Masukผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ”
เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ
“ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย”
เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ”
ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประกบปากจูบกันดูดดื่ม แลกลิ้นกันเลยยิ่งดี”
เอวารินได้ยินแล้วยืนอึ้งอ้าปากค้าง ในขณะที่ลีโอยิ้มกรุ้มกริ่มเพราะเข้าทางเสือผู้หญิงอย่างเขา พระเอกหนุ่มฉวยโอกาสยกแขนขึ้นโอบไหล่เปลือยเปล่าของหญิงสาวแล้วลูบไล้แผ่วเบาที่ต้นแขน “คุณรินไม่ต้องเกร็งนะครับ เรื่องแบบนี้ผมถนัด เดี๋ยวผมสอนให้เอง”
ทันทีที่มาร์คัสเห็นวงแขนของชายอื่นโอบลงบนไหล่ของภรรยาด้วยท่าทีลวนลาม เขาก็หมดความอดทน ร่างสูงก้าวเข้าไปดึงตัวเอวารินให้ถอยห่างออกมาจากพระเอกหนุ่มแล้วถอดเสื้อสูทคลุมไหล่ให้เธอ จากนั้นดึงสาบเสื้อทั้งสองข้างเข้ามาชิดกันเพื่อปกปิดเนินอกขาวสล้างให้พ้นจากสายตาเสือหิว
“ไม่ต้องถ่ายแล้ว” เขากัดฟันบอกเสียงเข้ม พยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่หันไปชกหน้าไอ้ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มที่ยืนมองหน้าเขาอยู่ด้วยท่าทางกวนประสาทอยู่ข้างๆ
“มาร์ค...คุณมาได้ยังไงคะ” เอวารินอึ้งไปนิดหนึ่งเพราะกลัวโดนดุที่หนีออกมาทำงานทั้งที่เขาสั่งห้ามแล้ว แต่ก็ดีใจที่เขามาในเวลาที่เธอต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคนอยู่พอดี เพราะแค่เธอคนเดียวคนเดียวคงรับมือกับผู้กำกับและพระเอกหนุ่มที่ตั้งท่าจะลวนลามไม่ไหวแน่
“กลับไปคุยกันที่บ้าน” มาร์คัสกำข้อมือภรรยาไว้หลวมๆ แล้วจูงเธอเดินออกจากหน้าเซ็ต
ผู้กำกับเดินเข้ามาขวาง “นึกจะกลับก็กลับแบบนี้ไม่ได้นะคุณริน ทำแบบนี้ผมเสียหาย ถ้าคุณไม่ถ่ายต่อให้เสร็จ เจ้าของผลิตภัณฑ์มีสิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคุณนะ”
“แต่ทางคุณทำผิดเงื่อนไขในสัญญาก่อนนะ คุณเปลี่ยนสตอรี่โดยไม่บอกฉันก่อน แล้วยิ่งเปลี่ยนมาเป็นแบบที่ฉันรับไม่ได้แบบนี้ฉันไม่ทำ” เมื่อตั้งสติได้ว่าตัวเองเป็นผู้ถูกเอาเปรียบ นางแบบสาวจึงสวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า
“แต่ในเมื่อคุณรับงานแล้ว คุณก็ต้องเป็นมืออาชีพหน่อยสิ”
“ผมไม่ให้ภรรยาของผมถ่ายโฆษณาที่คนทำมีความคิดต่ำแบบนี้” มาร์คัสพูดสวนขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงกดต่ำแบบโกรธสุดๆ
“งั้นก็เตรียมตัวโดนฟ้องได้เลย” ผู้กำกับทำใจดีสู้เสือขู่กลับทั้งที่รู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด
“อย่าเสียเวลาดีกว่า เพราะคนที่ทำผิดเงื่อนไขไม่ทางชนะคดี” นักธุรกิจหนุ่มเหยียดยิ้มอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า แล้วจูงมือเอวารินเดินออกไปจากสตูดิโออย่างไม่ไว้หน้าใครหน้าไหนทั้งนั้น
จังหวะที่เดินผ่านหน้าซินดี้ นางแบบสาวแอบส่งสายตาขอความช่วยเหลือ แต่เพื่อนรุ่นพี่ได้แต่ทำหน้าแหยและส่งสายตากลับมาทำนองว่า
ตัวใครตัวมัน!
