Masukเฉินอวี้หลันเบิกตากว้าง เหงื่อเย็นเยียบไหลรินลงมาอย่างเงียบๆ ความรู้สึกเย็นเยียบของกระบี่คมกริบที่พุ่งผ่านเข้ามาในร่างของนางยังคงทำให้นางขนลุกและหวาดกลัว
ทั้งๆ ที่นางควรจะสิ้นใจไปแล้ว ทว่านางกลับตื่นขึ้นมา หรือว่าเหตุการณ์ที่นางได้พบเป็นเพียงแค่ฝันจริงๆ
เฉินอวี้หลันหลับตาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง มองดูแสงตะวันของยามเช้าที่สาดส่องลงมาผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นสาย พร้อมกับปลอบใจตัวเองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ฝันเท่านั้น
ทันใดนั้นเสียงที่นางได้ยินในฝันและไม่รู้ว่าคือเสียงอะไรก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นางสามารถตระหนักได้ทันทีว่าเป็นเสียงเคาะประตู
"คุณหนู ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ เดี๋ยวท่านก็ไปส่งท่านแม่ทัพใหญ่ไม่ทันหรอก" เสียงแม่นางน้อยผู้หนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงที่จะว่าคุ้นหูก็คุ้นหู แต่หากจะบอกว่าไม่คุ้นก็ไม่คุ้นเช่นกัน
เฉินอวี้หลันถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่แน่ใจว่าจูป๋ายเจี่ยนไปทำความรู้จักกับแม่ทัพใหญ่คนใดอีก แต่ดูเหมือนว่านางจะต้องไปแสดงบทบาทภรรยาที่ดีกับเขาอีกแล้ว
แต่ที่น่าแปลกใจคือเหตุใดแม่นางที่อยู่หลังประตูเรียกนางว่าคุณหนูแทนที่จะเป็นฮูหยินกันเล่า
กระทั่งเสียงเคาะดังขึ้นอีกคราหนึ่ง เฉินอวี้หลันจึงได้แต่เอ่ยตอบไป "ข้าตื่นแล้ว"
สิ้นเสียงของนาง ประตูบานใหญ่ก็ถูกเปิดออก จากนั้นเด็กผู้หญิงวัยประมาณสิบสี่ปีก็เดินข้ามธรณีประตูเข้ามาพร้อมกับอ่างน้ำอุ่นในมือ
และนางก็ต้องตกใจอย่างที่สุดเมื่อเห็นใบหน้าของผู้ที่เดินเข้ามา "เสี่ยวหลิน...?"
"เจ้าคะ?" เสี่ยวหลินรับคำพลางวางอ่างน้ำลงบนโต๊ะ "คุณหนูมีอะไรหรือเจ้าคะ"
"ข้า..." เฉินอวี้หลันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองนางเสี่ยวหลินเงียบๆ
เสี่ยวหลินเป็นสาวใช้ประจำตัวของนางตั้งแต่นางยังเด็ก หลังจากที่นางออกเรือนแต่งเข้าสกุลจู เสี่ยวหลินก็เป็นคนเดียวที่ไม่ยอมรับสัญญาขายตัวคืนและติดตามนางเข้าสู่สกุลจูด้วย
ทว่าหลังจากติดตามนางเข้าสกุลจูได้เพียงปีเดียว เสี่ยวหลินก็ป่วยตายด้วยโรคที่หมอมิอาจรักษาได้ แล้วเหตุใดถึงมายืนต่อหน้านาง ทั้งยังมีสุขภาพแข็งแรงเช่นนี้ล่ะ
"คุณหนูรีบล้างหน้าเถิดเจ้าค่ะ อีกเดี๋ยวท่านแม่ทัพใหญ่ใกล้ก็ออกเดินทางแล้ว" เสี่ยวหลินเอ่ยเร่งอย่างร้อนใจ
เฉินอวี้หลันที่เพิ่งจะได้สติพลันทำตัวไม่ถูก ได้แต่ล้างหน้าล้างตาตามที่เสี่ยวหลินพูด จากนั้นเสี่ยวหลินก็นำผ้าแห้งมาเช็ดให้นางอย่างเบามือจัดแจงแต่งตัว และทำผมของนางอย่างคล่องแคล่ว ทุกขั้นตอนล้วนเต็มไปด้วยความยอดเยี่ยม แต่กลับใช้เวลาเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น
เสี่ยวหลินหยิบคันฉ่องทองเหลืองขึ้นมาให้เฉินอวี้หลัน "ดูเรียบร้อยดีหรือไม่เจ้าคะ?"
