เข้าสู่ระบบมาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น
“ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ”
ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม
“นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง
“ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ
“เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน
“เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ”
“ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ”
“ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม” คนเป็นพ่อยังคงยืนยัน
“เชื่อก็ได้ค่ะ คุณจะได้สบายใจ” เอวารินตอบเอาใจสามี
มาร์คัสโอบเอวเอวารินเดินมาตามทางเดินในโรงพยาบาลเพื่อจะออกไปขึ้นรถที่จอดอยู่ลานจอดรถหน้าอาคาร
“ท้องคุณปกติดีไม่มีปัญหาในการเดินทาง คุณเตรียมตัวไว้เลยนะ อีกสักพักเราจะกลับนิวยอร์กกัน”
“คุณไม่รอให้ตำรวจจับเซบัสเตียนได้ก่อนแล้วเหรอคะ”
“แค่ผมรู้ว่ามันเป็นคนฆ่าเจสันผมก็พอใจแล้ว เรื่องล่าตัวมันมาดำเนินคดีก็ปล่อยให้ตำรวจจัดการไป ตอนนี้ผมเป็นห่วงงานที่โน่น แล้วก็เป็นห่วงคุณด้วย”
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย เป็นห่วงฉันทำไมคะ”
“ถ้าเซบัสเตียนมันยังลอยนวลอยู่ คุณก็ยังไม่ปลอดภัย”
“ไปอยู่ที่โน่นแล้วฉันจะปลอดภัยเหรอคะ”
“นิวยอร์กเป็นถิ่นผม ผมดูแลคุณได้ดีกว่าที่นี่แน่นอน” สายตาของชายหนุ่มเห็นแสงแดดยามบ่ายที่หน้าตึกจัดจ้าจึงหันมาบอกภรรยาอย่างเอาใจใส่ “คุณยืนรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวผมไปเอารถมารับ”
“เดินไปพร้อมกันก็ได้ค่ะ รถจอดอยู่แค่นี้เอง” เอวารินมองไปที่รถซึ่งจอดอยู่ที่ลานจอดรถโล่งกว้างข้างตึก
“แดดมันร้อน คุณรอผมอยู่ตรงนี้แหละ” พูดจบเขาก็รีบก้าวยาวๆ ฝ่าเปลวแดดที่ร้อนเปรี้ยงออกไป
จังหวะที่มาร์คัสกำลังขับรถเข้าไปรับเอวาริน มีรถตู้ติดฟิล์มดำสนิทคันหนึ่งขับปาดหน้าเข้าไปจอดตรงหน้าภรรยาของเขา แล้วชายฉกรรจ์สวมหมวกแก๊ปกับแว่นตาดำอำพรางใบหน้าที่อยู่ในรถก็เปิดประตูออกมากระชากตัวเธอขึ้นรถตู้ไปต่อหน้าต่อตา
“ริน!!!” ชายหนุ่มช็อกสุดขีด รีบขับรถตามรถตู้คันนั้นไป เขามั่นใจว่าพวกมันต้องเป็นคนของเซบัสเตียน และทันใดนั้นก็มีข้อความส่งมาจากเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยว่า ‘รอรับศพลูกเมียมึงได้เลย!’
มาร์คัสเงยหน้าขึ้นมาจากการอ่านข้อความในโทรศัพท์มือถือ รถตู้ที่จับตัวเอวารินไปก็หายไปจากสายตาแล้ว
“แม่งเอ้ย! หายไปไหนแล้ววะ!” มือใหญ่ที่กำพวงมาลัยรถแน่นเย็นเฉียบด้วยความเป็นห่วงและกลัวมากว่าภรรยาและลูกในท้องจะเป็นอะไรไป
“มาร์คคะ...มาร์ค...มาร์ค...”
เสียงเรียกที่คุ้นหูปลุกให้มาร์คัสค่อยๆ ลืมตาขึ้น และเมื่อเห็นหน้าเจ้าของเสียงเขาก็ผวาลุกขึ้นจากเตียงคนไข้แล้วกอดเธอไว้แน่น “ริน...คุณปลอดภัยดีใช่มั้ย แล้วลูกล่ะ ลูกเป็นยังไงบ้าง”
“ฉันกับลูกปลอดภัยดีค่ะ คุณนั่นแหละที่เป็น” เอวารินพูดพลางใช้ปลายนิ้วเช็ดเหงื่อเม็ดบางที่ผุดขึ้นตามไร้ผมบริเวณหน้าผากให้สามี
“ผมเป็นอะไร” เขาถามพลางมองไปรอบตัว ถึงได้เห็นว่าตอนนี้ตัวเองนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล “ผมมานอนอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“คุณเป็นลมค่ะ”
“เป็นลม?” ไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ชายตัวโตที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างเขาจะเป็นลมได้ “คุณไม่ได้ถูกคนร้ายจับตัวไปเหรอ”
“เปล่าค่ะ” เอวารินตอบด้วยรอยยิ้ม ตอนเขาหมดสติ เขาเอาแต่ละเมอเรียกหาเธอ บอกว่าจะไปช่วยเธอกับลูกให้ได้ “คุณแค่ฝันไปค่ะ”
“ฝันเหรอ?”
