LOGIN"ท่านแม่ทัพ แผนการของท่านครั้งนี้เต็มไปด้วยช่องโหว่ยิ่ง" ฟ่านจินเอ่ยพลางมองดูตัวหมากจำลองที่ใช้แทนกำลังพลของแคว้นต้าเผิงและแคว้นฉิงที่วางอยู่บนแผนที่ที่ถูกวาดขึ้นตามภูมิประเทศอย่างแม่นยำด้วยความรู้สึกกังวล
"ข้ารู้" เซียวซู่หยาง แม่ทัพแห่งกองทัพม้าศึกกล่าวตอบอย่างไร้อารมณ์ "แต่ถ้าจะจบศึกภายในสิบวันนี้ มีแต่ต้องใช้วิธีนี้เท่านั้น"
"แคว้นฉิงตั้งกองทัพป้องกันข้าศึกอย่างแน่นหนา พวกเราบุกตีมาหลายเดือนยังไม่แตก แถมยังเสียกำลังพลไปไม่น้อย" ฟ่านจินขยับหมากที่วางอยู่ด้านหน้าของชิ้นไม้เล็กๆ ที่เปรียบเป็นเมือง "ชัยภูมิของเมืองอวิ๋นซีถูกขนาบไว้ด้วยภูเขาสองลูก ง่ายต่อการป้องกันแต่ยากต่อการโจมตี หากท่านใช้วิธีนี้อาจจะเสียกำลังพลมือดีไปไม่น้อย"
เซียวซู่หยางผินหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างกระโจม แววตาฉายอารมณ์บางอย่างออกมา "ข้าเพียงอยากจบศึกนี้ให้เร็วที่สุดเท่านั้น"
"รีบร้อนไม่สมเป็นท่านเลย" ฟ่านจินโบกพัดในมือ ขยับใบหน้ามองตามสายตาของผู้เป็นนาย "ปกติท่านจะรอบคอบกว่านี้"
ฟ่านจินนึกถึงศึกเมื่อสองปีก่อนที่เซียวซู่หยางได้รับบัญชาโดยตรงจากฮ่องเต้ให้บุกตีเมืองซานกุ้ยของแคว้นฉิง เขาใช้เวลาหนึ่งปีครึ่งในการจัดการทหารของแคว้นฉิงจนราบเรียบด้วยแผนการที่แยบยล สยบเมืองซานกุ้ยที่ไม่มีใครบุกตีได้มานานอย่างราบคาบจนแคว้นฉิงต้องยอมถอยทัพกลับไป
ฟ่านจินจำได้ว่าในตอนนั้นเซียวซู่หยางในฐานะรองแม่ทัพแห่งกองทัพม้าศึกมีอายุเพียงยี่สิบเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจไม่น้อยที่บุรุษอายุเท่านี้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพ แต่เพราะเซียวซู่หยางมีผลงานที่ยอดเยี่ยมหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะหลังจากที่เขาตีเมืองซานกุ้ยจนแตก เขาก็เสนอตัวทันทีที่จะนำทัพบุกตีเมืองเหลียงเฟิง
ในยามนั้นเมืองเหลียงเฟิงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ กองทัพแคว้นฉิงจึงมีการป้องกันอย่างแน่นหนา ทำให้ศึกครั้งนั้นดูเหมือนเป็นการเอาชีวิตไปทิ้งเสียมากกว่า แม่ทัพแห่งแคว้นฉิงล้วนอยากหลีกเลี่ยงภารกิจนี้กันทั้งสิ้น
แต่เซียวซู่หยางกลับสามารถนำทหารเพียงห้าร้อยนายชิงเมืองมาได้ด้วยกลยุทธ์สายฟ้าแล่บ โดยเฉพาะตัวเขาที่ฝ่าคมดาบและห่าลูกธนูอย่างไม่หวั่นเกรงต่อความตาย บุกเดี่ยวไปบั่นคอแม่ทัพอีกฝ่าย กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แคว้นต้าเผิงได้รับชัยชนะในศึกครั้งนั้นจนแม้แต่ฮ่องเต้ยังเอ่ยปากชม
