LOGINภายในห้องนอนกว้างถูกตกแต่งด้วยโทนสีชมพูหวาน ซึ่งเป็นสีที่เขาให้โทนี่ไปสืบมาแล้วว่าเป็นสีโปรดของเธอ เครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างครบครัน ทั้งเสื้อผ้า เครื่องสำอาง น้ำหอม หรือแม้แต่ชุดชั้นในเขาก็เตรียมไว้ให้แบบพอดีไซส์เป๊ะ
“ห้องนอนฉันจริงๆ เหรอคะ” หญิงสาวกวาดตามองไปรอบห้องด้วยแววตาเป็นประกาย “ฉันจำไม่ได้เลยว่าเคยมีห้องนอนสวยขนาดนี้”
“ไม่เชื่อผมเหรอ” มาร์คัสยิ้มสบายใจเมื่อเห็นว่าเธอชอบ เพราะตอนแรกเขาก็กลัวว่าจะไม่ถูกใจเธอ
“เชื่อค่ะ” หญิงสาวยิ้มสดใสให้เขาเหมือนอย่างเคย “ไม่เชื่อสามีแล้วจะเชื่อใคร แต่ที่ฉันถามเพราะอยากแน่ใจว่าไม่ได้ฝันไป”
“คุณไม่ได้ฝัน ห้องนี้เป็นของคุณจริงๆ ของทุกอย่างในบ้านนี้ก็เป็นของคุณ”
“รวมถึงเจ้าของบ้านด้วยหรือเปล่าคะที่เป็นของฉัน”
“แน่นอนที่รัก ผมตกเป็นของคุณตั้งแต่เรายังไม่เจอหน้ากันด้วยซ้ำ” มาร์คัสอยากบดขยี้ริมฝีปากที่ยิ้มยั่วให้เขาอยู่ในขณะนี้เหลือเกินแต่ก็ต้องตัดใจเพราะยิ่งจูบมังกรตัวเขื่องที่กำลังหลับไหลของเขาก็ยิ่งดิ้นพล่านเรียกร้องการปลดปล่อย ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเธอแน่นอน “คุณพักผ่อนเถอะ ถ้ามีอะไรก็เรียกผมได้ ห้องนอนผมอยู่ฝั่งตรงกันข้าม”
“อ้าว เราไม่ได้นอนห้องเดียวกันเหรอ” เอวารินแปลกใจ “ก่อนที่ฉันจะความจำเสื่อม เรามีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าคะ ทำไมต้องแยกห้องนอนกันด้วย”
“เราไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมแค่เห็นว่าคุณความจำเสื่อมอยู่ คุณอาจจะอึดอัดที่ต้องนอนร่วมห้องกับสามีที่คุณจำไม่ได้”
นั่นเป็นเพียงข้ออ้างของคนที่กลัวแพ้ใจตัวเอง มาร์คัสรู้ตัวดีว่าถ้าต้องนอนเตียงเดียวกัน เขาไม่มีวันทนนอนนิ่งๆ โดยไม่ทำอะไรเธอได้แน่นอน
“ฉันไม่อึดอัดเลย ฉันรู้สึกสบายใจมากกว่าเวลาที่มีคุณอยู่ใกล้ๆ” เอวารินเข้ามากอดซบกับอกกว้างของคนที่เธอเข้าใจว่าเป็นสามี “คุณต้องช่วยรื้อฟื้นความทรงจำให้ฉันนะคะมาร์ค ฉันอยากจำคุณได้ ฉันไม่อยากเหงา ไม่อยากรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลกอย่างนี้”
“คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว คุณมีผม” ชายหนุ่มยกแขนข้างซ้ายที่ไม่ได้รับบาดเจ็บขึ้นโอบกอดปลอบขวัญ
“ฉันไม่เชื่อคุณแล้ว” เธอว่าอย่างน้อยใจ
“ผมต้องทำยังไงคุณถึงจะยอมเชื่อ”
“นอนกับฉัน”
“คุณ...” มาร์คัสอึ้ง
“เห็นมั้ย...แค่นอนห้องเดียวกันคุณยังทำให้ฉันไม่ได้เลย แล้วจะให้ฉันเชื่อคำพูดคุณได้ยังไง”
มาร์คัสแอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก เพราะตีความคำว่า ‘นอนกับฉัน’ ลึกกว่าแค่นอนห้องเดียวกันไปมาก “นอนห้องเดียวกันก็ได้ ผมตามใจคุณ แต่อย่าทำหน้าเศร้าแบบนี้อีกนะ เห็นแล้วผมรู้สึกไม่ดีเลย”
“แล้วคุณชอบให้ฉันทำหน้าแบบไหนคะ” เอวารินเงยหน้าขึ้นถามเขาเสียงหวาน
“ผมชอบเห็นคุณยิ้ม”
“แบบนี้ใช่มั้ยคะ” ริมฝีปากสีหวานคลี่เป็นรอยยิ้มสดใสแบบที่มาร์คัสเห็นแล้วใจละลายทุกครั้ง
“ห้ามยิ้มแบบนี้ให้คนอื่นนะ รอยยิ้มของคุณต้องเป็นของผมคนเดียวเท่านั้น” ว่าแล้วริมฝีปากหยักสวยกดแนบลงมาครอบครองรอยยิ้มสดใสที่ทำให้หัวใจของเขาปั่นป่วนทุกครั้งที่เห็นอย่างถือสิทธิ์ เธอไม่ปฏิเสธ แถมยังจูบตอบเขาอย่างดูดดื่มด้วยการสอดปลายลิ้นเล็กเข้ามาไล้วนบนปลายลิ้นของเขาก่อนอีกต่างหากและเมื่อเธอดูดแล้ว…ดึง ชายหนุ่มก็ครางฮือในลำคอด้วยความซ่านสยิว ความร้อนวาบแล่นดิ่งจากปลายลิ้นไปสุดส่วนปลายที่ขยายตัวเต็มลำอยู่ภายใต้กางเกงผ้าชั้นดี
ผู้หญิงคนนี้ร้อนแรงมาก ปลุกเขาได้เพียงแค่จูบเดียว!
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