มาร์คัสจับตัวเอวารินยัดใส่รถแล้วดึงสายเข็มขัดนิรภัยมาคาดให้ก่อนจะปิดประตูแล้วขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“โกรธฉันเหรอคะ” หญิงสาวถามเสียงเบาอย่างหวั่นๆ ให้เขาด่าสักคำหรือสองคำเธอคงรู้สึกดีกว่าให้เขาทำเย็นชาใส่แบบนี้
ชายหนุ่มขับรถออกไปเงียบๆ โดยไม่ตอบคำถาม ในแววตายังมีความกรุ่นโกรธอยู่อย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศภายในรถปกคลุมด้วยความเงียบที่ชวนอึดอัดเนิ่นนานจนเอวารินทนไม่ไหว
“ฉันขอโทษนะคะมาร์ค ฉันก็แค่อยากทำงาน”
“ถ้าคุณอยากทำงานนี้มากขนาดนี้ คุณก็ควรจะคุยกับผมด้วยเหตุผลแบบผู้ใหญ่ ไม่ใช่แอบหนีออกมาแบบเด็กๆ อย่างนี้ คุณทำแบบนี้เหมือนไม่แคร์ความรู้สึกผมเลย ผมเป็นห่วงคุณแทบคลั่งตอนที่รู้ว่าคุณไม่อยู่บ้าน” มาร์คัสบอกเสียงเรียบขณะเลี้ยวรถเข้ามาจอดในสวนสาธารณะกลางกรุงแห่งหนึ่ง
“พาฉันมาที่นี่ทำไม”
“เรามีเรื่องต้องคุยกัน” ชายหนุ่มลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้หญิงสาว “ลงมาสิ”
เอวารินก้าวลงจากรถแล้วหน้ามืดเซไปซบอกสามีทั้งตัว
“คุณเป็นอะไร” มาร์คัสถามคนในอ้อมกอดด้วยความตกใจ ความโกรธที่อัดแน่นอยู่ภายในใจเมื่อครู่นี้ถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยทันที
“หน้ามืดนิดหน่อยค่ะ”
“ผมพาไปหาหมอนะ โรงพยาบาลอยู่ซอยหน้านี่เอง”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ นั่งพักแป๊บนึงเดี๋ยวก็หาย”
“งั้นไปนั่งตรงโน้นก่อน” มาร์คัสรีบประคองภรรยาไปนั่งที่ม้านั่งยาวริมน้ำแต่ก็ยังไม่คลายกังวล “ผมว่าไปให้หมอตรวจอาการดูหน่อยดีกว่า”
“ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ”
“แต่คุณไม่เคยเป็นแบบนี้นะ”
เอวารินนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนบอก “ความจริงฉันเป็นแบบนี้มาสองสามวันแล้ว อยู่ๆ ก็เวียนหัวหน้ามืดแต่นั่งพักแป๊บนึงก็หาย”
“แล้วทำไมไม่บอกผม” เขาตำหนิเสียงเข้ม
“ฉันเห็นคุณยุ่งทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องเจสัน แล้วฉันก็กำลังวุ่นอยู่กับการวางแผนหนีคุณออกมาถ่ายโฆษณาวันนี้ด้วย” ประโยคสุดท้ายนั้นเธอสารภาพเสียงอ่อย
มาร์คัสถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนบ่น “ความผิดคุณนี่ไม่น้อยเลยนะ ยังมีเรื่องอื่นที่ผมไม่รู้อีกมั้ย”
“ไม่มีแล้วค่ะ” หญิงสาวตอบหน้าจ๋อยสุดๆ “ถ้าคุณจะดุฉันกลับไปดุที่บ้านนะ ดุกลางสวนสาธารณะแบบนี้ฉันอาย”
ชายหนุ่มยิ้มออกมาบางๆ พลางยกแขนขึ้นโอบไหล่รั้งร่างบางเข้ามาแนบชิด “ผมรักคุณจะตาย ดุคุณไม่ลงหรอก ถึงจะโกรธมากจนแทบอยากจับคุณหักคอก็เถอะ แต่ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีกนะ”
“ไม่ทำแล้วค่ะ…สัญญา...จริงๆ” เอวารินยิ้มหวานเอาใจสามี “แล้วก็ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉัน ไม่งั้นฉันโดนผู้กำกับกากๆ นั่นถล่มเละคาสตูดิโอแน่” หญิงสาวกลอกตามองซ้ายมองขวาเห็นว่าคนที่เดินเล่นอยู่แถวนี้ไม่มีใครสนใจเธอและมาร์คัสเลยจึงแอบหอมแก้มเขาไปหนึ่งทีเพื่อเป็นการขอบคุณ
มาร์คัสยิ้มแล้วเอียงหน้ามาจูบขมับคนขี้อ้อน เธอน่ารักขนาดนี้ ต่อให้อยากโกรธมากแค่ไหนก็โกรธไม่ลง
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







