ANMELDENในแผ่นดินอาณาจักรสุริยัน กฎเกิดขึ้นมาพร้อมกับลมหายใจแรกของทุกคน ทุกคนต่างมีพลังธาตุประจำตัว บางคนบิดน้ำให้เป็นคลื่น บางคนจุดไฟให้ลุกโชนดั่งดวงอาทิตย์ บางคนสั่งลมให้พัดพา หรือบังคับแผ่นดินให้แยกออก ทุกคนต่างรู้ว่าพลังคือคุณค่า คือชื่อเสียง คือทุกสิ่งที่จะทำให้คุณยืนอยู่บนแผ่นดินนี้ได้อย่างมีเกียรติ ยกเว้นผม… คาริน ผมอายุสิบหกปี เติบโตในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ติดกับป่าต้องห้าม ชื่อหมู่บ้านแสงอรุณ ทุกคนในหมู่บ้านต่างมีพลัง ยกเว้นผมเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะลองวิธีไหน ไม่ว่าจะฝึกฝนแค่ไหน พลังก็ไม่เคยปรากฏให้เห็น ชาวบ้านเรียกผมว่า “ไร้ธาตุ” บางคนสงสาร บางคนดูหมิ่น บางคนก็แค่เมินเฉยราวกับผมเป็นเพียงก้อนหินที่อยู่ตรงนั้นเฉยๆ “คาริน! ไปตักน้ำให้หน่อยสิ ลูกฉันบังคับน้ำไม่ค่อยถนัด” “คาริน! ช่วยยกฟืนหน่อย พวกเราใช้ไฟเผาไม่ได้ตอนตากฝน” “คาริน… อย่าไปเล่นแถวป่าต้องห้ามนะ เดี๋ยวพลังในตัวมันดึงดูดสิ่งชั่วร้ายมา” ผมแค่ยิ้มรับ รับปาก แล้วทำตามที่เขาขอ ถึงจะไม่มีพลัง แต่ผมก็ยังมีมือ
Mehr anzeigenรอยตราจันทรา พลังที่โลกลืม
ในแผ่นดินอาณาจักรสุริยัน กฎเกิดขึ้นมาพร้อมกับลมหายใจแรกของทุกคน ทุกคนต่างมีพลังธาตุประจำตัว บางคนบิดน้ำให้เป็นคลื่น บางคนจุดไฟให้ลุกโชนดั่งดวงอาทิตย์ บางคนสั่งลมให้พัดพา หรือบังคับแผ่นดินให้แยกออก ทุกคนต่างรู้ว่าพลังคือคุณค่า คือชื่อเสียง คือทุกสิ่งที่จะทำให้คุณยืนอยู่บนแผ่นดินนี้ได้อย่างมีเกียรติ ยกเว้นผม… คาริน ผมอายุสิบหกปี เติบโตในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ติดกับป่าต้องห้าม ชื่อหมู่บ้านแสงอรุณ ทุกคนในหมู่บ้านต่างมีพลัง ยกเว้นผมเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะลองวิธีไหน ไม่ว่าจะฝึกฝนแค่ไหน พลังก็ไม่เคยปรากฏให้เห็น ชาวบ้านเรียกผมว่า “ไร้ธาตุ” บางคนสงสาร บางคนดูหมิ่น บางคนก็แค่เมินเฉยราวกับผมเป็นเพียงก้อนหินที่อยู่ตรงนั้นเฉยๆ “คาริน! ไปตักน้ำให้หน่อยสิ ลูกฉันบังคับน้ำไม่ค่อยถนัด” “คาริน! ช่วยยกฟืนหน่อย พวกเราใช้ไฟเผาไม่ได้ตอนตากฝน” “คาริน… อย่าไปเล่นแถวป่าต้องห้ามนะ เดี๋ยวพลังในตัวมันดึงดูดสิ่งชั่วร้ายมา” ผมแค่ยิ้มรับ รับปาก แล้วทำตามที่เขาขอ ถึงจะไม่มีพลัง แต่ผมก็ยังมีมือ มีเท้า มีแรงกายที่ช่วยเหลือคนอื่นได้ อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขาไม่เมินหนีห่างไปมากกว่านี้ คืนนี้เป็นคืนจันทราเต็มดวง แสงเงินสาดส่องลงมาทั่วท้องทุ่ง สว่างไสวราวกับตอนเช้า ผมเดินออกมาจากกระท่อม เลยไปนั่งพักผ่อนที่เนินดินสูง มองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่กลางฟ้า นึกสงสัยว่า ถ้าผมมีพลังบ้าง จะเป็นยังไงนะ จะมีใครมองผมด้วยสายตาชื่นชมบ้างไหม หรือจะมีใครเห็นผมในฐานะเพื่อน ไม่ใช่แค่คนใช้งานไปวันๆ ทันใดนั้น ความเจ็บแปลบราวกับมีดคมๆ ปักลงตรงกลางอก ผมร้องครางเบาๆ กางเสื้อผ้าออกดู ตาตึงค้างคา… มีรอยสักรูปพระจันทร์เสี้ยวล้อมด้วยเปลวแสงสีเงินวาบโผล่ขึ้นมาบนผิวหนัง ราวกับถูกวาดขึ้นมาด้วยแสงจันทร์จริงๆ มันไม่ได้คงอยู่นิ่งๆ แต่พลิ้วไหวเหมือนมีชีวิต ทุกครั้งที่ผมหายใจ รอยสักก็จะสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย “นี่… อะไรกันเนี่ย” ผมกระซิบด้วยเสียงสั่น ในขณะที่ผมกำลังตกตะลึง เมฆสีดำสนิทก็พัดปกคลุมท้องฟ้าจนมิด แสงจันทราหายวับไปในพริบตา เสียงลมพัดแรงกร้าวกระหน่ำ ตามมาด้วยเสียงคำรามกึกก้องที่ดังมาจากใจกลางป่าต้องห้าม เสียงนั้นไม่ใช่เสียงสัตว์ป่า แต่เป็นเสียงของสิ่งมีชีวิตที่โกรธแค้นอย่างรุนแรง และกำลังเคลื่อนตัวออกมาจากที่ซ่อน เสียงตะโกนตื่นตระหนกดังขึ้นในหมู่บ้าน “มันมาแล้ว! สิ่งมืดมาแล้ว!” “ทุกคนใช้พลังป้องกันหมู่บ้าน! เร็วเข้า!” ผมรีบลุกวิ่งกลับลงมาที่หมู่บ้าน มองเห็นชาวบ้านต่างใช้พลังของตนปะทะกับเงามืดที่พุ่งออกมาจากป่า เปลวไฟลุกโชน คลื่นน้ำซัดสาด กำแพงดินยกขึ้นบังกั้น แต่ไม่ว่าจะใช้พลังแค่ไหน เงามืดเหล่านั้นก็ไม่ได้ถูกทำลายลง มันเพียงแค่แยกออกจากกัน แล้วกลับมารวมตัวใหม่ พร้อมกับทวีความรุนแรงมากขึ้น “มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดา!” ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านตะโกน “มันคือเศษซากพลังแห่งความมืดที่ถูกผนึกไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน! ตอนนี้ผนึกกำลังจะขาด!” ขณะนั้น เงามืดก้อนใหญ่ที่สุดก็พุ่งตรงมายังตัวผู้เฒ่า ชาวบ้านต่างตะโกนเรียกชื่อเขา แต่ไม่มีใครเข้าไปช่วยทัน ผมไม่รู้ตัวว่าทำได้อย่างไร เพียงแค่รู้ว่าผมต้องทำอะไรบางอย่าง ผมพุ่งตัวเข้าไปขวางหน้าไว้โดยไม่คิดชีวิต ทันทีที่รอยตราจันทราบนอกอกผมสัมผัสกับคลื่นพลังมืด แสงเงินจ้าวพุ่งออกมาจากรอยสักอย่างรุนแรง เสียงฟ้าร้องดังสนั่น รอยพระจันทร์เสี้ยวหมุนรอบตัวผมเป็นวงกลม กลืนกินพลังมืดที่กำลังจะมาถึง เงามืดที่เคยดูน่าเกรงกลัว กลับละลายหายไปราวกับไอน้ำเมื่อเจอกับแสงแดด ทุกคนต่างเงียบกริบ มองมาที่ผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปหมดแล้ว ไม่มีความสงสาร ไม่มีความดูหมิ่น เหลือเพียงความประหลาดใจและความศรัทธา “พลัง… พลังจันทรา” ผู้เฒ่ากระซิบเสียงสั่น “เป็นไปไม่ได้… พลังนี้ถูกลบหายไปจากแผ่นดินนี้ตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษแล้ว… เจ้าเป็นใครกันแน่ คาริน” ผมเองก็ไม่รู้คำตอบ ว่าผมเป็นใคร ทำไมพลังนี้ถึงอยู่ในตัวผม ทำไมมันถึงปรากฏขึ้นในคืนนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้แน่ชัด คือเรื่องราวของผม… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น คืนนั้นผ่านไปด้วยความตื่นตระหนกและความสับสน ชาวบ้านต่างพากันมองผมราวกับเป็นคนละคน พวกเขาเล่าให้ผมฟังถึงตำนานโบราณที่เคยถูกกล่าวขานว่า เมื่อครั้งอดีตกาล พลังธาตุไม่ได้มีเพียงสี่อย่างอย่างที่ทุกคนรู้จัก แต่มีห้าอย่าง ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และจันทรา ผู้ใช้พลังจันทราเป็นผู้ปกป้องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีหน้าที่ผนึกความมืดที่พยายามกลืนกินแผ่นดินไว้ แต่ด้วยความอิจฉาริษยาและความกลัวในพลังที่ไม่เข้าใจ ผู้คนในยุคนั้นจึงร่วมมือกันกำจัดตระกูลผู้ใช้พลังจันทรา จนกระทั่งพลังนี้หายสาบสูญไปพร้อมกับความทรงจำของผู้คน ที่เหลือไว้เพียงแค่เรื่องเล่าที่ไม่มีใครเชื่ออีกต่อไป “แล้วทำไมมันกลับมาอยู่ที่ฉันล่ะ” ผมถามผู้เฒ่าในตอนที่ทุกคนกลับไปพักผ่อนแล้ว “บางที… อาณาจักรอาจจะต้องการผู้ปกป้องคนเดิมกลับมาอีกครั้ง” ผู้เฒ่ามองออกไปยังป่าต้องห้าม “การที่พลังมืดเริ่มหลุดออกมา แปลว่าผนึกที่เหลืออยู่กำลังจะขาด หากไม่มีพลังจันทราคอยกุมกำเนิด อาณาจักรสุริยันอาจจะพินาศทั้งแผ่นดิน” เช้าวันรุ่งขึ้น คำข่าวลือเรื่องเด็กหนุ่มไร้พลังที่กลับกลายเป็นผู้สืบทอดพลังจันทราก็กระจายไปทั่ว ไม่เพียงแต่ในหมู่บ้าน แต่ลุกลามไปถึงเมืองหลวง เหล่าผู้มีอิทธิพลต่างส่งคนมาต้อนรับ บางคนอยากให้ผมไปเป็นที่ปรึกษา บางคนอยากรับผมเป็นลูกบุญธรรม แต่ผมปฏิเสธทั้งหมด เพราะผมรู้ว่าหน้าที่ของผมไม่ได้อยู่ที่การรับเกียรติยศ แต่อยู่ที่การหาความจริงว่า ทำไมความมืดถึงกลับมา และจะหยุดมันได้อย่างไร ระหว่างที่ผมเตรียมตัวออกเดินทาง มีเด็กสาววัยไล่เลี่ยกับผมเดินเข้ามา เธอชื่อ “ลินา” เป็นคนในหมู่บ้านที่มีพลังน้ำแข็ง เธอเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่เคยดูหมิ่นผมตอนที่ผมไม่มีพลัง “ฉันจะไปด้วยนะ” เธอพูดพร้อมจับมือผม “พลังฉันอาจจะไม่เท่าเธอ แต่ฉันจะไม่ยอมให้เธอไปคนเดียว” “อันตรายมากนะลินา” “ตอนที่ทุกคนเมินเธอ ฉันก็ยังอยู่ข้างๆ เธอ ตอนนี้เธอมีภารกิจสำคัญ ฉันก็จะยังอยู่ข้างๆ เธอเหมือนเดิม” ผมยิ้มรับอย่างซาบซึ้ง ในโลกที่ตัดสินคนด้วยพลัง การมีเพื่อนที่ยืนหยัดเคียงข้างกันไม่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนไป มันมีค่ามหาศาลกว่าทรัพย์สินเงินทองใดๆ ก่อนจะออกเดินทาง ผู้เฒ่ามอบดาบเล่มหนึ่งให้ผม ดาบเล่มนี้ไม่ทำจากเหล็กทั่วไป แต่หล่อหลอมมาจากแร่ธาตุที่ตกมาจากท้องฟ้า มีด้ามจับสลักรูปพระจันทร์เสี้ยวไว้อย่างประณีต “ดาบนี้เป็นของผู้ใช้พลังจันทราคนสุดท้ายที่เสียชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดิน จงใช้มันปกป้องคนที่รัก และปกป้องแผ่นดินนี้ให้จงได้” ผมรับดาบมาไว้ในมือ ความเย็นฉ่ำของแร่ธาตุสัมผัสเข้ากับรอยตราบนอกอกผมราวกับเป็นเนื้อเดียวกัน แสงเงินวาบขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่า การเดินทางครั้งยิ่งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เราสองคนเดินทางออกจากหมู่บ้านแสงอรุณ มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง เพื่อไปขอความช่วยเหลือจากผู้ปกครองอาณาจักร และหาคำตอบที่แท้จริงว่า ความมืดที่กำลังคุกคามอยู่เบื้องหลังคือใคร และทำไมต้องเลือกเวลานี้ในการปรากฏตัวออกมา ตลอดทางเราได้พบเจอผู้คนมากมาย บางคนให้ความช่วยเหลือ บางคนพยายามข่มขู่ บางคนก็อยากแย่งชิงพลังของผมไปครอบครอง แต่ละครั้งที่เผชิญหน้า ผมก็ได้เรียนรู้ว่า พลังไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราเหนือกว่าคนอื่น แต่มันคือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ และความเข้มแข็งที่แท้จริงไม่ได้มาจากพลังที่มีเพียงลำพัง แต่มาจากความไว้วางใจและมิตรภาพที่มีให้กันและกัน การเดินทางสู่เมืองหลวงยังคงดำเนินต่อไป หลังจากออกจากหมู่บ้านได้สามวัน เราก้าวเข้าสู่ป่าดงดิบที่ชื่อว่า “ป่าเขาเงา” ซึ่งเป็นทางผ่านเดียวที่จะนำไปสู่ใจกลางอาณาจักร ต้นไม้ที่นี่สูงชันชิดกันจนแสงแดดแทบจะส่องลงมาไม่ถึง พื้นดินชื้นแฉะ และอากาศก็เย็นเยียบจนซัดเข้าไปในกระดูก “รู้สึกแปลกๆ ไหมคะ คาริน” ลินากระซิบขณะที่เราก้าวเดินไปท่ามกลางความมืดสลัว “เหมือนมีคนจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลา” “ผมก็รู้สึกแบบนั้น” ผมจับด้ามดาบแน่น รอยตราบนอกอกเริ่มอุ่นขึ้นเล็กน้อย “แต่อย่าหันหลังให้กันนะ ลินา ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น” เพียงประโยคนั้นจางหายไปจากปลายปาก เสียงฟ้าร้องก็ดังระรัวเหนือยอดไม้ เมฆสีดำมืดพลันปกคลุมท้องฟ้าจนสนิท และจากท่ามกลางเงามืดนั้น เสียงขบฟันและเสียงก้องกังวานก็ค่อยๆ ดังใกล้เข้ามา ทันที เงาหลายร่างก็กระโดดออกมาจากซอกต้นไม้ ล้อมเราทั้งสองไว้อย่างแน่นหนา พวกมันมีรูปร่างคล้ายคน แต่ผิวพรรณดำสนิท ดวงตาสีแดงก่ำกาดุจเลือด และปากเปิดกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคม พวกมันไม่พูดจา ไม่เจรจา เพียงแต่คำรามแล้วพุ่งเข้ามาพร้อมกันทุกตัว “ระวัง!” ผมตะโกนบอกลินาแล้วชักดาบออกจากปลอก แสงเงินกระชากวาบขึ้นจากใบดาบทันทีที่มันสัมผัสกับอากาศ รอยตราบนอกอกผมสว่างจ้าจนส่องสว่างไสวรอบข้าง เหมือนดวงจันทร์เล็กๆ หล่นลงมาอยู่ที่อกผมแล้ว ครั้นเงามืดเหล่านั้นพยายามเข้ามาใกล้ แสงจากรอยตราจึงสาดส่องออกไปราวกับคลื่นน้ำ พลันทำให้พวกมันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่ส่วนหนึ่งจะถูกแสงเผาผลาญจนสลายเป็นควันจางหายไป “พลังจันทรา…” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากความมืด เสียงนุ่มลึกแต่แฝงความเย็นเยียบจนใจหาย “ที่คิดว่าตายไปแล้ว กลับหวนกลับมาอีกครั้งงั้นรึ” ร่างสูงใหญ่ก้าวออกมาจากเงามืด เขาสวมเสื้อคลุมสีดำสนิท ปกคลุมทั่วร่างจนมองไม่เห็นหน้าตา เพียงแต่ลูกตาสีขาวล้วนที่เปล่งแสงจ้องมองมาที่ผมราวกับจะทะลุทะลายความคิด “เจ้าเป็นใคร!” ผมตะโกนถาม พร้อมกับกางดาบขวางหน้าปกป้องลินาไว้ข้างหลัง “ข้าเป็นเพียงผู้รักษาโบราณสถานแห่งนี้เท่านั้น” ชายผู้นั้นตอบอย่างสงบ “แต่ข้ามีหน้าที่ต้องหยุดเจ้า ไม่ให้เจ้าไปถึงเมืองหลวง” “ทำไม! พวกเราต้องไปแจ้งข่าวแก่ราชา เรื่องความมืดกำลังฟื้นตัว!” “เจ้าคิดว่าความมืดที่แท้จริง อยู่ที่ภายนอกเมืองหรือ?” เขาหัวเราะครืนๆ อย่างเยือกเย็น “เด็กน้อย… จงจำคำของข้าให้ดี ความมืดที่แท้จริง มันแทรกซ้อนอยู่ที่ซึ่งเจ้าคาดไม่ถึง มันฝังรากลึกอยู่ภายในกำแพงเมืองหลวงนั่นเอง” ก่อนที่ผมจะซักไซ้ใยความ เขาก็ยกมือขึ้นเพียงเบาๆ คลื่นพลังมืดมหาศาลก็ซัดเข้ามา ผมกางดาบต้านรับ รอยตราบนอกอกหมุนรอบตัวเป็นเกราะแสงเงินป้องกันไว้ แต่แรงกระแทกนั้นยิ่งใหญ่จนเราถอยไถลไปหลายก้าว ร่างของผมกระแทกกับลำต้นไม้อย่างจัง เสียงฟ้าร้องดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง “วันนี้ข้าไม่ฆ่าเจ้า” เขาพลันหยุดการโจมตี “เพราะข้าอยากเห็นว่า พลังจันทราที่หวนกลับมา จะทำได้มากแค่ไหนเมื่อต้องเผชิญกับความจริงที่โหดร้าย” เขากระตุกนิ้วมือเพียงหนึ่งครั้ง เงามืดที่ล้อมรอบเราก็ค่อยๆ จางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเงียบและร่างของเขาที่ยืนมองอยู่ตรงนั้น “เมื่อเจ้าไปถึงวังหลวง จงมองดูให้ดี… ใครกันแน่ที่กำลังซ่อนเร้นเบื้องหลังฉากทั้งหมด” กล่าวจบร่างของเขาก็สลายลงเป็นหมอกจางหายไป ทิ้งไว้เพียงความสับสนและคำถามมากมายในใจผม ลินารีบวิ่งเข้ามาพยุงผมตัวลุก “คาริน! เจ้าบาดเจ็บไหม” “ไม่เป็นไร…” ผมตอบพร้อมกับลูบคลำรอยตราบนอกอกที่ค่อยๆ จางลง “แต่คำพูดของเขา… มันหมายความว่าอะไรกันแน่ ความมืดอยู่ที่เมืองหลวง?” เรามองหน้ากันและกัน ทั้งสองต่างรู้ดีว่า การเดินทางครั้งนี้อันตรายมากกว่าที่คิดไว้ มันไม่ใช่เพียงแค่การต่อสู้กับสัตว์ประหลาดหรือพลังมืดภายนอก แต่เรากำลังจะก้าวเข้าไปสู่เขาวงกตแห่งการแสร้งทำ ความลับ และการทรยศที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน “ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไร…” ผมพูดขึ้นพร้อมกันสะบัดเสื้อให้เรียบร้อยแล้วหันหน้าไปทางทิศเมืองหลวง “เราต้องไปให้ถึงที่นั่น และค้นหาความจริงให้ได้” ลินาเผยอวัยวะยิ้มออกมา แม้จะมีความกังวลปรากฏในสายตาแต่ก็ยังพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฉันรู้แล้วล่ะว่าทำไมฉันถึงตามมา… ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญกับความจริงคนเดียวแน่นอน คาริน” เราสองคนจึงออกเดินทางต่อ ท่ามกลางความมืดที่เริ่มจางหายไปพร้อมกับเมฆที่ค่อยๆ เปิดออก จนแสงจันทร์กาลงมาส่องสว่างทางเดินอีกครั้ง แต่ในใจผมกลับไม่สบายใจนัก คำเตือนของชายชุดดำยังดังแว่วอยู่ในหู ความมืดที่แท้จริงอยู่ภายในเมืองหลวง… หมายความว่าอย่างไร ใครกันแน่ที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง? และเขาต้องการอะไรจากพลังจันทราของผมกันแน่? คำถามเหล่านี้ลอยวนอยู่ในความคิดตลอดทาง พร้อมกับความรู้สึกว่า… เรื่องราวทั้งหมดนี้ลึกซึ้งและซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด และผมเองก็เพียงแต่เริ่มไขปริศนาเบื้องต้นเท่านั้น อีกหกวันแห่งการเดินทางผ่านไป เราสุดท้ายก็ยืนอยู่ตรงหน้าประตูเมืองหลวงอาณาจักรสุริยันเสียที กำแพงเมืองสูงชันสิบชั้นคน ก่อสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาด ตกแต่งด้วยลวดลายศิลาแกร่งที่เปล่งแสงวาววับเมื่อต้องแสงตะวัน ประตูเมืองทำจากเหล็กกล้าอย่างหนา สลักลายดวงอาทิตย์เปลวเพลิงแผ่รังสีแย้มยิ้มต้อนรับผู้มาเยือน ที่นี่ต่างจากหมู่บ้านของผมราวกับคนละฟากฟ้า ผู้คนแต่งกายเรียบง่ายแต่สง่างาม อาคารบ้านเรือนสูงเรียงราย รถม้าผ่านไปมาบนถนนลาดเรียบ และทุกคนล้วนมีพลังแสดงออกให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าควบคุมเปลวไฟปรุงอาหารอย่างคล่องแคล่ว หรือเด็กเล็กหยิบจับน้ำในอากาศมาเล่นอย่างสนุกสนาน เมื่อเราเดินเข้าไปในเมือง สายตาผู้คนต่างหันมามอง ทั้งไม่ใช่เพราะรู้จักผม แต่เพราะรอยตราบนอกอกผมที่ทุบตา แสงเงินยังจางๆ สว่างวาบอยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้า ที่นี่ไม่มีใครเคยเห็นพลังธาตุอื่นนอกจากสี่ธาตุที่รู้จักกันดี จึงทำให้พวกเขาต่างจ้องมองด้วยความแปลกประหลาดใจ “ข้ามองว่าเจ้าดูไม่ธรรมดาเลยนะ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างๆ เรา ขณะที่เรายืนงงอยู่ที่มุมถนนใหญ่ หันไปมอง เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ผิวดำเหลืองอ่อน ใบหน้าคมคาย ผมสั้นสีดำสนิท ตาเขม้นมองมาที่ผมโดยเฉพาะ เขาสวมเสื้อคลุมสีครามปักด้วยด้ายสีทองลายรูปหยดน้ำ สังเกตเห็นว่าบริเวณข้อมือของเขาก็สว่างวาบด้วยแสงประหลาดเช่นกัน “ข้าชื่อคีริน เป็นผู้ใช้พลังน้ำระดับสูงแห่งวังหลวง” เขาแนะนำตัวพร้อมก้มศีรษะให้เกรียงไกร “ส่วนตัวเจ้า… ข้ารู้สึกว่าพลังในตัวเจ้าคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด” “ข้าชื่อคาริน… และนี่คือลินา เพื่อนร่วมทาง” ผมแนะนำตัวตามด้วยความระแวง “ข้ามีเรื่องจำเป็นต้องเข้าเฝ้าพระราชา ท่านช่วยข้าสู่ทางได้หรือไม่” คีรินขมิ้นคิ้วเล็กน้อย “การเข้าเฝ้าพระราชานั้นยากยิ่งในเวลานี้ เพราะบัดนี้แผ่นดินกำลังวุ่นวาย พระราชาทรงประชุมเหล่าผู้เฒ่าผู้แก่และผู้ใช้พลังระดับสูงอยู่มิได้ขาด หากเจ้ามิใช่คนสำคัญหรือมิได้มีเรื่องร้อนเร่งด่วน คงยากที่จะขอเข้าเฝ้าได้ทันที” “เรื่องที่ข้ามาแจ้งนั้นสำคัญยิ่งยวด” ผมรีบเร่ง “เกี่ยวเนื่องกับความมืดที่กำลังฟื้นตัว และพลังจันทราที่หวนกลับมา” คำว่า “พลังจันทรา” เพียงเท่านั้น คีรินก็พลันเปลี่ยนสีหน้าจากสงบกลายเป็นตกตะลึง เขาก้าวเข้ามาจับแขนผมแน่น มองลึกเข้าไปในดวงตาของผมราวกับจะมองทะลุจิตวิญญาณ “เจ้าพูดจริงหรือ!” เขาถามเสียงต่ำเกรี้ยวกราด “พลังจันทรา… ที่ทุกคนลืมเลือนไปแล้วนั้นกลับมาจริงด้วยหรือ!” “ข้าพูดจริง และมันอยู่ที่ตัวข้า” ผมพูดพร้อมกับปลดกระดุมเสื้อออกเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยตราจันทราที่เปล่งแสงเงินลงมาบนผิวเนื้อ คีรินถอยก้าวหนึ่ง มือที่จับแขนผมปล่อยลงอย่างช้าๆ สีหน้าของเขาผสมผสานด้วยความประหลาดใจ ความปิติยินดี และความหวาดกลัวพร้อมกัน “เป็นความจริง… แท้จริงแล้วด้วย” เขากระซิบ “ตำนานกล่าวว่าเมื่อใดที่พลังจันทรากลับมา แปลว่าความมืดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็กำลังจะตื่นขึ้นเช่นกัน” เขากลับมองหน้าผมด้วยสายตาเอาใจใส่ “ถ้าอย่างนั้น… ข้าจะพาเจ้าเข้าเฝ้าพระราชาทันที แม้จะต้องเสี่ยงอันตรายเพียงใด ข้าก็จะนำท่านไปถึงพระราชวังให้จงได้” ขณะที่เราก้าวตามคีรินไปยังพระราชวัง ความคิดในใจผมก็พลันสับสนมากขึ้น ตำนานที่ว่าพลังจันทราเกี่ยวพันกับการตื่นขึ้นของความมืด… หมายความว่าอย่างไร? การที่พลังของผมปรากฏออกมา มันคือสาเหตุ หรือเพียงแค่สัญญาณเตือน? และคำพูดของชายชุดดำในป่าเขาเงาที่ว่า “ความมืดอยู่ภายในเมืองหลวง” นั้น จะสอดคล้องกับเรื่องราวที่กำลังจะเปิดเผยในวังหลวงแห่งนี้หรือไม่? เราผ่านเข้าไปตามทางเดินอันยาวไกลภายในกำแพงวัง สถานที่แห่งนี้งดงามจนแทบไม่กล้ามอง แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นเยียบและอึดอัดบางอย่าง คล้ายกับว่ามีดวงตาคู่หนึ่งแอบจ้องมองเราอยู่จากที่ซ่อนเร้น ทุกก้าวที่ก้าวเข้าไปใกล้ห้องประทับของพระราชา หัวใจผมก็เต้นแรงขึ้นทุกที่ ไม่ใช่เพราะเกรงใจพระราชา แต่เพราะสัญชาตญาณบอกว่า… เรากำลังก้าวเข้าไปสู่อันตรายที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก คีรินพาเราเดินผ่านทางเดินอันยาวเหยียด พื้นปูด้วยหินอ่อนขาวเนียนเปล่งประกาย กำแพงทั้งสองข้างประดับด้วยตะเกียงเวทมนตร์ที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ให้แสงสว่างนวลตาราวกับแสงตะวันตก แต่ทว่ายิ่งก้าวเข้าไปลึกเท่าไหร่ ความรู้สึกอึดอัดและหนักอึ้งในอกผมก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกที่ รอยตราบนอกอกเริ่มร้อนวูบวาบราวกับเตือนสติ “ที่นี่… มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่จริงด้วย” ลินากระซิบเบาๆ ขณะเดินเคียงข้างผม “ฉันรู้สึกไม่สบายตัวตั้งแต่ก้าวเข้ามา” “ผมก็เช่นกัน” ผมตอบกลับในทำนองเดียวกัน “ระวังตัวไว้นะลินา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ไม่นานนัก เราก็มาถึงห้องประทับขนาดใหญ่โต