“ค่ะคุณฝัน ฉันกับลูกปลอดภัยดี ไม่ได้ถูกใครจับตัวไปทั้งนั้น”
มาร์คัสเป่าปากอย่างโล่งอกที่ทุกอย่างเป็นแค่ความฝัน
“หมอบอกว่าร่างกายคุณอ่อนเพลียมาก คงเพราะแพ้ท้องแทนฉันหนักมากไปหน่อย แล้วก็กินแต่สตรอว์เบอร์รี่แทนข้าวทุกวัน พอออกไปเจอแดดร้อนจัดๆ ก็เลยเป็นลม”
“ผมว่ามีอีกอย่างนึงนะที่ทำให้ผมเพลียหนักขนาดนี้”
“อะไรคะ”
“ก็คุณไง” เขารั้งตัวภรรยาสาวให้นั่งลงที่ขอบเตียงแล้วโอบเธอไว้ด้วยวงแขนทั้งสองข้าง “ผมโดนเมียที่กำลังท้องปล้ำทุกคืนจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนก็เลยหมดสภาพแบบนี้”
“น่าสงสารจังเลย แบบนี้ต้องจูบปลอบใจซะหน่อยแล้ว”
มาร์คัสรีบแทรกปลายนิ้วเข้ามากั้นกลางระหว่างริมฝีปากเธอและเขา “คุณจะปล้ำผมที่เตียงคนไข้ในโรงพยาบาลแบบนี้ไม่ได้นะ”
“ไม่ปล้ำหรอกค่ะ แค่จูบ ขอจูบทีนึงนะคะ นะๆๆ” เธอดึงนิ้วเขาออกแล้วแนบริมฝีปากจูบเขาอย่างนุ่มนวลอ่อนหวานจนพอใจจึงถอนใบหน้าออกมาแล้วยิ้มให้เขาอย่างอารมณ์ดี
“คุณนี่หื่นไม่เลือกสถานที่เลยจริงๆ” เขาว่ายิ้มๆ
“อ้อ..มาร์คะ” เอวารินเพิ่งนึกถึงเรื่องสำคัญได้ “ตอนที่คุณหมดสติอยู่ โทนี่โทร. มาบอกว่าตามตัวเซบัสเตียนเจอที่อิตาลีนะคะ แต่เขาพยายามหลบหนีการจับกุมแล้วก็ยิงสู้ตำรวจ ก็เลยโดนวิสามัญไปแล้ว”
“จบเรื่องกันสักที” เขาระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ถ้ามันยังอยู่ ผมคงนอนหลับไม่สนิท”
“อย่างนี้เราก็กลับนิวยอร์กกันได้เลยใช่มั้ยคะ”
“รอให้ผมหายแพ้ท้องก่อนนะ ผมคงเดินทางไกลตอนนี้ไม่ไหว” ชายหนุ่มที่เคยมาดเข้มอยู่เสมอยิ้มแหยอย่างหมดสภาพ เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า อาการแพ้ท้องจะทรมานขนาดนี้
กลางดึก มหานครนิวยอร์ก สี่ปีต่อมา
“มาร์ทิส มาร์ลิน เลิกเล่นกันได้แล้วลูก ได้เวลานอนแล้ว แล้วนี่แด๊ดดี้อยู่ไหนคะ” เอวารินเปิดประตูเข้ามาในห้องนอนของลูกชายวัยสามขวบและลูกสาววัยสองขวบแล้วถามหาคนที่อาสาจะมาเล่านิทานกล่อมลูกนอนแต่กลับปล่อยให้ลูกๆ เล่นกันจนเลยเวลานอนมามากขนาดนี้
“อยู่โน่นน...” เด็กน้อยทั้งสองคนตอบประสานเสียงแล้วพากันชี้ไปทางหมอนและผ้าห่มที่กองรวมกันเป็นภูเขาอยู่บนเตียงนอนเด็ก
ทันใดนั้น มาร์คัสในชุดมาสคอตหมาป่าก็กระโดดออกมาจากใต้กองผ้าห่มแล้ววิ่งไล่จับลูกสาวและลูกชายไปรอบห้องนอน
“เด็กคนไหนที่ไม่ยอมนอน หมาป่าจะจับกินไม่ให้เหลือแม้แต่กระดูกเลย” คนเป็นพ่อวิ่งตามไปรวบตัวลูกทั้งสองคนมากอดไว้ในอ้อมอกแล้วฟัดที่พุงเด็กน้อยทั้งสองเหมือนหมาป่าขย้ำลูกแกะ
