LOGINเฉินอวี้หลันเดินตามเสี่ยวหลินออกมาเรื่อยๆ ทิวทัศน์สองข้างทางก็ค่อยๆ คุ้นตาขึ้นมาทีละน้อย แต่ในห้วงแห่งความฝันอันสมจริงนั้น ที่แห่งนี้ถูกทำลายจนย่อยยับไปแล้ว
ไม่ผิดแน่ ที่นี่คือจวนแม่ทัพใหญ่สกุลเฉินจริงๆ เป็นที่ที่นางเกิดและเติบโตขึ้นมาได้อย่างแข็งแรง
หญิงสาวถอนหายใจเมื่อเดินผ่านสวนดอกเหมยที่นางเป็นคนลงมือปลูกเองตั้งแต่ยังเล็ก ทว่าปีนั้นดอกเหมยไม่ยอมบาน นางจึงได้แต่ร้องไห้เสียใจ สุดท้ายมารดาทนไม่ไหว จ้างคนมาดูแลและปลูกเพิ่มจนกลายเป็นสวนดอกเหมยที่บานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมเรียกรอยยิ้มของนางได้ในทุกๆ ปี
เดินอีกไม่นาน ก็ผ่านศาลารับลมกลางสระน้ำที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาน ซึ่งนางมักจะใช้เวลาว่างมานั่งดื่มชาอยู่ที่นี่อยู่เป็นประจำ
ทันใดนั้น ภาพที่ตัวนางกำลังนั่งรับลมเพื่อคลายร้อนและได้พบกับจูป๋ายเจี่ยนเป็นครั้งแรกก็พลันปรากฏขึ้น
ในยามนั้นนางมิได้สนใจเขาสักเท่าไรนัก เนื่องจากการพบกันครั้งนี้ระหว่างเขากับนางถูกกำหนดโดยบิดาที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งต้าเผิง ซึ่งนางก็พอจะเดาถึงสาเหตุที่บิดาทำเช่นนี้
เฉินอวี้หลันรู้ดีว่าเป็นเพราะตระกูลเฉินเป็นตระกูลแม่ทัพใหญ่ ทหารที่อยู่ในมือของตระกูลเฉินจึงมีจำนวนไม่น้อย หากบุตรสาวเพียงคนเดียวอย่างนางแต่งเข้าตระกูลใหญ่ หรือได้แต่งกับองค์ชายสักพระองค์ ฮ่องเต้ย่อมไม่ไว้วางพระทัย และต้องคอยหวาดระแวงกองทัพของตระกูลเฉินเป็นแน่
หรือจะให้หมั้นหมายกับรัชทายาทเพื่อให้ฮ่องเต้สบายใจก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะชายาของรัชทายาทนั้นจะต้องมีความสามารถมากพอที่จะหลบหลีกคมดาบของผู้ที่จ้องมองบัลลังก์มังกร รวมถึงต้องมีความเหี้ยมโหดพอที่จะลงโทษผู้อื่นอย่างเด็ดขาด ซึ่งเฉินอวี้หลันก็รู้ดีว่านางไม่มีความสามารถในด้านนี้แม้แต่น้อย แม้ว่านางจะเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่ก็ตาม
ดังนั้นสำหรับผู้เป็นบิดาอย่างเฉินเว่ยแล้ว เขาเห็นว่าหากบุตรสาวได้แต่งงานกับจูป๋ายเจี่ยน ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด เขาจึงชักนำให้ทั้งสองได้รู้จักกัน และคอยกล่อมให้บุตรสาวได้เห็นข้อดีของบุรุษผู้นี้อย่างช้าๆ แม้ในช่วงแรกจะมีปากเสียงกันบ้าง แต่ในที่สุดบุตรสาวสุดที่รักของเขาก็แต่งเข้าตระกูลจู ทำให้เขาดีใจเป็นอย่างมาก
แต่น่าเสียดายที่อนาคตอันสดใสของบุตรสาวที่เขาคาดหวังไว้ กลับจบลงที่นางสิ้นใจอย่างไร้ผู้เหลียวแลโดยที่เขาไม่รู้ตัว
เฉินอวี้หลันมองศาลารับลมนั้นอยู่ครู่ใหญ่ ภาพความทรงจำระหว่างนางและจูป๋ายเจี่ยนผุดขึ้นเป็นฉากๆ กระทั่งเสี่ยวหลินสะกิดเตือนนางถึงเพิ่งจะรู้สึกตัวและเดินต่อ
ไม่นานนักเฉินอวี้หลันเดินไปถึงเรือนรับรอง นางพบคนสองคนที่ยืนคุยกันอยู่ คนหนึ่งเป็นบุรุษวัยกลางคนร่างใหญ่ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา ทว่าสายตากลับคมกริบราวกับเหยี่ยว อีกคนหนึ่งเป็นสตรีวัยกลางคนเช่นกัน แม้จะมีริ้วรอยตามวัย แต่ก็ยังคงงดงามเปล่งปลั่ง เปี่ยมไปด้วยความสง่างามและความอ่อนโยน แน่นอนว่าคนสองคนนั้นคือบิดาและมารดาของนางเอง
ทันทีที่แม่ทัพใหญ่เฉินเว่ยและฮูหยินเห็นบุตรสาวเดินเข้ามาก็ฉีกยิ้มกว้าง
