เข้าสู่ระบบเอวารินปิดประตูห้องน้ำแล้วกดล็อกแน่นหนาจนแน่ใจว่า เขาจะตามเข้ามาในห้องน้ำไม่ได้แล้วเอามือตบอกตัวเองรัวๆ เรียกสติ ไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอจะมีอะไรกับเขาแล้วจริงๆ จนกระทั่งมายืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ถึงได้เห็นคิสมาร์คที่เนินอก แล้วภาพการร่วมรักอย่างเร่าร้อนในคืนที่ผ่านก็แจ่มชัดขึ้นในหัวเธออีกครั้ง
“ทำอย่างเดียวไม่พอ ยังจะทิ้งร่องรอยไว้อีก” หญิงสาวบ่นอุบอิบแล้วสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงเคาะประตูห้องน้ำดังขึ้น ตามด้วยเสียงของคนที่เธอเพิ่งจะบ่นไปหยกๆ ดังแทรกเข้ามา
“รีบอาบน้ำแต่งตัวนะครับ เราจะออกจากเกาะกันก่อนเที่ยง”
“ค่ะๆๆ”
เอวารินตะโกนตอบแล้วรีบอาบน้ำแต่งตัว เสร็จแล้วออกไปหาเขาที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะกินข้าวด้วยท่าทีเคอะเขิน เพราะบรรยากาศพาไปแท้ๆ เธอถึงได้เสียตัวอย่างกระทันหันจนตั้งตัวไม่ติดแบบนี้
“คุณไม่ต้องเขินผมขนาดนั้นก็ได้ เรื่องระหว่างเรามันไม่ได้เพิ่งเคยเกิดขึ้นแรก” ชายหนุ่มเดินมาโอบไหล่พาภรรยาสาวไปนั่งที่เก้าอี้ แล้วเลื่อนแก้วน้ำส้มคั้นเย็นเฉียบมาวางไว้ใกล้มือเธอ
“แต่มันเป็นครั้งแรกที่ฉันจำได้นี่” เธอก้มหน้าตอบเสียงเบาและรู้สึกถึงความเห่อร้อนทั่วใบหน้า
“คุณโอเคมั้ย?”
“ฉันโอเคค่ะ” หญิงสาวยกแก้วน้ำส้มขึ้นจิบแก้เขิน
“ไม่โกรธผมนะ?”
“ไม่ค่ะ” เธอจำได้ว่าตัวเองก็เต็มใจและมีความสุขมาก แล้วจะไปโกรธเขาได้ยังไง
“คุณเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากเลยรู้ตัวมั้ย” เขาถามเสียงนุ่มพลางรั้งร่างบอบบางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างตัวให้ขึ้นมานั่งบนตักแล้วแนบแก้มลงบนเนินอกอวบ “คุณมีเหตุผล เข้าใจอะไรง่าย ไม่ใช้อารมณ์ เพราะคุณเป็นแบบนี้ผมถึงได้รักคุณ”
“นี่คุณกำลังบอกรักฉันอยู่เหรอ” เอวารินหน้าแดง ทั้งเขิน ทั้งงง
“ก็ใช่น่ะสิ” เขายิ้มละมุน “ผมเคยบอกคุณไปแล้วครั้งนึงว่าผมรักคุณตั้งแต่ยังไม่เจอหน้าคุณด้วยซ้ำ แล้ววันนี้ผมก็อยากบอกคุณอีกครั้งว่าผมรักคุณ...คุณจะรับความรักของผมไว้ได้มั้ย”
หญิงสาวใช้มือข้างหนึ่งประคองใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยนแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ “ได้ค่ะ”
“แล้วคุณจะรักผมอีกครั้งได้มั้ย”
“ฉัน...” เอวารินอึกอัก พูดไม่ออก
“ได้มั้ยครับ” เขาวิงวอนเสียงแผ่ว
“ฉันรู้สึกดีกับคุณมากนะคะมาร์ค ยิ่งผ่านเรื่องเมื่อคืนนี้มาด้วยกันฉันก็ยิ่งแน่ใจว่าฉันไม่ได้รังเกียจคุณ แต่จะให้พูดว่ารักตอนนี้ฉันก็ยังไม่แน่ใจตัวเอง”
“คุณเคยบอกรักผมแล้วนะ...เราเคยรักกัน”
เอวารินนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนตัดสินใจพูดบางสิ่งที่สับสนอยู่ในใจ
“ฉันยังสงสัยเรื่องนี้อยู่นะคะมาร์ค ทำไมฉันถึงรักคุณแล้วก็ยอมแต่งงานจดทะเบียนกับคุณภายในเวลาแค่เดือนเดียว มันเกิดขึ้นได้ยังไง นั่นไม่ใช่นิสัยฉันเลยนะ”
มาร์คัสเสียวสันหลังวาบ นึกหวั่นใจว่าถ้าสารภาพความจริงอีกรอบว่า เพราะเธอความจำเสื่อมเขาเลยโกหกว่าเธอเป็นภรรยาของเขาจนเธอหลงเชื่อและยอมนอนกับเขาง่ายๆ เขาจะโดนโกรธอีกหรือเปล่า ที่สำคัญ เขารู้ดีว่าเธอมือหนักขนาดไหน เขาไม่อยากเสี่ยงโดนตบเพราะความผิดเดิมซ้ำสองจึงเลือกที่จะถ่วงเวลาไว้ก่อน
“ครั้งนี้ผมจะไม่บอกคุณแล้ว ถ้าคุณอยากรู้ คุณก็ต้องรีบจำเรื่องของเราในช่วงเวลาที่คุณลืมมันไปให้ได้ด้วยตัวเอง แล้วคุณจะรู้ทุกอย่างที่คุณอยากรู้”