ฟ่านจินรู้ว่าในศึกทุกครั้งก่อนหน้านี้ ผู้เป็นนายย่อมมีแผนการที่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้ ทว่าในครั้งนี้เขากลับพบว่าผู้เป็นนายใช้แผนที่ดูเหมือนเสี่ยงดวงเสียมากกว่า อีกทั้งเขาแค่มองก็รู้ว่าแผนการนี้มีโอกาสน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยที่จะสำเร็จ
"ท่านจะเอาชีวิตไปทิ้งหรือ?" ฟ่านจินรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
เซียวซู่หยางหันมามองลูกน้องคนสนิทพร้อมกับเลิกคิ้วข้างหนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก
"ข้ายอมทิ้งได้ทุกอย่าง แต่มีเพียงชีวิตเท่านั้นที่ข้าจะไม่ยอมทิ้ง" เขาหยิบตัวหมากที่ใช้แทนกองทัพต้าเผิงขึ้นมาวางทับชิ้นไม้เล็กๆ "อีกอย่าง หากชิงเมืองอวิ๋นซีได้เร็วเท่าไร ต้าเผิงก็ยิ่งได้ชัยชนะเร็วเท่านั้น"
ฟ่านจินกระพริบตาถี่รัว แม้การศึกจะสำคัญ แต่เขาเป็นห่วงผู้เป็นนายมากกว่า "แต่สิ่งที่ท่านจะทำไม่ต่างกับการเอาชีวิตไปทิ้งเลย"
ทว่าสีหน้าของเซียวซู่หยางกลับมิได้มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย ซ้ำยังเต็มไปด้วยความมั่นใจที่ฟ่านจินเห็นอยู่ประจำ "เชื่อข้า วิธีนี้แม้จะเสี่ยงแต่ก็จะได้ผลอย่างแน่นอน"
ฟ่านจินแม้ไม่อยากยินยอม แต่เห็นสีหน้าผู้เป็นนายที่ตัดสินใจไปแล้วก็พูดอะไรไม่ออก ดังนั้นเขาจึงเรียกเหล่ารองแม่ทัพและเสนาธิการเข้าประชุม และก็ไม่ผิดจากที่เขาคาดไว้ เมื่อเซียวซู่หยางเอ่ยถึงแผนการของตน เขาก็ถูกเหล่ารองแม่ทัพคัดค้านหัวชนฝาในทันที
แต่เพราะคำสั่งของผู้ที่ยศใหญ่กว่าถือเป็นคำขาดในกองทัพ แม้เหล่ารองแม่ทัพจะคัดค้านแต่ก็มิอาจไม่ทำตามได้ พวกเขาจึงดำเนินการตามแผนที่เซียวซู่หยางวางไว้อย่างสุดกำลัง
ในค่ำคืนนั้นทหารจำนวนหนึ่งของกองทัพม้าศึกแห่งต้าเผิงได้หายไปโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้
สิบวันถัดมา เจ้าเมืองอวิ๋นซีก็ประกาศยอมแพ้ เปิดประตูให้กองทัพม้าศึกของแคว้นต้าเผิงเข้าเมืองแต่โดยดี
แผนการที่เซียวซู่หยางใช้นั้นมิใช่แผนการที่ยากเย็นแม้แต่น้อย ทว่ากลับเสี่ยงเป็นอย่างมาก เพราะเขาใช้วิธีนำกองทหารจำนวนหนึ่งบุกข้ามเขาที่ขนาบข้างเมืองอวิ๋นซีไว้โดยไม่ใช้ม้า
การข้ามเขาที่ขนาบเมืองอวิ๋นซีไว้เป็นเรื่องที่ลำบากยิ่งนัก ด้วยเส้นทางสูงชันและป่าทึบที่ง่ายต่อการหลงทาง อีกทั้งหากฝ่าฟันความซับซ้อนภายในป่ามาได้ก็จะพบทางชันอีกฝั่งหนึ่งที่ง่ายต่อการถูกพบเห็น ทว่าเซียวซู่หยางกลับสามารถนำกองกำลังสามร้อยนายข้ามเขามาได้โดยไม่ถูกพบแม้แต่ครั้งเดียว แม้จะใช้เวลาไปเกือบเจ็ดวันก็ตาม