"ฮูหยิน ข้านึกว่าบุตรคนเดียวของเราจะเที่ยวเล่นสนุกจนลืมไปแล้วว่าวันนี้บิดาต้องไปชายแดน"
เฉินฮูหยินหัวเราะเบาๆ "ท่านพี่พูดเกินไปแล้ว อวี้หลันของเรากตัญญู บิดาต้องไปชายแดนนางก็ต้องมาส่งอยู่แล้ว"
เฉินอวี้หลันมองภาพเบื้องหน้า ดวงตาพลันรู้สึกพร่ามัว ความรู้สึกต่างๆ ถาโถมเข้ามาในใจอย่างห้ามไม่อยู่ การปรากฏตัวของทั้งสองคนเป็นการยืนยันคำตอบของคำถามที่อัดแน่นอยู่ในใจ
นางรีบเช็ดน้ำตาออกและวิ่งเข้าไปกอดทั้งสองคน "ท่านพ่อ ท่านแม่"
"เป็นอะไรไปหรือ" เฉินเว่ยรีบถามด้วยความเป็นห่วงทันทีที่เห็นบุตรสาวของตนแปลกไปจากเดิม
เฉินฮูหยินยิ้มบางๆ ใช้มือลูบแผ่นหลังของบุตรสาวอย่างโอบอ้อม "นางคงเสียใจที่ท่านกลับมาเพียงไม่กี่วันก็ต้องไปชายแดนแล้ว"
"เจ้าทำให้พ่อรู้สึกอยากหนีกองทัพยิ่งนัก" เฉินเว่ยคลี่ยิ้มอย่างดีใจ น้อยนักที่จะเห็นบุตรสาวออดอ้อนเช่นนี้
เฉินอวี้หลันรีบข่มกลั้นน้ำตาที่พร้อมจะไหลรินออกมาตลอดเวลา จนกระทั่งนางรู้สึกว่าจิตใจตัวเองสงบแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองทั้งสอง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง "ท่านพ่อรักษาสุขภาพด้วย"
เฉินเว่ยลูบหัวบุตรสาว จากนั้นก็มองใบหน้าของฮูหยินอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะเดินไปขึ้นม้าและขี่ออกไปโดยมีทหารสามนายอยู่ด้านข้าง
เฉินอวี้หลันหันมองมารดาที่แม้จะมีท่าทีสุขุมสมกับเป็นฮูหยินของแม่ทัพใหญ่ แต่นางก็เห็นว่าแววตาของมารดามีความเศร้าอยู่จางๆ
"ท่านแม่ วันนี้ลูกจะอยู่เป็นเพื่อนท่านเอง" เฉินอวี้หลันฉีกยิ้มกว้างพร้อมประคองแขนของมารดากลับเรือน ในใจของนางตัดสินใจได้แล้ว
หากนางได้โอกาสอีกครั้งจริงๆ นางจะไม่แก้แค้นจูป๋ายเจี่ยน เพราะถือว่าเป็นนางที่ดูคนผิดไปเอง แต่นางจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของบิดามารดาให้รอดพ้นจากโรคร้าย และปกป้องรอยยิ้มของพวกเขาให้ได้
ทางด้านเฉินอวี้หลันที่มาถึงที่หมายก็ถูกผลักให้มาอยู่ในที่แห่งหนึ่งที่แสนอับชื้น มีกลิ่นสาปสางที่เหม็นเน่าและกลิ่นเลือดลอยคละคลุ้งไปทั่วจนนางอยากจะอาเจียรออกมา จนกระทั่งเชือกที่อบู่บนข้อมือของนางถูกตัดออก นางถึงได้รู้สึกถึงความเป็นอิสระของมือทั้งสองข้างอีกครั้ง “ถือว่าเจ้าโชคดีไปที่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาตายของเจ้า” บุรุษท่าทางน่ากลัวคนเดิมพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “ขอให้เจ้ามีความสุขกับที่นี่ล่ะ” สิ้นคำของเขา ก็มีเสียงโลหะกระทบกันอย่างแรงดังขึ้นหลายครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ออกห่างไปเรื่อยๆ&nb
การที่มีคนนอกบุกเข้ามาในหอบุปผาแดงเพื่อตามหาคนที่ตนเองถูกตาต้องใจมิใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่การที่คนเช่นนั้นมีวรยุทธ์สูงส่งจนสามารถฝ่าพวกบ่าวรับใช้เข้ามาได้ถึงขนาดนี้กลับเป็นครั้งแรกที่เคยเกิดขึ้น บุรุษผู้นั้นมองหวงเหม่ยเซียนด้วยสายตาดุดันพักหนึ่ง ก่อนจะหยิบของออกมาจากอกเสื้อและโยนให้นางอย่างไม่ค่อยพอใจนัก “สิ่งนั้นคงจะพอยืนยันฐานะของข้าได้” เขาพูดด้วยเสียงที่แหบแห้งเช่นเดิม หวงเหม่ยเซียนจ้องมองสิ่งนั้นด้วยสายตาเหลือเชื่อ ก่อนจะเงยหน้ามองเขาอย่างสงสัย “ไม่ใช่ว่าเจ้าของสิ่งนี้ตายในสนามรบไปแล้วหรือ?”