เฉินอวี้หลันที่ยังคงคิดตามไม่ทันได้แต่รับคันฉ่องมาไว้ในมือ ทันทีสายตามองเห็นเงาสะท้อนที่ปรากฏอยู่ในคันฉ่อง เฉินอวี้หลันก็ตกใจจนเผลอปล่อยมือจากคันฉ่องจนตกพื้น
เหตุใดใบหน้าของนางถึงได้เด็กลงเช่นนี้ล่ะ?
ความงุนงง ความไม่เข้าใจและความสงสัยอัดแน่นอยู่เต็มอก นางรีบเก็บคันฉ่องขึ้นมาดูอีกครั้งโดยไม่รอเสี่ยวหลินที่กำลังก้มลงไปหยิบ
นางไม่ได้คิดไปเองอย่างแน่นอน เพราะหลังจากที่นางถูกพิษ ร่างกายของนางก็ซูบผอมอย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่เคยงดงามก็มีริ้วรอยเหี่ยวย่นเพิ่มขึ้นมา เส้นผมหลุดร่วงเป็นกระหย่อมจากพิษร้ายที่อยู่ในร่างกาย ยิ่งดวงตาที่ไร้ประกายราวกับปลาตายก็ยิ่งทำให้แม้แต่ตัวนางยังมิอยากจะเห็นใบหน้าของตัวเองเลย
แต่บัดนี้ผิวพรรณบนใบหน้าของนางกลับยังคงสดใสเปล่งปลั่งไร้ซึ่งริ้วรอยใดๆ เส้นผมดำขลับถูกมัดเป็นมวยเล็กๆ ดวงตากลมโตสีดำดุจหมึกฉายแววความขี้เล่น จมูกโด่งเล็กน้อยรับกันกับริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูราวกลีบของดอกเหมย
เฉินอวี้หลันแทบจะไม่เชื่อสายตา หากเรื่องราวที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ความฝันก็ออกจะสมจริงเกินไป แต่หากเป็นเรื่องจริง แล้วเหตุใดนางจึงหายจากการถูกพิษ แล้วเหตุใดเสี่ยวหลินที่น่าจะตายไปแล้วถึงได้ยังมีชีวิตอยู่ล่ะ หรือว่า...
“เสี่ยวหลิน วันนี้เป็นวันอะไรหรือ?”
“วันที่สิบสอง เดือนยี่เจ้าค่ะ” เสี่ยวหลินตอบโดยไม่ต้องใช้เวลาคิด “อีกสามวันก็ถึงจะวัยปักปิ่นของคุณหนูแล้วเจ้าค่ะ”
คำตอบของเสี่ยวหลินทำให้เฉินอวี้หลันตัวแข็งทื่อ นางไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องราวที่เป็นไปไม่ได้เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตัวนาง ทั้งยังส่งนางย้อนกลับมาก่อนที่ท่านพ่อจะพาจูป๋ายเจี่ยนเข้ามารู้จักนางเสียด้วย
“คุณหนู ท่านจะไม่ออกไปส่งท่านแม่ทัพใหญ่หรือเจ้าคะ?”
เสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเสี่ยวหลินดังขึ้นขัดห้วงความคิดของเฉินอวี้หลัน นางกระพริบตาสองสามครั้ง เพิ่งนึกถึงสิ่งสำคัญที่สุดหากนางย้อนอดีตขึ้นมาจริงๆ “ไปสิ ต้องไปอย่างแน่นอน”
ขณะที่พวกเขากำลังดูท่าทีว่ากองทัพขององค์ชายใหญ่จะบุกมาตามแผนการเดิมหรือไม่ เซียวซู่หยางก็มองไปยังหลังคาของวังหลวงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเบิกตากว้างออกมาอย่างคาดไม่ถึง “นี่เป็นกับดัก...!” ทันทีที่เขาพูดจบ เสียงฝีเท้าของคนนับพันก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็ล้อมพวกเขาทั้งห้าร้อยคนอย่างแน่นหนา โดยธงกองทัพที่โบกสะบัดอยู่ด้านหลังเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพหลวงและกองทัพขุนนาง “โอหยางหมิงอวี่รวบรวมกองทัพโดยพลการและหมายจะลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท” เสียงตะโกนของจางลู่เหวิน แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพหลวงดังไกลไปทั่วทั้งบริเวณ “มีโทษประหารชีวิต!”&