“จั๊กกะจี้...แด๊ดดี้...หยุด...ค่ะๆๆๆ” เด็กหญิงมาร์ลินวัยสองขวบหัวเราะไปพูดไปอย่างสดใส
มาร์คัสหยุดฟัดแล้วถามลูกทีละคนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หมาป่าจะไม่กินลูกแกะ ถ้าลูกแกะยอมไปนอน ตกลงมั้ยครับ”
“ตกลงครับ” เด็กชายมาร์ทิสวัยสามขวบตอบอย่างว่าง่าย
“มาร์ลินละคะ จะยอมไปนอนหรือยังคะ” เมื่อคุยกับลูกสาว เขาก็ปรับโทนเสียงให้นุ่มลงอีกหนึ่งเท่าตัวโดยอัตโนมัติ
“ยังค่ะ” เด็กหญิงตอบเสียงใส
“อ้าว...ทำไมอย่างนั้นล่ะคะลูก” คราวนี้คนเป็นแม่เดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงตรงหน้าคุณพ่อและลูกทั้งสองคน
“มาร์ลินอยากฟังนิทานอีก”
“อยากฟังเรื่องอะไรคะ” เอวารินถามลูกสาวอย่างใจเย็น
“ลิตเติ้ลเมอร์เมดค่ะ”
“ตกลงค่ะ แต่ต้องเป็นพรุ่งนี้นะคะ วันนี้คุณแม่เตรียมชุดนางเงือกให้แด๊ดดี้ไม่ทัน”
“โอเคค่ะ” เด็กหญิงตัวน้อยทำนิ้วมือเป็นสัญลักษณ์โอเคอย่างน่าเอ็นดู
“ถ้างั้นก็ไปนอนกันได้แล้วนะคะ” เอวารินอุ้มลูกสาวมานอนที่เตียง ส่วนมาร์คัสก็อุ้มลูกชายตามมานอนที่เตียงเดียวกัน
เด็กทั้งสองและคุณพ่อแอบแหย่กันในความมืด แต่พอคุณแม่กระแอมเสียงต่ำเพียงแค่ครั้งเดียว ทั้งสามคนก็นอนนิ่งทันที
“หลับตาเร็วลูก แล้วอย่าเล่นกันนะ เดี๋ยวโดนนางฟ้าสาปให้เป็นก้อนหิน” มาร์คัสกระซิบบอกลูก ไม่นาน เด็กๆ ก็หลับสนิทอยู่ในอ้อมกอดของพ่อและแม่ที่นอนขนาบอยู่คนละด้าน
เมื่อนางฟ้าเห็นว่าเจ้าตัวเล็กทั้งสองคนหลับกันหมดแล้วจึงเอื้อมมือไปสะกิดสามีที่กำลังจะหลับตามลูก
“มาร์คคะ”
“ครับ...” ชายหนุ่มยกศีรษะขึ้นมาตอบรับอย่างงัวเงีย
“กลับห้องกันค่ะ” หญิงสาวกระซิบเสียงเบา กลัวลูกตื่น
“แหม...นึกว่าวันนี้จะไม่ได้ทำซะแล้ว” มาร์คัสพูดด้วยแววตาเป็นประกาย หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง แล้วรีบก้าวลงจากเตียงมาอุ้มภรรยากลับไปที่ห้องนอนของตัวเองซึ่งอยู่ติดกับห้องนอนของลูกๆ
เขานึกขอบคุณพระเจ้าที่ประทานผู้หญิงที่แสนดีคนนี้มาให้ เธอเป็นซุปเปอร์วูแมนสำหรับเขาเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่แม่หรือหน้าที่ภรรยา เธอก็ทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องแถมเธอยังสัญญาว่าปีนี้จะยอมมีลูกคนที่สามให้เขา หลังจากที่ขอพักมาสองปีเต็ม เพราะฉะนั้นเขาจะตั้งใจปั้นให้สุดฝีมือเผื่อจะได้ลูกแฝดสมใจ
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