“คุณหนูไม่อยู่เจ้าค่ะ” สาวใช้ลอบปาดเหงื่อ ดูจากสีหน้าของฮูหยินตอนที่สั่งนางแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงยิ่งนัก จริงอย่างที่นางว่า เพราะทันทีที่นางบอกออกไป เฉินฮูหยินก็ได้แต่ตกใจจนเกือบล้ม หากไม่ได้บุรุษที่ยืนอยู่ช่วยพยุงเอาไว้ “นางหายไปไหน?” การหายตัวไปของบุตรสาวไม่อยู่ในความคิดของนางมาก่อนเลย แม้ก่อนหน้านี้นางจะอนุญาตกลายๆ ว่าให้ออกไปข้างนอกได้ แต่นางก็ไม่คิดว่าบุตรสาวจะออกไปในวันนี้พอดี บุรุษที่ยืนอยู่ก็มีสีหน้าที่ย่ำแย่เช่นกัน แต่เขาก็ยังรักษาท่าทีเยือกเย็นไว้ได้ “นางออกไปนานแล้วหรือยัง?” 
ทางด้านจิ้งผิงที่ถูกเล่นงานมาอย่างหนักเบิกตาขึ้นโพลง หากจะว่ากันตามตรงแล้ว ด้วยฝีมือของนาง นางสามารถรับมือกับเหล่าคนชุดดำได้อย่างแน่นอน แต่นางก็ประมาทเกินไปเพราะไม่คิดว่าฝีมือของนางกับบุรุษท่าทางน่ากลัวผู้นั้นต่างกันถึงขนาดนี้ แต่สิ่งที่นางคิดไม่ถึงคืออีกฝ่ายไม่สังหารนางให้ตาย แต่กลับรีบออกตามล่าเฉินอวี้หลันเสียอย่างนั้น นางกำหมัดแน่นก่อนจะชกใส่พื้นอย่างแรงไปหนึ่งทีด้วยความโมโห ดูจากตำแหน่งของดวงอาทิตย์ที่ไม่ได้อยู่ตำแหน่งเดิม นางก็พอจะคาดเดาได้ว่าเวลาผ่านไปพักใหญ่แล้ว ดังนั้นนางจึงปรับลมหายใจให้เย็นลง เพราะนางมั่นใจว่าเฉินอวี้หลันถูกลักพาตัวไปแล้วอย่างแน่นอน&nb
โลหิตที่แดงพุ่งออกมาจากบาดแผล ไหลอาบแขนซ้ายของนางอย่างรวดเร็ว แต่ก็โชคดีที่แผลไม่ได้ลึกมากนัก “ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดเจ้าถึงมั่นใจว่าข้าจะไม่สังหารเจ้า” สีหน้าของเขาแสดงถึงความไม่เข้าใจ “ทั้งๆ ที่ไม่ว่าอย่างไรเป้าหมายของพวกเราก็คือสังหารเจ้าอยู่แล้ว” “เจ้ารู้จักการสับเปลี่ยนตัวเพื่อลวงศัตรูหรือไม่?” เฉินอวี้หลันคลี่ยิ้ม แม้จะแต่งใบหน้าจนคล้ายบุรุษ แต่ก็ยังมีเค้าของความงามเหลืออยู่ “บางทีคนที่นอนอยู่ในบ้านร้างอาจจะเป็นเฉินอวี้หลันตัวจริงก็ได้” นางไม่รอให้เขาพูดอะไร รีบก้าวเดินเข้าไปใกล้เขาโดยไม่สนใจแขนซ้ายที่เจ็บปวดแม้แต่น้อย “หรือบางที เฉินอวี้หลันตัวจริงอ
เฉินอวี้หลันจับมือของซางไห่ให้วิ่งไปตรงไปเรื่อยๆ แม้หยดเลือดของเขาจะไหลออกมาตามทางนางก็ไม่สนใจแม้แต่น้อย เนื่องจากบ้านร้างหลังนี้อยู่นอกเมืองหลวง ด้านหลังจึงเป็นป่าทึบที่สามารถใช้ซ่อนตัวได้เป็นอย่างดี “ท่านหนีไปคนเดียวเถิด” ซางไห่ใช้มือกดบาดแผลของตัวเอง ในใจรู้ดีว่าเขากำลังถ่วงให้อีกฝ่ายช้าลง “หากพาข้าไปด้วยก็มีแต่จะเสียเวลาเท่านั้น” เฉินอวี้หลันหันกลับมามองตาขวาง “หากเจ้ายังมีแรงพูดก็รีบเดินให้เร็วขึ้นเถอะ” ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ซางไห่มองสตรีข้างหน้าด้วยสายตา