ไม่รู้เป็นเพราะดีใจจากการที่เฉินอวี้หลันจำเขาได้หรืออย่างไร เพราะจนถึงตอนนี้ที่เขาเดินกลับมาถึงที่ห้องหนังสือในจวนร้างที่รัชทายาทจัดเตรียมไว้ให้ รอยยิ้มของเซียวซู่หยางก็ยังไม่หายไปจากใบหน้าเลย “มีเรื่องอะไรน่ายินดีหรือขอรับ” ฟ่านอู้จี๋ที่นั่งรออยู่ข้างในตามคำสั่งเอ่ยถามอย่างสงสัย เซียวซู่หยางตกใจเล็กน้อยที่ในห้องมีคนอยู่อย่างผิดวิสัย ก่อนจะนึกได้ว่าตัวเองเป็นคนสั่งให้ฟ่านอู้จี๋รออยู่ในนี้ด้วยตัวเอง เขารีบกระแอมให้คอโล่ง “ไม่มีอะไร เจ้ารีบเรียกหัวหน้าหน่วยมาหาข้าเร็วเข้า” ฟ่านอู้จี๋พยัก
ทันใดนั้นดวงตาของรัชทายาทก็หรี่ลงเล็กน้อย “ว่ามา” “บุตรีสกุลเฉินที่กระหม่อมพามาเมื่อสักครู่นี้รู้ตำแหน่งที่กองทัพของคนผู้นั้นจะปรากฏตัว” เซียวซู่หยางนึกถึงเบาะแสการขุดอุโมงค์ที่เฉินอวี้หลันเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ “ถ้าเรานำคนไปบุกโจมตีก่อน จำนวนคนของทางนั้นก็จะลดลง และเราก็จะได้เปรียบมากขึ้น แต่วิธีนี้ก็ติดปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง” รัชทายาทได้ฟังแล้วก็กล่าวออกมาทันที “กองทัพหลวงกับกองทัพขุนนางสินะ” แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าเป็นคำตอบ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็นำคนไปลงมือเถิด ส่วนข้าจะรับมือกองทัพหลวงกับกองทัพขุนนางเอง” รัชทายาทออกค
เซียวซู่หยางขี่อาชาสีขาวไปยังเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็บังคับให้มันมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่หนึ่งในเขตเหนือทันที จนกระทั่งตำหนักขนาดใหญ่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ฝีเท้าของมันก็ค่อยๆ ลดลง “เปิดประตู” องค์รักษ์ที่เฝ้ายามอยู่เห็นใบหน้าของผู้มาเยือนก็รีบเปิดประตูทันที เพราะพวกเขาได้รับคำสั่งมาก่อนหน้านี้แล้ว เซียวซู่หยางพยักหน้า ก่อนจะขี่ม้าเข้าไปข้างในโดยไม่รอช้า ส่วนเฉินอวี้หลันที่มองเห็นภาพที่แสนคุ้นตาก็ได้แต่เอ่ยออกมาเบาๆ อย่างไม่รู้ตัว “ตำหนักรัชทายาท...” เซียวซู่หยางเลิกคิ้วอย่างแปลก
อู๋ม่อมองดูจิ้งผิงอย่างดูแคลน “เจ้าเคยพ่ายแพ้ต่อข้าไปแล้วครั้งหนึ่ง ยังอาจหาญมายืนต่อหน้าข้าอีกหรือ?” เขาอยากจะหัวเราะออกมา การรับมือสตรีผู้นี้ง่ายกว่าบุรุษคนก่อนหน้ายิ่งนัก “เช่นนั้นก็รับมือ” สิ้นคำนางก็พุ่งเข้าใส่ร่างของอู๋ม่อทันที ทางด้านเซียวซู่หยางที่เดินไปกับเฉินอวี้หลันรู้สึกว่าข้างในอุโมงค์นี้ไม่มีอะไรอยู่เลย ทั้งคู่จึงเร่งฝีเท้าเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ระหว่างทางนางก็อดที่จะถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้นกับท่าน เหตุใดถึงมีข่าวว่าท่านเสียชีวิตในสนามรบล่ะ” เซียวซู่หยางไม่แปลกใจกับคำถามของนางเลยแม้แต่น้อย “ข้ากำลังทำภารกิจที่วำคัญอย่างมาก แต
เฉินอวี้หลันหันไปมองแผ่นหลังของผู้ที่เข้ามาช่วยชีวิตนางไว้ด้วยสีหน้าแปลกใจแกมยินดี แต่ยังไม่ทันได้เห็นว่าเขาเป็นใคร สายตาของนางก็เห็นจ้าวหย่งเซิงกับจิ้งผิงยืนอยู่ในระยะที่สามารถช่วยเหลือนางได้พอดี “แม่นางเฉิน!” จิ้งผิงรีบวิ่งเข้ามาหานาง ก่อนจะประคองนางให้ถอยออกมาจากบริเวณนั้นทันที “ท่านปลอดภัยดีใช่หรือไม่?” “ข้าปลอดภัยดี” นางพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองจ้าวหย่งเซิงที่วิ่งเข้ามาเช่นกัน “เจอหลักฐานหรือไม่?” จ้าวหย่งเซิงส่ายหน้าเบาๆ “มีร่องรอยว่าหลักฐานเคยอยู่ที่นี่จริงๆ แต่ดูเหมือนจะถูกขนย้ายไปจนหมดแล้ว”







