LOGINและทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นทำให้มาร์คัสจำใจต้องถอนจูบออกอย่างแสนเสียดาย เขานึกอยากเตะก้นคนที่มาขัดจังหวะความสุขของเขาเหลือเกิน และคนที่เดินเข้ามาก็ไม่ใช่ใคร โทนี่ ลูกน้องคนสนิทของเขานั่นเอง
“ผมเคลียร์ค่ารักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้วครับ นี่เสื้อผ้าสำหรับใส่กลับบ้านของคุณผู้หญิง” โทนี่ยื่นถุงแบรนด์เนมราคาแพงให้มาร์คัสแล้วเดินออกจากห้องเพื่อไปเตรียมรถ แต่ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นกรอบประตูออกไปก็ยังมิวายหันมามองสบตากับเจ้านายอย่างรู้ใจกันดีว่า งานนี้เจ้านายของเขาเจอผู้หญิงที่ถูกใจเข้าอย่างจังแล้ว
มาร์คคัสถลึงตาใส่ลูกน้องแล้วออกปากไล่โดยไม่มีเสียงว่าให้ออกไป
“มาร์คคะ” เอวารินเรียกชื่อชายหนุ่มเสียงหวานทำให้เขาหันกลับมาสนใจเธออีกครั้ง
“ครับ”
“เราเคยจูบกันอย่างนี้มาก่อนหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ จังหวะการหายใจยังคงสั่นสะท้าน
“แล้วคุณชอบหรือเปล่าละ” มาร์คัสเลือกที่จะย้อนถามเพื่อหลีกเลี่ยงการโกหก
“ชอบมากค่ะ” เธอตอบอย่างไม่อาย ก็ในเมื่อเขาบอกว่าเธอเป็นภรรยาของเขา แล้วทำไมเธอจะต้องอายด้วย
“ถ้างั้นผมจะจูบคุณบ่อยๆ ดีมั้ย”
“ดีค่ะ” เอวารินยิ้มสดใส “คุณต้องช่วยรื้อฟื้นความทรงจำให้ฉันด้วยนะคะ ฉันอยากจำให้ได้ว่า นอกจากจูบแล้วเราเคยมีความสุขด้วยกันยังไงอีกบ้าง”
“คุณหมายถึงอะไร” มาร์คัสถามให้แน่ใจเพราะไม่อยากตีความไปเองว่าเธอหมายถึงการ ‘ร่วมรัก’
“ของแบบนี้ต้องให้พูดตรงๆ ด้วยเหรอคะ”
“ถ้าคุณไม่พูดตรงๆ ผมจะรู้ได้ยังไง”
หญิงสาวยิ้มกว้างแล้วออดอ้อนเสียงอ่อนหวาน “ฉันอยากจำให้ได้ว่าตอนที่เรามีอะไรกันมันมีความสุขมากขนาดไหน เพราะแค่จูบกันฉันยังรู้สึกดีมากขนาดนี้ คืนนี้คุณต้องช่วยรื้อฟื้นความทรงจำให้ฉันนะคะ”
“รอให้คุณแข็งแรงกว่านี้ก่อนนะที่รัก” มาร์คัสตอบเลี่ยงเพราะไม่อยากฉวยโอกาสกับคนความจำเสื่อม แค่โกหกว่าเธอเป็นภรรยาของเขาจนเธอกล้าคุยเรื่องบนเตียงอย่างเปิดแบบนี้เขาก็รู้สึกแย่พอแล้ว ขืนให้ฉวยโอกาสร่วมรักกับเธออีก เขาคงหมดความนับถือในตัวเอง แต่ให้ตายเถอะ เธอทั้งน่ารักทั้งขี้อ้อนขนาดนี้แล้วเขาจะทำใจแข็งได้สักกี่วัน
“คุณรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่า ผมจะพากลับบ้าน เปลี่ยนเองไหวมั้ย” ชายหนุ่มเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็วก่อนที่เธอจะอ้อนเขาจนใจละลายไปมากกว่านี้
“ไหวค่ะ” หญิงสาวยิ้มน่ารัก “ฉันแค่ความจำเสื่อมนะคะ ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนสักหน่อย คุณต่างหากที่กำลังบาดเจ็บอยู่”
เอวารินใช้ปลายนิ้วจิ้มเบาๆ ตรงหัวไหล่ของมาร์คัสที่มีสายคล้องพยุงแขนอยู่ ทำให้ชายหนุ่มต้องขยับไหล่หนีเล็กน้อย
“เจ็บเหรอคะ”
“นิดหน่อย”
“แล้วนี่คุณไปโดนอะไรมาคะ”
“โดนยิง” เขาตอบหน้านิ่งราวกับเป็นเรื่องปกติ ผิดกับเอวารินที่ตกใจหน้าตาตื่น
“โดนยิง! ใครยิงคุณ ที่ไหน เมื่อไหร่ ยังไง พวกมันจะมาทำร้ายคุณอีกหรือเปล่า แล้วนี่แจ้งตำรวจหรือยัง” หญิงสาวถามรัวเป็นชุดด้วยความเป็นห่วงชายหนุ่มผู้ที่เธอเข้าใจว่าเป็นสามี
“ไม่ต้องตกใจขนาดนั้น เรื่องแค่นี้ผมจัดการได้ ผมแค่ประมาทไปหน่อยเท่านั้นเอง แต่ผมจะระวังตัวให้มากขึ้น จะไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด”