เพดานสูงชัน ล้วนแต่ประดับตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามที่สุด ปลายห้องประดับด้วยแท่นที่ประทับ แลเห็นร่างของพระราชาประทับนั่งอยู่ภายใต้ฉากม่านแสงอาทิตย์เปลวเพลิง ทอดพระเนตรลงมายังเหล่าผู้ที่กำลังเข้าเฝ้า “ข้าแต่พระบาทสมเด็จพระราชาผู้ครองอาณาจักรสุริยัน” คีรินกราบบังคมทูล “ข้านำผู้มีข่าวสำคัญเกี่ยวกับความมืดและพลังโบราณมาเฝ้าพระองค์” พระราชาทอดพระเนตรมองมาที่ผม ทันใดนั้น พระหัตถ์ของพระองค์ก็กระตุกเล็กน้อยเมื่อสายตาตกกระทบรอยตราบนอกอกผม “เข้ามาเฝ้าได้” พระราชาสั่งด้วยพระสุรางค์อุ้มอึก “เจ้าผู้น้อย เจ้าว่ามีเรื่องเกี่ยวกับความมืดและพลังโบราณนั้นเป็นอย่างไร จงแจ้งให้ทราบ” ผมก้าวเข้าไปข้างหน้าเล็กน้อย กราบลงตามแบบแผน ก่อนจะแจ้งความทุกประการที่ได้พบเห็น ตั้งแต่รอยตราปรากฏขึ้น ความมืดบุกหมู่บ้าน คำเล่าขานตำนาน และคำเตือนประหลาดของชายชุดดำในป่าเขาเงา จนกระทั่งถึงความรู้สึกไม่สบายใจที่ยามนี้ยังทับถมอยู่ในใจ เมื่อผมกล่าวจบ ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้อง พระราชาพลันทรงลุกพระวรกายขึ้น ประสงค์ตรัสถามด้วยพระสุรเสียงสั่นเครือ “เจ้าแน่ใจหรือว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นความจริงทั้งหมด?” “ข้าพระองค์กล่าวตามความเป็นจริงโดยมิได้ปิดบังประการใดเลย” ผมกราบทูล “และยิ่งมาถึงที่นี่เท่าไหร่ รอยตราบนอกอกข้าพระองค์ยิ่งร้อนแรงขึ้นราวกับมันกำลังเตือนว่า… อันตรายยิ่งใหญ่กำลังแผ่ซ่านอยู่แถวนี้” เพียงประโยคนั้นจางหายไป พระราชาพลันหันพระพักตร์มองไปที่เหล่าผู้เฒ่าผู้แก่และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ยืนเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นด้วยสายตาเคร่งขรึม “ท่านทั้งหลายได้ยินสิ่งที่เขากล่าวแล้ว” พระราชาตรัส “และข้าก็ทราบด้วยว่า สิ่งที่เขากล่าวนั้นมิใช่เรื่องสมมติขึ้น” พระราชาทรงก้าวลงจากแท่นประทับ ค่อยๆ เปิดเผยความจริงที่ซ่อนเร้นมาอย่างยาวนาน… “ความจริงก็คือ” พระราชาตรัส “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ความมืดที่ว่ามานั้นมิได้แผ่พลังมาจากภายนอก หากแต่กำเนิดขึ้นจากภายในแผ่นดินของเราเอง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นคืนพลังมืดนั้น… คือบุคคลที่ใกล้ชิดเราเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด” เสียงพระราชาดังขึ้นอีกครั้ง “คือ ‘มหาเสนาบดีผู้ครองพลังแห่งความมืด’ ผู้ที่แสร้งทำภักดีมาตลอดหลายปี แต่แอบซ่อนเร้นฝังรากอำนาจมืดไว้ทั่วทั้งเมืองหลวง!” ทันใดนั้น เสียงหัวเราะครืนๆ ก็ดังขึ้นจากท่ามกลางหมู่ข้าราชการ ชายชราผู้หนึ่งก้าวออกมาจากแถว สีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความอำมหิต นั่นคือมหาเสนาบดีผู้ที่ทุกคนไว้วางใจมาตลอด “ช่างเถอะ พระราชา” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ท่านรู้ความจริงไว้ก็ดี ว่าเวลาของท่านกำลังจะสิ้นลง และพลังจันทราเด็กน้อยคนนี้… ก็มาถึงที่นี่ช้าเกินไปแล้ว” มหาเสนาบดียกมือขึ้นเพียงครั้งเดียว ความมืดก็พลันพุ่งออกมาจากรอบด้าน พลันปิดล้อมที่แห่งนี้จนมิด แสงตะเกียงเวทมนตร์ดับวูบลงทันที เหลือเพียงแสงเงินจากรอยตราบนอกอกผมที่ส่องสว่างนำทางให้เห็นเพียงร่างกายของเราและศัตรูที่รายล้อมอยู่ “คาริน!” คีรินตะโกน “พวกเขาปิดล้อมทางออกแล้ว! เราต้องต่อสู้เพื่อให้พระราชาเสด็จหนีไปก่อน!” “ข้าจะปกป้องที่นี่ให้ได้!” ผมตะโกนตอบ รอยตราบนอกอกสว่างจ้าจนส่องสว่างไสวทั่วห้อง แสงเงินพุ่งออกมาเป็นเกราะป้องกันล้อมรอบทุกคนไว้ แต่พลังมืดของมหาเสนาบดีนั้นรุนแรงและลึกซึ้งเกินกว่าที่คิด มันไม่เพียงแต่โจมตีร่างกาย หากแต่แทรกซึมเข้าสู่จิตใจ ก่อให้เกิดความกลัว ความสับสน และความท้อถอยขึ้นในใจทุกคน “อย่าหวังว่าจะชนะข้าได้” มหาเสนาบดีหัวเราะลั่น “พลังจันทรานั้นอาจจะทำลายร่างของความมืดได้ แต่พลังจันทราไม่อาจทำลายความมืดที่ฝังอยู่ในใจคนได้!” คำกล่าวนั้นทำให้ผมตกตะลึง… เขาพูดถูกแล้ว