี้หลันพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปจ้องมองเซียวซู่หยางอีกครั้งด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ ราวกับรับรู้ถึงสายตาของนางได้ เพราะเขาก็หันกลับมามองนางเช่นกัน
หัวหน้ามือปราบพลันสังเกตเห็นว่าหญิงสาวกำลังสวมใส่เสื้อนอกของท่านแม่ทัพอยู่ ทันใดนั้นเขาก็ร้องอ๋อขึ้นมาในใจ มิน่าเล่า ตอนที่ท่านแม่ทัพได้ยินว่ามีคนถูกจับตัวไปถึงได้รีบร้อนเสียขนาดที่พวกเขาสี่คนยังวิ่งตามไม่ทัน พอคิดได้แบบนั้น หัวหน้ามือปราบก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ประสานมือให้ทั้งสองคน “เช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อน ไม่รบกวนเวลาของพวกท่านสองคนแล้ว” เซียวซู่หยางพยักหน้า ส่วนเฉินอวี้หลันก็ก้มหน้าด้วยความอาย เพราะสายตาที่ดูกรุ้มกริ่มเหมือนรู้ทันของมือปราบหนุ่มผู้นั้น จนกระทั่งภายในป่าเหลือเพียงแค่ความเงียบอีกครั้ง เซียวซู่หยางก็เอ่ยขึ้นก่อน “เช่นนั้นก็ไปกันเถิด มารดาของเจ้าคงเป็นห่วงแย่แล้ว” เฉินอวี้หลันพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็เดินตามเซียวซู่หยางไปอย่างเงียบๆ ทางด้านเซียวซู่หยางเห็นว่านางเงียบก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกเพราะกลัวจะทำให้นางยิ่งโกรธกว่าเดิม ในสายตาของนาง ตัวเขาก็ดูแย่พอแล้ว หากถูกนางโกรธอีก อย่าว่าจะแต่งนางเลย กลัวว่าแม้แต่หน้า นางก็คงจะหลบเลี่ยงเขาไปตลอดกาลเป็นแน่ แม้จะท้อใจ แต่เซียวซู่
เซียวซู่หยางปรายตามองร่างไร้สติที่ปลายเท้าอย่างเย็นชา แต่เขาก็ยอมปล่อยมีดที่อยู่ในมือออกโดยมิได้ลงมือต่ออีก สภาพของโจรป่าสามคนที่ถูกเขาเล่นงานล้วนบาดเจ็บสาหัสจนดูไม่ได้ แม้แต่เฉินอวี้หลันที่ใจกล้ามากกว่าคนทั่วไปยังรู้สึกกลัวจนขนที่ต้นคอลุกชัน “เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่?” เซียวซู่หยางถามขึ้นมาโดยไม่ได้หันหน้าไปมองนาง “ไม่ ข้ามิได้บาดเจ็บ” เฉินอวี้หลันตอบก่อนจะเหลือบไปเห็นว่าที่แขนขวาของเขามีเลือดไหลออกมา “ท่านนั่นแหละที่กำลังบาดเจ็บอยู่” เซียวซู่หยางมองดูแขนของตัวเองที่เลือดยังไหลอยู่ไม่ยอมหยุดก่อนจะตอบสั้นๆ “บาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น” “เลือดไหลขนาดนี้ยังจะบอกว่าเล็กน้อยอีก” นางดึงแขนของเขามาใกล้ๆ จากนั้นก็ฉีกผ้าที่ใกล้จะขาดของตัวเองออกมาพันแผลให้เขาอย่างเงอะงะ “ข้าไม่รู้วิชาแพทย์ แต่คิดว่าทำเช่นนี้น่าจะช่วยห้ามเลือดได้” ชายหนุ่มมองสตรีที่กำลังช่วยรักษาเขาด้วยสายตาเหลือเชื่อ มุมปากค่อยๆ ยกเป็นรอยยิ้มบางๆ พร้อมกับมองนางอย่างอ่อนโยน พลันคิดว่าบาดเจ็บครั้งนี้แลกกับการที่นางเป็นห่วงช่างคุ้มค่าเสียเหล
หลังจากกระหน่ำใส่ร่างของลิ่วไฉจนหนำใจ ร่างนั้นถึงได้เปลี่ยนเป้าหมายไปหาโจรป่าอีกสองคนที่เหลือ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้หมัดต่อยใส่โจรป่าคนละที ด้วยแรงมหาศาลนั้นก็ทำให้โจรป่าสองคนแทบจะหมดสติ หลังจากที่ระบายความโกรธเกรี้ยวในใจออกไปจนหมด ผู้มาเยือนถึงได้ค่อยเงยหน้าขึ้นมองสตรีที่นอนอยู่บนกิ่งไม้ “เจ้าปลอดภัยแล้ว” เมื่อสักครู่เฉินอวี้หลันอยู่ในจุดที่ไม่สามารถมองเห็นข้างล่างได้ ได้ยินเพียงแค่เสียงทุบตีที่ดังสนั่นเท่านั้น จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้น เมื่อนางโผล่หน้าออกมา ก็เห็นเซียวซู่หยางในชุดสีดำสนิทกับเสื้อคลุมยาวสีขาวกำลังยืนแหงนหน้ามองนางอยู่ แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ตอบอะไร นางก็เห็นว่าโจรป่าคนหนึ่งกำลังพุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว เซียวซู่หยางเห็นสีหน้าตกใจของเฉินอวี้หลันก็หันไปมองตาม เห็นโจรป่าที่ถูกเขาชกใส่เมื่อสักครู่ทั้งสองคนกำลังวิ่งตรงเข้าหาเขาพร้อมกับถือมีดในมือ ด้วยทักษะการต่อสู้ระยะประชิดที่เขาฝึกฝนมาทำให้เขาสามารถรับมือโจรป่าคนแรกที่พุ่งเข้ามาถึงตัวได้อย่างง่ายดาย ขณะที่เขาใช้ฝ