“ถ้าคุณไม่บอกฉัน ฉันก็ไม่บอกรักคุณ”
“คุณไม่บอกรักผมก็ไม่เป็นไร แค่คุณยอมร่วมรักกับผมก็พอ” เขาแกล้งพูดยิ้มๆ แล้วมือไม้ก็เริ่มซุกซนลูบไล้ตามแนวสะโพก และกำลังจะไต่เข้าไปใต้ชายเสื้อแต่หญิงสาวไหวตัวทันดึงมือเขาออกได้ทันก่อนที่มันจะเคลื่อนขึ้นไปถึงทรวงอกอวบอิ่ม
“เมื่อคืนฉันพลาดเพราะบรรยากาศพาไป แต่ต่อไปอย่าหวังเลยว่าจะได้แอ้มฉันง่ายๆ”
“คุณจะใจร้ายกับสามีตัวเองแบบนี้ไม่ได้นะ” เขาออดอ้อนพลางจูบไซ้ไปทั่วซอกคอของคนที่นั่งอยู่บนตัก
“อื้อ...อย่าค่ะ” เอวารินปราบเสียงสั่นพร่า “เมื่อคืนคุณทำแล้ว”
“อยากทำอีก” เขาตอบพึมพำแล้วไล้ปลายลิ้นไปตามสันใบหูขาวสะอาดแล้วแกล้งเป่าลมอุ่นเข้าไปในช่องหูแผ่วเบา
“ไม่เล่นแบบนี้นะคะมาร์ค” หญิงสาวหนีบคอและไหล่เข้าหากันด้วยความซ่านสยิว
“ใครบอกผมเล่น ผมเอาจริง”
“ไม่เอาค่ะ เดี๋ยวก็ไม่ได้กลับกรุงเทพฯ กันพอดี” เอวารินห้ามใจตัวเองสุดฤทธิ์ไม่ให้เคลิ้มไปกับการล่อล่วงระดับมืออาชีพของเขาแล้วรีบลุกออกจากตักกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม
“ขอทำอีกรอบก่อนกลับไม่ได้เหรอ” ชายหนุ่มทำท่าจะขยับตัวตามไปแต่ถูกปลายนิ้วเรียวเล็กจิ้มหน้าอกห้ามไว้
“ถ้าคุณงอแง ฉันจะออกกฎห้ามไม่ให้คุณเข้าใกล้ฉันเกินสองเมตรแล้วนะคะ”
“ไม่ทำก็ได้” มาร์คัสยอมแต่โดยดี
“ดีมากค่ะ” เอวารินยิ้มพอใจ
“แต่...” เขายิ้มกรุ้มกริ่ม
“แต่อะไรคะ?” เธอมองระแวง
“ขอจูบทีนึง” ชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้าไปประกบริมฝีปากจูบทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอปฏิเสธได้อีก
เรียวปากเต็มอิ่มที่กำลังถูกบดขยี้คลี่ออกเป็นรอยยิ้มให้กับความเอาแต่ใจตัวเองอย่างร้ายกาจของเขา เธอจำไม่ได้ว่าเมื่อก่อนเขาเป็นแบบนี้หรือเปล่า แล้วเธอรับมือกับความหื่นขั้นสุดของเขาได้อย่างไร
“ยิ้มอะไรครับ” มาร์คัสถอนจูบออกแล้วถามด้วยความสงสัย เพราะริมฝีปากของเธอที่แนบชิดกันอยู่นั้นเอาแต่โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม ไม่ยอมขยับจูบตอบเขาเลย “คุณแกล้งผมเหรอ”
“เปล่านะคะ” เธอกลั้นขำเมื่อเห็นเขาออกอาการหงุดหงิดนิดๆ เพราะอารมณ์ค้าง
“แล้วคุณขำอะไร แอบคิดอะไรอยู่ บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“ฉันสงสัยว่าเมื่อก่อนนี้ฉันรับมือกับความหื่นของคุณได้ยังไง”
คราวนี้มาร์คัสเป็นฝ่ายหัวเราะอย่างอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง “ตอนที่ความจำเสื่อม คุณหื่นกว่าผมอีกนะ”
“ไม่จริงอ่ะ” เอวารินส่ายหน้าพรืด ให้ตายก็ไม่เชื่อ
“ครั้งแรกที่เรามีอะไรกัน คุณเป็นคนยั่วผมด้วยนะ ผมไม่ทำคุณก็น้อยใจแล้วก็บังคับให้ผมทำจนได้”
“จริงอ่ะ” หญิงสาวก้มหน้างุดด้วยความอาย และงงหนักมากว่านั่นมันอาการของคนความจำเสื่อมหรือผีเข้ากันแน่ ทำไมนิสัยถึงได้เปลี่ยนเป็นคนละคนได้ขนาดนั้น
“แต่ผมชอบที่คุณเป็นแบบนั้นนะ” เขาก้มหน้าตามมามองสบตาเธอด้วยสีหน้ายิ้มๆ
“แล้วเป็นฉันคนเดิมแบบนี้คุณไม่ชอบเหรอคะ?” ถามออกไปแล้วเอวารินก็อยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ตายอยู่ตรงนี้ที่เผลอแสดงอาการแสนงอนแบบผู้หญิ๊งผู้หญิงให้เขาเห็นทั้งที่ยังไม่แน่ใจตัวเองเลยว่ารักเขาหรือเปล่า
“ชอบครับ...ผมชอบทุกอย่างที่เป็นคุณ” มาร์คัสตอบเสียงนุ่มพลางมองสบตาเธอด้วยความรักลึกซึ้งและฉวยโอกาสจูบเธออีกครั้ง แล้วคราวนี้เขาก็ได้รับการตอบสนองอย่างอ่อนหวานเป็นที่น่าพอใจ
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