ความมืดที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ก้อนเมฆดำหรือสัตว์ประหลาด หากแต่อยู่ที่ความอิจฉา ความโลภ และความปรารถนาในอำนาจที่ไม่มีที่สิ้นสุดภายในจิตใจของคน และพลังเพียงอย่างเดียวนั้น แทบจะไร้ความสามารถที่จะกำจัดมันได้เลย แต่ทันใดนั้น แสงเงินจากรอยตราบนอกอกผมก็พลันเปลี่ยนสีอ่อนลง เปล่งประกายนวลเนียนราวกับแสงจันทร์อ่อนละมุน ไม่ได้แผดเผาเหมือนดั่งแสงอาทิตย์ หากแต่โอบอุ้มและชำระล้างสิ่งสกปรกให้บริสุทธิ์… ผมจึงตระหนักว่า พลังจันทราไม่ได้มีไว้เพียงทำลายล้าง หากแต่มีไว้เพื่อ ‘หวนคืน’ เพื่อ ‘เยียวยา’ และเพื่อ ‘ให้ความหวัง’ แก่ผู้ที่ยังดำรงความดีงามไว้ในใจ “มหาเสนาบดี!” ผมตะโกนก้องด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เจ้าบอกว่าพลังจันทราไม่อาจทำลายความมืดในใจคนได้… แต่ข้าบอกเจ้าว่า พลังนี้มิได้มีไว้เพื่อทำลาย หากแต่มีไว้เพื่อให้โอกาส! ถอยกลับเสียเดี๋ยวนี้ ก่อนที่เจ้าจะไม่มีทางหวนคืน!” มหาเสนาบดีเงียบลงชั่วครู่ ราวกับถูกคำกล่าวนั้นสะเทือนใจ แต่แล้วเขาก็ส่ายหน้าและหัวเราะครืนๆ อีกครั้ง “โอกาส? ข้าได้สูญเสียโอกาสที่จะเป็นผู้ดีมาตลอดชีวิตเพราะพวกเจ้า พระองค์ทรงทอดทิ้งข้าเมื่อครั้งข้าต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด… ดังนั้น ข้าจะไม่ถอยกลับแน่นอน!” เขากระตุกนิ้วมือ คลื่นพลังมืดมหาศาลก็ซัดเข้ามาพร้อมกัน ผมกางดาบออก รวมพลังทั้งหมดที่มีเข้าไว้ด้วยกัน รอยตราจันทราบนอกอกหมุนคว้างอย่างรวดเร็ว แสงเงินก่อตัวเป็นคลื่นยักษ์พุ่งออกไปปะทะกับพลังมืดที่ซัดเข้ามา… เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว กำแพงรอบข้างร้าวราน แสงเงินและแสงมืดปะทะกันจนฟ้าดินสลับสับเปลี่ยน… และเมื่อหมอกควันจางลง… ทุกคนต่างตกตะลึง… เมื่อแสงสว่างกลับคืนสู่ห้องประทับอีกครั้ง มหาเสนาบดียืนนิ่งอยู่ ณ ที่เดิม ร่างกายของเขาไม่ได้ถูกทำลายล้าง แต่เปลวไฟแห่งความมืดที่ห่อหุ้มร่างกายเขามาตลอดเวลากลับค่อยๆ จางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงชายชราผู้หนึ่งที่ดูอ่อนเพลียและทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว “เป็นไปไม่ได้…” เขากระซิบเสียงแผ่ว “พลังของเจ้า… มันไม่ได้ทำลายข้า… มันกำลังชำระล้างความมืดออกไปจากตัวข้า!” “เพราะความมืดที่ฝังอยู่ในใจคนนั้นไม่สามารถทำลายด้วยดาบหรือพลังอำนาจรุนแรงได้” ผมตอบก้าวเข้าไปใกล้เขาทีละก้าว “แต่เมื่อใดที่ใจยอมรับแสงสว่าง ความมืดก็จะสลายไปเอง” มหาเสนาบดีคุกเข่าลงกับพื้น มือที่เคยแข็งแรงและเต็มไปด้วยพลังมืดกลับสั่นระริกราวกับใบไม้ เขามองมือของตนเองด้วยสายตาผสมผสานความทุกข์โศกและความรู้สึกผิดอย่างสาหัส “ข้า… ข้าคิดผิดไปแล้วจริงๆ” เขาพลันร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาจกั้นไว้ “ความมืดที่ข้าคิดว่าจะช่วยให้ข้าได้รับความยุติธรรม แท้ที่จริงมันกำลังกัดกินหัวใจของข้าจนหมดสิ้น… ข้าขอโทษ… ข้าขออภัยในความผิดที่ข้าได้กระทำลงไป” พระราชาทรงก้าวเข้ามาประทับพระหัตถ์บนบ่าของมหาเสนาบดีด้วยสีหน้าสลด “ข้าก็ทราบด้วยว่าเจ้าจงใจผิดไปเพียงใด ความโกรธแค้นเคยปกคลุมหัวใจของเจ้ามานาน แต่บัดนี้แสงสว่างได้หวนกลับมาถึงหัวใจเจ้าแล้ว จงใช้เวลาที่เหลือแก้ไขสิ่งที่ทำลายไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” มหาเสนาบดีก้มหน้าลงกับพื้นด้วยความสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง พร้อมกับยอมมอบตัวและสั่งให้ผู้ติดตามทั้งหมดเลิกล้มการกระทำที่ชั่วร้ายและยอมจำนนต่ออำนาจแห่งความดี เมื่อเห็นดังนั้น เหล่าผู้ติดตามความมืดที่ซ่อนอยู่ทั่วไปต่างก็สลายพลังมืดลงและยอมมอบตัวตามไปด้วย ความมืดที่ปกคลุมเมืองหลวงมาอย่างยาวนานค่อยๆ จางหายไป แสงจันทร์และแสงตะวันกลับเปล่งประกายส่องสว่างแผ่นดินอีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ค่ำคืนนั้น เมื่อความสงบกลับคืนสู่วังหลวง