ใช่ว่าก่อนหน้านี้กองทัพต้าเผิงจะไม่เคยลองเดินทางข้ามเขา แต่ทุกครั้งที่ข้าม หากไม่หลงทางภายในป่าก็มักจะถูกข้าศึกพบเจอตลอด ทำให้กองทัพต้าเผิงตัดสินใจเลิกใช้วิธีนี้อีก
แต่เซียวซู่หยางกลับสามารถนำทัพข้ามเขามาได้อย่างปลอดภัย ทั้งยังข้ามมาได้ทันก่อนที่ขบวนเสบียงของแคว้นฉิงจะเดินทางมายังเมืองอวิ๋นซีพอดี ขอเพียงเขานำทหารส่วนหนึ่งบุกโจมตีคลังเสบียงของเมืองอวิ๋นซี ส่วนที่เหลือก็ดักโจมตีขบวนส่งเสบียงของแคว้นฉิง ก็จะสามารถตัดเส้นทางเสบียงของเมืองอวิ๋นซีได้อย่างหมดสิ้น
หากกองทัพของเซียวซู่หยางไปช้าหรือเร็วกว่านี้แค่เพียงเล็กน้อย เสบียงของเมืองอวิ๋นซีก็จะยังคงเหลืออยู่ และกองทัพที่มีจำนวนทหารเพียงสามร้อยนายก็จะถูกทำลายเป็นแน่ ซึ่งเหล่ารองแม่ทัพและเสนาธิการ รวมไปถึงฟ่านจิงรู้สึกว่าเซียวซู่หยางโชคดีเป็นอย่างมาก ไม่เพียงข้ามเขาได้โดยไม่ถูกพบเจอ แต่ยังไปถึงในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะที่สุดอีกด้วย
ทางด้านเฉินอวี้หลันก็พยายามหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ให้จิตใจสงบลง ก่อนจะค่อยๆ คีบเนื้อผัดเข้าปากโดยไม่รับรู้ถึงรสชาติของมันเลยแม้แต่น้อย แม้สายตาของนางจะไม่ได้จดจ้องไปที่จูป๋ายเจี่ยน แต่นางก็เงี่ยหูฟังเสียงของเขาตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาเลื่อนเก้าอี้ ตอนที่นั่ง หรือตอนที่รินน้ำชา นางล้วนได้ยินอย่างชัดเจน แต่เพราะนางใช้สมาธิฟังเกินไป ทำให้นางได้ยินเสียงหนึ่งดังโดยไม่ตั้งใจ “นายท่านเรียกหาเจ้า” เสียงนั้นแหบแห้งและเบามากเสียจนแทบไม่ได้ยิน นางจึงรีบเงยหน้ามาดูด้วยความสงสัย พอเห็นว่าในโรงเตี๊ยมมีคนอื
รถม้าเคลื่อนตัวมาหยุดที่หน้าประตูทางใต้ของเมืองหลวงโดยสวัสดิภาพ หลังจากจ่ายเงินค่าจ้างรถม้าให้แก่รถขับแล้ว เฉินอวี้หลันก็ค่อยๆ เดินเข้าเมืองไปด้วยท่าทางเกร็งๆ เพราะตอนนี้ในหัวของนางมีแต่ความรู้สึกกังวลไม่น้อย เดินมาได้สักพักหนึ่ง นางก็เห็นโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่มีป้ายไม้เขียนระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ‘โรงเตี๊ยมโชคดี’ หัวใจของนางสั่นระรัว รู้สึกราวกับตัวนางกำลังจะย่างเท้าเข้าไปในถ้ำเสือเพื่อไปเอาลูกของมันออกมา หญิงสาวค่อยๆ สูดหายใจลึกๆ เข้าปอด ก่อนจะย่างเท้าเข้าไปอย่างมุ่งมั่น&n
