LOGINมาร์คัสพยายามต่อสู้กับความปรารถนาของตัวเองอย่างเต็มที่แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกินเพราะเอวารินยังคงจูบเขาอย่างเร่าร้อน ร่างบางแนบอยู่กับลำตัวของเขาตลอดทั้งร่าง ทรวงอกนุ่มหยุ่นบดเบียดกับแผงอกแกร่งจนน่ากลัวว่าเธอจะสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวผิดปกติ ริมฝีปากแสนหวานและลิ้นเรียวเล็กของเธอมีอานุภาพรุนแรงเหลือเกิน มันรุกล้ำปลุกปั่นเขาจนแทบคลั่ง
“ผมทนไม่ไหวแล้วนะ” เขาคำรามเสียงแหบพร่าพลางดึงสายพยุงแขนซึ่งคล้องอยู่ที่คอออกแบบลืมเจ็บก่อนจะถอดสูทตัวนอกออกแล้วเหวี่ยงมันลงพื้น
“ทำอย่างที่คุณอยากทำเลยค่ะมาร์ค ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าการร่วมรักกับคุณมันมีความสุขมากขนาดไหน ฉันอยากจำความรู้สึกนั้นได้อีกครั้ง” เธอพร่ำบอกแนบชิดริมฝีปากเขา
มาร์คัสกดแนบริมฝีปากลงบนกลีบปากอ่อนนุ่มของนางมารน้อยจอมยั่วยวนอย่างหนักแน่นทว่าอ่อนโยนแล้วขบเม้มดูดดึงไปตามรอยโค้งของขอบปากอย่างเพลิดเพลิน เขารู้ขอบเขตของตัวเองดีว่ามีสิทธิ์เสพสุขจากร่างกายเธอได้แค่ไหนและมั่นใจว่าจะหยุดตัวเองได้ในจุดที่ไม่ล่วงล้ำเธอมากเกินไป
“อื้อ...” เอวารินครางสะท้านพลางลูบไล้ฝ่ามือไปตามแผงอกกำยำขึ้นไปถึงลำคอแล้วปลดเนกไทด์ของเขาออกและตามด้วยการปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวออกทีละเม็ดจนหมด เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าอกที่เต็มแน่นและลอนกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ขึ้นรูปชัดเจนน่าสัมผัส
“คุณนี่มือไวจริงๆ เลยนะ” เขาถอนจูบออกนิดหนึ่งเพื่อสลัดเสื้อออกให้พ้นตัวแล้วหันมาจัดการกับเสื้อผ้าของเธอบ้าง “คุณใส่ชุดนี้แล้วสวยมาก แต่ถ้าไม่ใส่อะไรเลยจะสวยกว่า”
“งั้นก็ถอดให้ฉันสิคะ ฉันอยากสวยที่สุดในสายตาคุณ” เธอบอกเสียงหวานอย่างจงใจยั่ว
มาร์คัสกระตุกยิ้มที่มุมปากด้วยความขบขันระคนเอ็นดูนางมารน้อยจอมยั่วของเขานิดหนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปด้านหลังแล้วรูดซิปชุดเดรสของเธอลงจนสุดความยาวที่บริเวณบั้นเอวแล้วปล่อยให้มันร่างลงไปกองเป็นวงกลมล้อมรอบข้อเท้าอยู่ที่พื้น
“ผิวคุณสวยมาก เนียน...ละเอียด” เขาไล้ฝ่ามือร้อนผ่าวไปบนผิวเนินอกที่อยู่เหนือบราเซียลายลูกไม้สีชมพูหวานซึ่งเขาเป็นคนสั่งให้ลูกน้องซื้อให้เธอเอง “ผมอยากจูบคุณให้ทั่วทั้งตัวเลย”
“ฉันเป็นของคุณ...ทั้งตัวค่ะ” หญิงสาวบอกเป็นเชิงอนุญาตและเชิญชวนอยู่ในทีแล้วดึงตัวเขาให้ล้มลงนอนบนเตียงหนานุ่มที่คลุมไว้ด้วยผ้าคลุมเตียงสีชมพูสดใสด้วยกัน