พระราชาทรงเรียกผมเข้าเฝ้าอีกครั้ง ทรงมอง🌙 รอยตราจันทรา: พลังที่โลกลืม ภาค 2: รุ่นลูกหลาน หนึ่งร้อยปีผ่านไป นับแต่วันที่ลูน่าละร่างกลายเป็นหนึ่งเดียวกับแสงจันทรา โลกเปลี่ยนไปมาก หมู่บ้านหุบเขาไม่ได้เงียบเหงาอีกต่อไป หอคอยจันทรากลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนเดินทางมาจากทั่วสารทิศ เพื่อเรียนรู้เรื่องพลังภายในตนเอง รอยตราจันทราไม่ใช่สิ่งที่ต้องซ่อน แต่เป็นสัญลักษณ์ที่ผู้คนนับถือ ที่ริมทะเลสาบเดิม เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบชื่อ ลูนาริส กำลังนั่งมองน้ำนิ่งๆ เธอเพิ่งค้นพบรอยพระจันทร์เสี้ยวสีเงินที่หน้าผากเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมกับความสามารถที่ทำให้ดอกไม้บานสะพรั่งได้เพียงแค่เธอมองดู “อย่ากลัวในสิ่งที่เจ้ามีนะลูนาริส” เสียงของลูเซียส ผู้ซึ่งยังคงดำรงชีวิตอยู่ด้วยพลังแห่งเงา กล่าวขึ้นจากเบื้องหลัง “รอยตราของเจ้า ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เจ้าภูมิใจเพียงอย่างเดียว แต่มีไว้เพื่อให้เจ้าดูแลคนอื่น” ลูนาริสหันมาสบตา ดวงตาของเธอสว่างใสเหมือนดวงดาว “ฉันจะทำตามแบบอย่างของบรรพบุรุษไหมครับ คุณลูเซียส?” “ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร” ชายชราผู้นั้นยิ้ม “จงเป็นตัวของตัวเองเถอะ ลูกหลานของเรา”
🌙 รอยตราจันทรา: พลังที่โลกลืมคำนำ — ในยุคที่โลกหันไปเชื่อในความแข็งแกร่งของอาวุธและอำนาจที่เห็นได้ชัดเจน เวทมนตร์ถูกขับไล่ให้กลายเป็นเพียงนิทานเด็กเล็ก คำสาป และเรื่องราวโบราณที่ไม่มีใครกล้าเชื่อ แต่บางสิ่งเมื่อถูกลืม ไม่ได้หมายความว่ามันหายไป มันเพียงแค่รอเวลาที่จะกลับมาอีกครั้ง…สายฝนหยดลงบนหลังคากระเบื้องของหมู่บ้านหุบเขาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นดินเปียกและใบไม้สดชื่นลอยมา แต่สำหรับลูน่าแล้ว ค่ำคืนนี้ไม่ต่างจากคืนอื่นๆ นับตั้งแต่เธอจำความได้เธอเดินช้าๆ ตามถนนหินกรวด มือโอบกอดตัวเองแน่นเพราะอากาศที่เริ่มเย็นลง ทุกครั้งที่เธอเดินผ่านหน้าบ้าน คนในบ้านก็จะเงยหน้ามองประตูบานเล็กๆ แล้วรีบปิดหน้าต่าง ทันทีที่สายตาพวกเขาตกกระทบมาที่หน้าผากของเธอตรงนั้นมีรอยสักธรรมชาติ รูปร่างเหมือนพระจันทร์เสี้ยวสีเงินประกายวาบวบ ไม่ใช่สีดำหรือสีแดงเหมือนรอยสักทั่วไป แต่มันเปล่งแสงอ่อนๆ ได้เมื่อแสงจันทร์ส่องลงมา“ลูกอี๋… อย่าไปไกลนะจ๊ะ คืนนี้เป็นคืนเพ็ญจันทรา” เสียงอ่อนโยนแต่แฝงความกังวลดังขึ้นจากด้านหลัง เป็นเสียงของแม่ชีเอลน่า ผู้ที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่ยังเด็กลูน่าหยุดยั้ง เหมือนต้องการจะหันกลับไป แต
รอยตราจันทรา พลังที่โลกลืมในแผ่นดินอาณาจักรสุริยัน กฎเกิดขึ้นมาพร้อมกับลมหายใจแรกของทุกคน ทุกคนต่างมีพลังธาตุประจำตัว บางคนบิดน้ำให้เป็นคลื่น บางคนจุดไฟให้ลุกโชนดั่งดวงอาทิตย์ บางคนสั่งลมให้พัดพา หรือบังคับแผ่นดินให้แยกออก ทุกคนต่างรู้ว่าพลังคือคุณค่า คือชื่อเสียง คือทุกสิ่งที่จะทำให้คุณยืนอยู่บนแผ่นดินนี้ได้อย่างมีเกียรติยกเว้นผม… คารินผมอายุสิบหกปี เติบโตในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ติดกับป่าต้องห้าม ชื่อหมู่บ้านแสงอรุณ ทุกคนในหมู่บ้านต่างมีพลัง ยกเว้นผมเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะลองวิธีไหน ไม่ว่าจะฝึกฝนแค่ไหน พลังก็ไม่เคยปรากฏให้เห็น ชาวบ้านเรียกผมว่า “ไร้ธาตุ” บางคนสงสาร บางคนดูหมิ่น บางคนก็แค่เมินเฉยราวกับผมเป็นเพียงก้อนหินที่อยู่ตรงนั้นเฉยๆ“คาริน! ไปตักน้ำให้หน่อยสิ ลูกฉันบังคับน้ำไม่ค่อยถนัด”“คาริน! ช่วยยกฟืนหน่อย พวกเราใช้ไฟเผาไม่ได้ตอนตากฝน”“คาริน… อย่าไปเล่นแถวป่าต้องห้ามนะ เดี๋ยวพลังในตัวมันดึงดูดสิ่งชั่วร้ายมา”ผมแค่ยิ้มรับ รับปาก แล้วทำตามที่เขาขอ ถึงจะไม่มีพลัง แต่ผมก็ยังมีมือ มีเท้า มีแรงกายที่ช่วยเหลือคนอื่นได้ อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขาไม่เมินหนีห่างไปมากกว่านี้คืนนี้เป็นคืนจันทรา