มาร์คัสยอมรับว่าคืนนั้นเขาประมาทเกินไปจริงๆ เพราะหลังจากออกจากสนามบินเขาก็ตรงดิ่งไปยังโรงแรมที่เอวารินเดินแบบอยู่ทันที เขาไม่คิดว่าคนร้ายจะไปดักทำร้ายเธอที่นั่น จึงไม่ได้นำอาวุธติดตัวไปมากนัก นอกจากปืนสั้นที่พกติดตัวเป็นประจำเพียงกระบอกเดียวเท่านั้น
“คุณรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ จะได้กลับบ้านกัน ผมไม่ชอบกลิ่นโรงพยาบาล” มาร์คัสบอก
“ฉันก็ไม่ชอบเหมือนกัน ฉันชอบกลิ่นนี้มากกว่า” เอวารินยื่นหน้าเข้ามาหอมแก้มมาร์คัสฟอดใหญ่แล้วยิ้มสดใสใส่ดวงตาสีเทาอมฟ้าน่าหลงใหลของเขา “กลิ่นสามีหอมชื่นใจ”
“คุณนี่มันนางมารจอมยั่วชัดๆ” มาร์คัสยิ้มให้กับกิริยาน่ารักของหญิงสาวตรงหน้า ซึ่งหากมองเผินๆ ก็เหมือนรอยยิ้มทั่วไป แต่ความจริงแล้วมันเป็นรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความกังวลใจ ว่าถ้าต้องอยู่ร่วมบ้านหรือต้องนอนร่วมเตียงกับสาวสวยเซ็กซี่แถมขี้ยั่วโดยธรรมชาติแบบนี้ เขาจะห้ามใจตัวเองไม่ให้จับเธอทำภรรยาจริงๆ ตั้งแต่คืนแรกได้อย่างไร
เอวารินนั่งคู่กับมาร์คัสอยู่ที่เบาะหลังของรถยนต์หรูสัญชาติยุโรปราคายี่สิบล้านโดยมีโทนี่เป็นคนขับ เมื่อรถแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าตึกใหญ่โทนี่ก็รีบลงไปเปิดประตูรถด้านที่เอวารินนั่งอยู่อย่างรู้งาน แม้ว่าตอนนี้เธอจะยังไม่ใช่ภรรยาที่แท้จริงของผู้เป็นนาย แต่ในฐานะลูกน้องคนสนิทที่ทำงานใกล้ชิดกันมาร่วมสิบปี โทนี่กล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่ามาร์คัสตกหลุมรักเอวารินเข้าแล้ว และอีกไม่นานเธอต้องกลายมาเป็นเจ้านายอีกคนของเขาอย่างแน่นอน
“ถึงบ้านแล้ว ลงรถสิ” มาร์คัสบอกเมื่อเห็นเอวารินเอาแต่นั่งมองออกไปนอกกระจกรถด้วยสีหน้างุนงง
“ค่ะๆ ลงแล้วค่ะ” เอวารินก้าวลงจากรถมาก่อนแล้วช่วยประคองมาร์คัสที่เจ็บแขนอยู่ให้ตามลงมา
“นี่บ้านคุณเหรอคะมาร์ค” หญิงสาวกวาดตามองไปรอบ ‘บ้าน’ ที่ความจริงควรจะเรียกว่า ‘คฤหาสน์’ มากกว่า เขาต้องรวยขนาดไหน ถึงมีบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองในย่านธุรกิจแบบนี้ได้ แล้วยังจะรถยุโรปราคาแพงลิบลิ่วนับสิบคันที่จอดเรียงรายอยู่ภายในโรงจอดรถซึ่งอยู่ห่างออกไปนั่นอีก คิดแล้วเอวารินก็อดแปลกใจไม่ได้ ว่าเธอมีสามีเข้าขั้นมหาเศรษฐีอย่างนี้ได้อย่างไร
“เมื่อก่อนเป็นบ้านผมคนเดียว แต่ตอนนี้เป็นบ้านของเรา” เขายิ้มอบอุ่นใส่นัยน์ตาเธอ
“ปกติคุณปากหวานอย่างนี้หรือเปล่าคะ” แววตาหวานฉ่ำช้อนขึ้นมองคนตัวสูงกว่าด้วยความสงสัยจริงๆ เพราะเธอจำอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ได้สักอย่าง
“ที่โรงพยาบาลคุณก็ได้ชิมแล้วนี่ ยังไม่รู้อีกเหรอ หรือจะลองอีกสักที” ชายหนุ่มก้มลงจุ๊บที่ริมฝีปากของหญิงสาวอย่างรวดเร็วอย่างอดใจไม่ไหวครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ติดว่าโทนี่ยังยืนอยู่ตรงนี้ สาบานได้เลยว่าเขาต้องรั้งเธอเข้ามาจูบให้ดูดดื่มเนิ่นนานยิ่งกว่านี้แน่นอน
“ฉันไม่ได้หมายถึงหวานแบบนี้สักหน่อย” เธอว่ายิ้มๆ
“อ๋อเหรอ? ภาษาไทยผมค่อยไม่แข็งแรง วันหลังคุณก็พูดให้เคลียร์หน่อยก็แล้วกัน” มาร์คัสแกล้งตีหน้ามึนไปอย่างนั้นเอง ความจริงเขาใช้ภาษาไทยคล่องมาก ทั้งฟัง พูด อ่านและเขียนเพราะมารดาชาวไทยผู้ล่วงลับไปเมื่อหลายปีก่อนสอนเขาตั้งแต่เด็ก
ชายหนุ่มเจ้าของบ้านพาเอวารินเข้ามาดูห้องนอนที่เขาเตรียมไว้ให้เธอโดยเฉพาะ ด้วยอำนาจเงินที่มีอย่างมากมายมหาศาลจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เขาจะเนรมิตห้องนอนแสนสวยให้เธอได้เพียงชั่วข้ามคืน
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