เฉินอวี้หลันมองผ่านเด็กชายคนนั้นไปโดยสิ้นเชิง จนกระทั่งเขาวิ่งมายืนอยู่เบื้องหน้านาง นางจึงได้เห็นใบหน้าชัดๆ ของเขา และก็เป็นเจ้าเด็กหยวนฮ่าวที่นางนัดมาวันนี้นั่นเอง “ข้านึกว่าท่านจะไม่อยู่แล้ว” หยวนฮ่าวตอบพลางหายใจหอบ “กำลังจะกลับพอดี” เฉินอวี้หลันไม่ปิดบัง ก่อนจะมองใบหน้าที่ไม่ได้สกปรกมอมแมมแล้วของเขา “ดูเหมือนเจ้าจะเปลี่ยนไปไม่น้อย” “ขอรับ” หยวนฮ่าวเกาศีรษะพร้อมกับยิ้มออกมาด้วยความเขินอาย ไม่คุ้นชินกับชุดใหม่ที่ใส่อยู่แม้แต่น้อย “แต่ในเมื่อข้าจะทำงานให้ท่าน ข้าก็คิดว่าควรจะดูดีเพื่อให้ท่านไม่เสียหน้าบ้าง”&
เฉินอวี้หลันหลบหลีกสายตาของเหล่าทหารยามไปยังจุดหนึ่งของกำแพงจวนได้อย่างง่ายดาย จนกระทั่งถึงจุดที่มีหญ้าขึ้นสูงที่คุ้นตา นางก็แหวกหญ้าตรงนั้นและมุดเข้าไปอย่างรวดเร็ว เมื่อร่างของนางผ่านพ้นช่องลับนั้นไป หญ้าที่ลู่ไปตามร่างของนางก็กลับมาตั้งตรงเช่นเดิม ปกปิดช่องทางตรงนั้นไว้อย่างแนบเนียน แม้ใบหน้าที่นางปลอมไว้จะถูกชำระล้างจนไม่เหลือแล้ว แต่ด้วยชุดของบุรุษที่นางสวมอยู่ก็อาจจะทำให้นางถูกจับได้ว่าเพิ่งออกไปข้างนอกมา ดังนั้นนางก็ยังคงต้องหลบเลี่ยงสายตาคนในเรือนเช่นเดิม กว่าจะถึงเรือนของนางก็ใช้เวลาไปไม่น้อย นางค่อยๆ ย่องเข้าไปในเรือนของตัวเองอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งประตูถูกเลื่อนปิดจนแนบสนิท เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เซียวซู่หยางที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าเข้าเมืองเช่นเดิม ทว่าเสียงของทหารยามกลับเรียกให้หยุดเสียก่อน “เจ้าคนที่ขี่ม้าอยู่ตรงนั้นเป็นพ่อค้าใช่หรือไม่” ทหารยามที่ยืนอยู่ข้างประตูเมืองเอ่ยกับเขาเสียงดัง “ถ้าเป็นพ่อค้าก็ไปต่อแถวแล้วมายื่นเอกสารตรงนี้” เนื่องจากมีพ่อค้าหลายคนใช้วิธีเดินทางมาเมืองหลวงตัวเปล่าและค่อยเช่ารถม้าขนสินค้ากลับ ทำให้ทหารยามมักจะเข้มงวดกับคนที่ขี่ม้าเป็นพิเศษ แม่ทัพหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทางไม่พอใจแต่อย่างใด เขาค่อยๆ บังคับให้เจ้าเฮยมู่เดินไปทางทหารยามผู้นั้น
นอกป่าริมลำธารที่มีกองไฟจุดอยู่เหลือเพียงเสียงร้องระงมของเหล่าแมลงกับเสียงสายน้ำในลำธารที่ไหลอย่างเอื่อยเฉื่อยเท่านั้น “ในเมื่อท่านรู้ว่าข้ายังไม่พร้อม” เฉินอวี้หลันหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อสงบอารมณ์ ก่อนจะลืมขึ้นมาถามเขาด้วยสายตาจริงจัง “แล้วเหตุใดจึงอยากให้ข้ารับหยกชิ้นนี้ไว้” “เพราะเจ้าคือคนสำคัญของข้า” เซียวซู่หยางตอบโดยไม่หลบเลี่ยง “อย่างน้อยเจ้าก็คิดเสียว่าข้ามอบหยกชิ้นนี้ให้เจ้าในฐานะสหายก็ได้” พูดจบเขาก็วางจี้หยกใส่มือของเฉินอวี้หลัน ก่อนจะกำมือของนางให้แนบไปกับจี้หยก&