“คุณคิดจะยั่วให้ผมขาดใจตายอยู่ตรงนี้เลยหรือไง” มาร์คัสมองสบตาเธอด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาเร่าร้อนพลางปลดเสื้อชั้นในออกจากตัวเธอ “แต่ถ้าได้ตายคาอกคุณก็ไม่เลวเหมือนกันนะ” เขากระซิบเสียงแผ่วพลางใช้ปลายนิ้วบดคลึงและดึงปลายยอดทรวงอกของเธออย่างอ่อนโยนแล้วก้มลงดูดอย่างแรง
“อ๊ะ...มาร์คคะ” ร่างบางสั่นสะท้านและแอ่นโค้งขึ้นตามแรงดูดดึง พลังงานความร้อนบางอย่างแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เหงื่อเม็ดบางผุดซึมขึ้นมาตามผิวเนื้อทั้งที่ในห้องนอนเปิดแอร์เย็นฉ่ำ
“เรามาลองดูกันว่าผมจะทำให้คุณมีความสุขได้ยังไงบ้าง” เขากระซิบพึมพำอยู่กับทรวงอกเธอพลางสอดมือข้างหนึ่งเข้าไปใต้กางเกงชั้นในแล้วบดคลึงปุ่มเนื้ออ่อนไหวที่ไวต่อความรู้สึกพร้อมกับจู่โจมยอดดอกเธอด้วยปากและลิ้นอย่างช่ำชอง
เอวารินไม่แน่ใจว่าความวาบหวิวซาบซ่านที่กำลังรู้สึกอยู่นี้เคยเกิดขึ้นกับเธอมาก่อนหรือเปล่า ถ้ามันเคยเกิดขึ้นแล้วทำไมเธอไม่รู้สึกคุ้นเคยกับมันเลยสักนิด คนที่สูญเสียความทรงจำจะลืมหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างขนาดนี้เลยหรือ
“รู้สึกดีใช่มั้ย” มาร์คัสละริมฝีปากจากปลายยอดสีหวานแล้วเงยหน้าขึ้นถามคนที่นอนหายใจหอบกระเส่าใบหน้าชุ่มเหงื่อแดงระเรื่อ “ผมจะส่งคุณให้ถึงสวรรค์” เขาบอกพลางบดขยี้ปุ่มเนื้อลึกลับของเธออย่างเร่าร้อนมากยิ่งขึ้น
ไม่นานร่างบางก็แข็งเกร็งแล้วกระตุกเฮือกพร้อมกับเสียงกรีดร้องแผ่วหวาน ซึ่งเป็นเสียงที่ไพเราะที่สุดเท่าที่มาร์คัสเคยได้ยินและเขาก็ปรารถนาที่จะได้ได้ยินเสียงนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“มาร์คคะ” เธอเรียกชื่อเขาเสียงเบา ลมหายใจหอบสะท้านจากการถึงจุดสุดยอดครั้งแรกในชีวิตแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“ครับ” เขาขานรับอ่อนโยนแล้วกดจูบหนักแน่นลงบนหน้าผากของเธอ
“เราเคยมีความสุขด้วยกันแบบนี้จริงเหรอคะ ทำไมฉันไม่คุ้นกับความรู้สึกแบบนี้เลย”
มาร์คัสชะงักไปนิดหนึ่งแล้วปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “ตอนนี้คุณความจำเสื่อมอยู่ จะคุ้นได้ยังไง”
“แล้วทำไมฉันจำกลิ่นน้ำหอมคุณได้ ทำไมฉันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเวลาที่คุณกอดฉัน แต่เวลาที่คุณทำกับฉันแบบเมื่อกี้ ฉันกลับไม่รู้สึกคุ้นเคยเลยสักนิด”
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







